พระธรรมวินัยกับกฏหมาย 004


    อ.อรรณนพ ขอเรียนอาจารย์ได้อธิบาย เพราะจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าอันนี้จะใกล้เรา ก็คือในสมัยปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ ก็มีเหตุการณ์ที่น่าจะได้ทราบกันจริงๆ

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ในส่วนที่อาจารย์วิชัยกล่าวจะเป็นประวัติในประเทศอินเดีย ลังกา พอใกล้เข้ามาพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาในสุวรรณภูมิ กษัตริย์ในอดีตท่านก็ทะนุบำรุง ดูแลพระพุทธศาสนาตลอดมา ก็มีการสั่งคายนาครั้งแรก พระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนา ท่านเริ่มที่จะสังคายนาพระไตรปิฎก อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในปี พ.ศ. ๒๐๒๐ เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยทั้งศาสนจักรและอาณาจักรก็ได้เริ่มที่จะช่วยกันสืบทอดประศาสนาต่อมา อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็มีอีกหลายครั้ง อยากจะกล่าวในจุดที่พระมหากษัตริย์เราทางฝ่ายอาณาจักรมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระศาสนามากอย่างมาก แล้วก็เป็นคุณูปการกับชาวพุทธปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยจะเริ่มในช่วงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลองนึกสภาพตอนนั้น

    อ.อรรณพ บ้านเมืองเราแตกย่อยยับ

    อ.จักรกฤษณ์ ทุกหัวระแหงแทบจะไม่มีสภาพที่จะเป็นบ้านเมืองเลย โจรต่างๆ มากมาย ท่านก็เริ่มกอบกู้หลังจากเราเสียกรุงศรีอยุธยามา ท่านก็เริ่มกอบกู้สภาพบ้านเมือง แต่ท่านก็ไม่ทิ้งพระศาสนา ทำให้เห็นถึงภาระกอบกู้ชาติก็คงลำบาก ลำบากมาก ท่านก็ยังไม่ทิ้งพระศาสนา ท่านก็กอบกู้พระศาสนา ในสมัยนั้นก็รวบรวมพระไตรปิฎก คำสอนต่างๆ มา เพื่อที่จะให้ภิกษุ แล้วก็ชาวพุทธได้ศึกษา ได้สืบทอดพระศาสนาด้วย ท่านก็ทะนุบำรุงอย่างดีในสมัยนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวพุทธ พระพุทธศาสนาโดยตรง ก็คือปรากฏว่ามีกบฏ ตอนนั้นท่านพยายามกอบกู้ แล้วก็รวบรวมชาติแผ่นดิน ก็มีกบฏเกิดขึ้นในทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นกบฏที่แปลกเหมือนกัน เพราะผู้ที่ตั้งตัวเป็นกบฏเป็น

