พระธรรมวินัยกับกฏหมาย 001
อ.อรรณนพ ในช่วงเวลานี้ เราก็คงทราบกันดีในเรื่องข่าวสารที่ผ่านสื่อต่างๆ ถึงสถานการณ์การกระทำที่ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพระศาสนาและสังคมชาติบ้านเมือง ซึ่งสังคมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยคนในสังคมมีความเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง ส่วนพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยชาวพุทธมีความเคารพ และประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเช่นกัน ซึ่งกฎหมายกับพระวินัยจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และจะเกื้อกูลอุปการะกันเพื่อนำไปสู่การที่พระศาสนาและสังคมไทยเราจะดำรงยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร
ดังนั้นในช่วงการสนทนาพิเศษช่วงนี้ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้พูดกันในประเด็นพระธรรมวินัยและกฎหมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะให้พวกเราได้มีความรู้ความเข้าใจ และช่วยกันธำรงรักษาพระศาสนาและสังคมของเราให้ยั่งยืนผาสุกต่อไป และในรายการวันนี้ก็ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากท่านวิทยากรทั้ง ๓ ท่าน ท่านแรก อาจารย์จริยา เจียมวิจิตร ท่านเป็นกรรมการกฤษฎีกา ท่านที่สอง อาจารย์จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ และท่านที่สาม อาจารย์วิชัย เฟื่องฟูนวกิจ วิทยากรประจำมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ในการที่จะพูดคุยครั้งนี้ก็มีทั้งนักกฎหมายอาวุโส ที่ท่านมีความรู้ในการร่างกฎหมาย กำหนดกฎหมายแล้วก็พิจารณาคดีความต่างๆ และท่านวิทยากรที่มีความรู้ในเรื่องธรรมวินัย ซึ่งในลำดับแรกของการที่เราจะได้พูดคุยกัน ควรจะเข้าใจก่อนว่า ธรรมวินัยคืออะไร เพราะเราไม่เข้าใจว่า ธรรมวินัยคืออะไร ก็คงยากที่จะเห็นประโยชน์ในการที่จะรักษาพระศาสนาคือพระธรรมวินัยไว้ ลำดับแรกก็ขอเชิญอาจารย์วิชัย ให้ความเข้าใจเป็นพื้นฐานว่า ธรรมและวินัยคืออะไร
อ.วิชัย ธรรมวินัย ก็คือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าทรงตรัสรู้ธรรม แล้วก็ดับกิเลสโดยสมุฏเฉททั้งหมด แล้วก็เป็นบุคคลที่มีคุณอันสูงสุดยิ่ง ดังนั้นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงก็คือ คำจริงที่แสดงให้บุคคลเกิดความรู้ ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง เป็นไปเพื่อการละคลายกิเลส ความไม่ดี ความประพฤติที่ไม่สมควรต่างๆ ก็อาศัยพระธรรม เพราะแสดงความจริงให้บุคคลนั้นเกิดปัญญา ความเห็นถูก จึงสามารถที่จะละคลายอกุศลทั้งหลายได้ ส่วนวินัยก็คือ การที่พระองค์บัญญัติสิกขาบทให้ภิกษุ เพราะมีเหตุการณ์คือความประพฤติที่ไม่สมควรของพระภิกษุ เป็นเหตุให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บัญญัติสิกขาบทให้ภิกษุทั้งหลายได้ศึกษา ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถูกว่า ความประพฤตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพื่อที่จะให้ภิกษุนั้นเกิดความสำรวมระวังในความที่จะไม่ประพฤติล่วงสิกขาบทนั้น
อ.อรรณพ อาจารย์วิชัยได้แยกแยะเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ในเรื่องของพระธรรมกับธรรม ถ้ามีคำว่าพระก็คือดี พระธรรมกับธรรม จะแตกต่างหรือว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
อ.วิชัย ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ มีการเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความดี ความชั่ว หรือว่าสิ่งที่มีจริงทุกอย่างเป็นธรรม แต่พระธรรมหมายถึง จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่มีได้ และเป็นไปในการที่จะละคลายอกุศลคือความไม่ดีทั้งหลาย ซึ่งก็มีจริง แต่ถ้าไม่มีพระธรรมก็ไม่สามารถที่จะละคลายหรือดับอกุศลทั้งหลายได้
อ.อรรณพ สรุปว่าพระธรรมก็คือคำสอนจากการตรัสรู้ของผู้รู้จริง ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายสืบๆ กันมา เพื่อจะแสดงให้เข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเป็นกุศลก็เป็นธรรม อกุศลก็ธรรม หรือสิ่งที่จริงไม่ใช่ทั้งกุศล ไม่ใช่ทั้งอกุศล สีเสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่เราก็ไม่เคยเข้าใจกันเลยว่าเป็นธรรม
อ.วิชัย ต้องอาศัยพระธรรมจึงจะเข้าใจได้
อ.อรรณพ เพื่อเข้าใจตัวธรรม ส่วนวินัยก็คือ
อ.วิชัย การที่พระองค์ได้บัญญัติ เพราะมีการที่ภิกษุทั้งหลายเมื่อเข้ามาบวชมาก ก็มีเหตุที่จะให้มีความประพฤติในสิ่งที่ไม่สมควรขึ้นมา และพระองค์ก็อาศัยเหตุนี้แหละที่จะบัญญัติสิกขาบทเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์จริงๆ ให้ภิกษุนั้นได้เห็น ได้สำนึกว่าความประพฤตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจริงๆ เพราะว่าธรรมวินัยที่พระองค์แสดงทั้งหมดเป็นไปเพื่อการละคลายกิเลส อกุศล ความไม่ดีโดยประการทั้งปวง ดังนั้นวินัยยะ โดยความหมายหนึ่งก็คือเป็นเครื่องนำออกจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ถ้ามีความรู้ความเข้าใจในพระวินัยก็เป็นประโยชน์มาก อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่จริงๆ แล้ว บุคคลที่ไม่ใช่ภิกษุ เป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็สามารถศึกษาแล้วก็เข้าใจได้ แล้วก็สามารถที่จะประพฤติได้ในบางส่วนที่สามารถจะประพฤติได้ เพื่อเป็นการที่จะละคลายอกุศลทั้งหมดเลย
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์นักกฎหมายทั้งสองท่าน อาจารย์ก็เป็นนักกฎหมายกัน อาจารย์ท่านหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการร่างกฎหมาย ท่านก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการที่จะพิจารณาคดีความต่างๆ แต่ว่าอาจารย์ทั้งสองท่านก็สนใจมาศึกษาพระธรรมวินัย เรียนถามอาจารย์จริยาว่า เห็นประโยชน์อะไร เห็นความมีคุณค่าอย่