    อ.อรรณพ พระภิกษุ

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นพระภิกษุ ถ้าได้ศึกษาในอดีต จะได้เรียนประวัติศาสตร์กันในเรื่องชุมนุมเจ้าพระฝาง ถ้าใครได้เรียนประวัติศาสตร์ก็จะเห็นตรงนี้ ว่ามีชุมนุมเจ้าพระฝาง ซึ่งเป็นภิกษุเกือบทั้งหมดตั้งตัวเป็นใหญ่ ตอนนั้นก็ทำสิ่งไม่ดีต่างๆ นานา ท่านก็ได้อธิบายว่าชุมนุมเจ้าพระฝาง ภิกษุที่อยู่ในชุมนุมได้กระทำสิ่งชั่วช้าลามก ผิดพระวินัย แล้วก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ ปล้น ทำสิ่งที่ไม่ใช่ตามพระวินัยเลย ท่านก็ได้ทำการยกทัพไปปราบ ไปปราบชุมนุมพระเจ้าฝาง เพราะแม่ทัพนายกองต่างเป็นภิกษุหมดเลย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นถึงอย่างนั้น แล้วท่านก็มีพระราชดำรัส ซึ่งอยากจะกล่าวนิดหนึ่งว่าท่านกล่าวอย่างไรบ้าง เมื่อท่านปราบกบฏนี้แล้ว ท่านก็บอกว่า พระสงฆ์บรรดาอยู่ฝ่ายเหนือ เป็นพรรคพวกไอ้เรือนพระฝาง ก็คือเป็นตั้งตัวกบฏ เป็นพรรคพวกพระฝางทั้งสิ้น ถืออาวุธ ปืนรบศึก ไม่น่าเป็นไปได้ เป็นพระ พระภิกษุถืออาวุธ ถือปืน ปล้นเอาทรัพย์สิน สิ่งของของชาวบ้าน นอกจากนั้นยังกินสุราเมรัย ส่องเสพอนาจารด้วยสีกา ทำทุกอย่าง ท่านก็บอกว่าต้องจตุปาราชิกาบัติต่างๆ ก็คือปาราชิก แล้ว หมดสภาพที่จะเป็นพระภิกษุแล้ว ขาดจากสิกขาบทในพระพุทธศาสนา แล้วก็ล้วนลามก ทั้งหมดทั้งก๊ก จะละไว้ให้คงอยู่ในสมณเพศฉะนี้ไม่ได้ ท่านก็ชี้ให้เห็นเลยว่า ไม่ได้แล้วอย่างนี้ทำให้พระศาสนาเสื่อม ท่านก็มีรับสั่งกับก๊กที่ปราบได้ว่าให้สึกออกไป แล้วใครรับสารภาพก็จะลดโทษให้ ยังมีคุณงามความดีอยู่ก็ให้รับราชการได้ ก็ยังทรงมีพระเมตตา

    อ.อรรณพ คือให้ลาสิกขา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ส่วนที่ไม่รับสารภาพก็ให้มีการสอบสวน ให้ได้ความว่ากระทำผิดอะไรบ้างแล้วก็ลงโทษ ไปตามกฎหมายบ้านเมืองตอนนั้น

    อันนี้แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นห่วงพระศาสนามาก ขึ้นไปปราบเองเลย ก็เป็นส่วนที่ท่านก็ใช้ความพยายามทุกอย่างที่จะกอบกู้พระศาสนา ส่วนในการทะนุบำรุงพระศาสนาที่ให้รุ่งเรืองไป ผมอยากจะใช้คำที่ตรัสไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่านมีความรักพระศาสนาเพียงใด แสดงออกจากพระราชดำรัสของท่าน ท่านก็บอกว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงจงตั้งสติ ตั้งอยู่ในพระจตุปาริสุทธิศีล สังวรวินัยบัญญัติให้บริบูรณ์ คืออยากให้พระภิกษุ

    อ.อรรณพ ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

    อ.จักรกฤษณ์ อย่าให้พระศาสนาของพระองค์เศร้าหมองเลย ทำสิ่งใดไม่ดีก็จะเศร้าหมองแก่พระศาสนา แม้นพระผู้เป็นเจ้าจะขัดสนด้วยวัตถุปัจจัยทั้ง ๔ ประการนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ท่านจะขัดสนอุปกรณ์ใช้สอยปัจจัยต่างๆ ท่านก็จะเป็นธุระอุปถัมภ์ให้

    อ.อรรณพ ปวารณา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ปวารณาว่าจะดูแล ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงมีศีลบริบูรณ์ในพระศาสนาแล้ว มีศีลในพระพุทธศาสนาสมบูรณ์แล้ว แม้จะปรารถนามังสะ เนื้อคือหมายถึงแม้ปรารถนามังสะ รุจิระ เลือดของพระองค์ พระองค์ก็อาจจะเชือดเนื้อและโลหิตออกมาเป็นทานได้ แสดงให้เห็นว่าท่านมีความศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง แม้เนื้อแม้เลือดท่านก็บริจาคให้ได้ ถ้าพระภิกษุประพฤติปฏิบัติสมบูรณ์ในพระธรรมวินัย

    อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ไพเราะมาก ชี้ให้ลูกหลานได้เห็นว่า ท่านมีคุณูปการอย่างไรต่อพระศาสนา ไม่ใช่ว่าปล่อยปละละเลย ท่านเหนื่อยยากตอนนั้น ย้อนกลับไปบ้านเมืองสมัยนั้นเป็นอย่างไร พระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจะนำมาบอกกล่าวชาวพุทธเราปัจจุบันได้รับทราบกัน ว่าบุพกษัตริย์ของเราเหนื่อยยาก ดูแลพระศาสนามาอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

    อ.อรรณพ ชัดเจนมาก

    อ.จักรกฤษณ์ ชัดเจนในเรื่องของพระมหากษัตริย์ในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนนี้อาจารย์อรรณพมีอะไรจะเสริมหรือไม่ ก่อนที่จะไปต่อ

    อ.อรรณพ เชิญได้เลย

    อ.จักรกฤษณ์ สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์เรา ท่านดูแล ทะนุบำรุงต่อ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนยุคจากสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้วบ้านเมืองจะเรียบร้อย ช่วงนั้นก็ยังแตกสาแหลกกันอยู่ มีก๊ก มีเหล่า มีอะไรต่างๆ ยังไม่เรียบร้อย แล้วประวัติศาสตร์ก็ชี้ให้เห็นว่าช่วงนั้นพระภิกษุก็ยังไม่ได้อยู่ในธรรมวินัยกันเลย

    อ.อรรณพ ในธรรมวินัย

    อ.จักรกฤษณ์ ยังไม่ได้ประพฤติตามสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติมา ไม่มี ทำสิ่งที่ไม่ดีหลายอย่าง ในช่วงสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชของเรา ท่านก็ทำภารกิจสองด้าน ด้านหนึ่งก็ทะนุบำรุงพระศาสนา โดยท่านทำสังคายนาด้วย ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ก็คือพยายามรวบรวมคำสอนต่างๆ ให้ชาวพุทธมีโอกาสได้ศึกษา อีกทางหนึ่งท่านก็เห็นถึงความไม่ถูกต้องของภิกษุ ซึ่งเป็นผู้นำของพุทธบริษัท ว่ายังมีทำผิดอะไรหลายๆ เรื่องท่านก็เป็นห่วงกังวล ถึงกระทั่งออกกฎหมายมาเลย สมัยก่อนนั้นไม่มีกฎหมายที่จะมาบังคับพระ ตอนนั้นท่านเป็นห่วงมาก

    ในยุคนั้นก็มีการรวบรวมในการออกกฎหมาย เรียกว่ากฎหมายตราสามดวง ก็มีกฎหมายเกี่ยวกับภิกษุสงฆ์มาด้วย ท่านเรียกว่ากฎพระสงฆ์ ซึ่งอยู่ในกฎหมายตรา ๓ ดวง ในกฎหมายตรา ๓ ดวงเป็นประวัติศาสตร์ที่เราน่าจะศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นความห่วงใยของพระมหากษัตริย์เราแต่ต้นรัชกาลต่อพระศาสนาอย่างไร แล้วท่านก็ได้บรรยายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นในกฎหมาย ให้เห็นว่ามันเกิดอะไรกันขึ้นในช่วงนั้น แล้วท่านก็กำหนดโทษโดยใช้โทษที่เป็นโทษทางฝ่ายราชอาณาจักร คือใช้พระราชอำนาจในการที่จะลงโทษผู้ที่กระทำความผิด ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยต้นรัชกาล กฎหมายที่เป็นกฎหมายตรา ๓ ดวงที่เรียกว่ากฎพระสงฆ์ ท่านออกมา ๑๐ ฉบับ จะเป็นช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีเศษเป็นช่วงๆ ๑๐ ฉบับท่านก็จะออกมาแต่ละฉบับ มีเหตุผล มีสาเหตุ มีบทบัญญัติโดยละเอียด ซึ่งตรงนี้เบื้องต้นก็คือ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทางฝ่ายราชอาณาจักรไม่เคยทอดทิ้งพระพุทธศาสนาเลย ท่านไม่เคยทอดทิ้ง ท่านดูแลอุปถัมภ์ค้ำชู ทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้พระพุทธศาสนาของเราสามารถสืบทอดต่อไปยังชนรุ่นหลานได้ ซึ่งกฎหมายนี้ถ้าจะลงในเนื้อ ในรายละเอียด ก็จะเป็นประโยชน์ ถ้าจะได้กล่าวมีอยู่ 10 ฉบับ แต่จะสามารถที่จะสรุปย่อๆ แล้วก็ชี้ประเด็นให้เห็นแต่ละประเด็นๆ แล้วก็เทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ได้

    อ.อรรณพ ที่เรากำลังเผชิญอยู่

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ซึ่งก็น่าจะได้กล่าวถึง จะกล่าวทีละฉบับ อาจารย์อรรณพมีอะไรที่จะอธิบายปลีกย่อยอะไร เราก็จะได้สนทนาในรายละเอียด แต่ก่อนอื่นอยากจะกล่าวถึงความสำคัญที่ท่านกล่าวเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งเป็นผู้นำพุทธบริษัทว่าท่านกล่าวว่าอย่างไร มีบทหนึ่งที่ยกขึ้นมาก่อนว่า ท่านกล่าวเกี่ยวกับพระปาติโมกข์คือพระวินัยพระภิกษุว่าสำคัญอย่างไร ซึ่งตรงนี้สามารถที่จะยกขึ้นมาชี้ให้เห็นได้ ท่านกล่าวไว้ว่าพระปาติโมกขสังวรณ์นี้ชื่อว่าพระศาสนา ก็คือพระวินัยคือชื่อพระศาสนา ถ้าพระภิกษุยังทรงพระปาติโมกข์บริบูรณ์อยู่ตราบใด ชื่อว่าพระศาสนายังตั้งอยู่ ณ ตราบนั้น ก็เป็นสิ่งที่ท่านสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ

    อ.อรรณพ เพราะคือรากแก้ว

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ พระวินัยเป็นรากแก้ว ซึ่งน่าจะตรงกับที่จะเป็นพุทธบัญญัติไว้ ซึ่งขอจดไว้หน่อยหนึ่งว่าอันนี้ก็น่าจะยกขึ้นมาชี้ให้เห็นประโยชน์ของพระวินัยที่เราชาวพุทธน่าจะทราบเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็อยากจะยกตรงนี้มีคำบาลีและคำแปลด้วย ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ท่านบัญญัติไว้ว่า วินโย นาม พุทธสาสนสฺส อายุ, วินเย ฐิเต พุทธสาสนํ ฐิตํ โหติ นี้เป็นพระบาลีที่กล่าวไว้แปลว่า ชื่อว่าวินัยเป็นอายุของพระศาสนา เมื่อวินัยดำรงอยู่พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ อันนี้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชของเรา เรียกได้ว่าท่านมีความรู้ ความรับรู้ในพระธรรมวินัย ท่านถึงยกตรงนี้มาไว้ในกฎหมายแล้วก็เขียนไว้ชัดเจนถึงความสำคัญของพระวินัย ตรงนี้เป็นพระปาติโมกข์สำคัญแค่ไหน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่ท่านเน้นเลยว่า พระวินัยของภิกษุมีความสำคัญมาก กล่าวไว้ในกฎของพระสงฆ์

    อ.วิชัย ตรงนี้ก็สำคัญมาก กล่าวถึงว่าวินัยหรือพระวินัย ก็คือเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่าปาติโมกข์ต้องรู้ว่าใครเป็นผู้บัญญัติ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อมีพระบัญญัติ มีคำสอน มีผู้ปฏิบัติตามพระบัญญัติ ซึ่งพระบัญญัติทั้งหมดเป็นไปเพื่อจะนำกิเลสทั้งหลายออกไป ดังนั้นแน่นอนว่าพระธรรมต้องค่อยๆ อันตรธานไป แต่ตราบใดที่ยังมีพระวินัยบัญญัติที่บัญญัติโดยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีคนศึกษาและประพฤติตาม พระธรรมวินัยก็ยังดำรงอยู่เป็นอายุของพระศาสนา เพราะยังมีคำสอนอยู่ก็คือพระปาติโมกข์

    อ.อรรณพ อาจารย์วิชัยให้ความรู้พระปาติโมกข์สักนิด เพราะว่าเรายังไม่มีคำอธิบาย

    อ.วิชัย ปาติโมกข์ก็คือพ้นจากการตกไป เพราะถ้าประพฤติตามปาติโมกข์หรือสิกขาบททั้งหลายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ดีแล้ว ก็เป็นเหตุให้พ้นจากอบายภูมิ แล้วนำไปซึ่งการพ้นจากวัฏฏะด้วย จุดประสงค์ไม่ลืมว่า ทรงแสดงธรรมหรือบัญญัติสิกขาบทเพื่อขัดเกลากิเลส เพราะกิเลสนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดในอบาย ความไม่ดีงามทั้งหมดเกิดจากกิเลส ดังนั้นถ้าประพฤติตามสิกขาบททั้งหลาย ประพฤติตามพระปาติโมกข์ ก็เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส และให้เป็นเหตุให้พ้นจากอบายภูมิ

    อ.อรรณพ เชิญอาจารย์จักรกฤษณ์

    อ.จักรกฤษณ์ ดีมากๆ เลย ก็ย้อนกลับมาที่กฎพระสงฆ์ เอาฉบับที่สำคัญๆ แล้วก็ปรับกับสถานการณ์ปัจจุบันของเราเองอย่างไร กฎข้อที่หนึ่ง ตอนนั้นออกเมื่อปีพศ ๒๓๒๕ เป็นฉบับแรก ตอนนั้นท่านกล่าวไว้ในกฎหมายว่า แลทุกวันนี้อาณาจักรทั้งปวงบางพวก ให้มีพระมหาเวสสันดรชาดกนี้มิได้มีความสังเวชเลื่อมใส ในส่วนนี้น่าจะแปลว่ามีการเทศน์พระเวสสันดรชาดก โดยเทศน์ไม่ได้มีความสังเวช มีความเลื่อมใส ไม่เป็นธรรมคาราวะ ฟังเอาแต่ถ้อยคำตลกคะนอง

    อ.จริยา เทศน์แบบสนุก

    อ.จักรกฤษณ์ อันหาผลประโยชน์มิได้ พระสงฆ์ผู้แสดงนั้นบางจำพวกมิได้เล่าเรียนพระไตรปิฏก อันนี้สำคัญ บวชแล้วไม่ได้ร่ำเรียน ได้แต่เนื้อความแปลร้อยเป็นกาพย์กลอน แล้วก็มาสำแดงเป็นถ้อยคำตลกคะนองหยาบช้า เห็นแต่ลาภสักการะเลี้ยงชีวิต มิได้คิดที่จะร่ำเรียนสืบไป ทำให้พระศาสนาฟั่นเฟือนเสื่อมสูญ ชวนกันประมาทในพระธรรมเทศนา อันนี้ท่านกล่าวไว้เบื้องต้นก่อนที่จะออกข้อบังคับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้ ซึ่งอาจารย์อรรณพจะกล่าวถึงปัจจุบันก็ได้ว่า มีสถานการณ์อะไรที่ใกล้เคียงกันก็คือ การแสดงธรรมเทศนา หรือบางแห่งบางที่ไม่ได้เป็นไปด้วยความเคารพ ไม่ได้เป็นไปด้วยความเลื่อมใส ไม่ทำให้เกิดความสังเวช ก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้น ซึ่งเราก็รู้ด้วย

    อ.อรรณพ คือเตือนให้ระลึกได้ในทางกุศล สังเวชคือเตือนให้ระลึกได้ที่จะเป็นกุศล ที่จะเป็นปัญญา

    อ.วิชัย เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงนั่นเอง

    อ.อรรณพ ปัญญานั่นเอง แปลว่าสังเวช สังเวคะ

    อ.จักรกฤษณ์ ซึ่งตรงกับความประสงค์คือ ธรรมเทศนาก็เพื่อที่จะให้เกิดปัญญานั่นเอง

    อรรณพ อันนี้ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาอะไร ตลกคะนอง ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ซึ่งอันนี้เป็นโทษมาก ท่านก็กำหนดเป็นกฎหมายขึ้นมาว่า ภิกษุผู้ใดไม่ประพฤติตามที่ท่านกำหนดว่า ห้ามเทศน์ แสดงธรรมเทศนาในลักษณะนี้ แต่แสดงไปด้วยความเคารพ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของชาวพุทธ ถ้าไม่ประพฤติตามก็ให้เอาตัวผู้ที่ละเมิดนั้นมาลงโทษ ตามโทษที่ท่านได้กำหนดไว้ มิหนำซ้ำญาติโยม พระสงฆ์ เณร เถระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ช่วยกันรับผิดด้วย คือไม่ใช่ให้ท่านสอนอะไรมา ท่านไม่ได้ปล่อยเจาะจงเฉพาะคนนั้น แต่ผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งจริงๆ เป็นอัจฉริยภาพของพระองค์ที่ว่า คนทำผิดแล้วเอาคนนั้นไป คนอื่นก็ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่คนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมรับผิดกับเขาด้วย ซึ่งตรงนี้ท่านก็ได้ระบุเอาไว้ในกฎข้อแรกเลย นี้เป็นเรื่องการแสดงธรรมเทศนา

    ต่อมาเป็นกฎอีกข้อหนึ่งที่อยากจะยกขึ้นมาให้ได้รับทราบกันว่า ในพระศาสนาเอง ท่านมีความเป็นห่วงในการกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ท่านก็จะ กำหนดให้ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบในเบื้องต้นคือพระอุปัชฌาย์อาจารย์ จะต้องเป็นคนดูแลรับผิดชอบ เพราะว่าเป็นหน้าที่โดยตรง ก็จะต้องดูแลให้พระภิกษุที่อยู่ในความปกครอง หรือว่ามาพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ท่านดูแลรับผิดชอบประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ท่านก็ได้กำหนดเลยว่า ผู้ที่เป็นอุปฌาอาจารย์ พอบวชพระภิกษุแล้วมีลูกศิษย์ลูกหาต้องดูแล ไม่ใช่ปล่อยปะละเลยให้ไปทำผิดอะไรต่างๆ ในกฎข้อนี้ท่านก็เลยยกในส่วนนี้ขึ้นมาเป็นกฎหมายด้วย แล้วก็บอกว่าภิกษุทุกวันนี้ละเลยพระวินัยเสีย มิได้ระวังตักเตือน สั่งสอน กำชับว่ากล่าว ท่านบวชเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ให้ศิษย์อยู่ในนิสัยในหมู่คณะสงฆ์ ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่ดูแล เที่ยวปล่อยปละละเลยให้ ลูกศิษย์เที่ยวไปตามอำเภอใจ ทำมารยา รักษาศีลภาวนา ทำกิริยาให้คนเลื่อมใสนับถือ อันนี้ปล่อยไปเลย สำแดงความรู้ อวดอิทธิฤทธิ์ เป็นอุตริมนุสธรรมอันเป็นกล โกหก ตั้งตัวว่าเป็นผู้มีบุญ เป็นคนที่ไปพบผู้วิเศษ มีวิชามาจากในแดนไกล ในนี้ท่านกล่าวมาจากถ้ำ เขาอะไร เป็นผู้วิเศษมา แล้วท่านก็ได้บอกตรงๆ เลยว่าทำให้แผ่นดินและพระศาสนาจราจล เพราะเหตุพระสังฆราชาคณะ อธิการผู้ใหญ่ ผู้น้อย มิได้เอาใจใส่ตักเตือน ว่ากล่าวตามพระธรรมวินัย


    หมายเลข 10741
    11 ต.ค. 2569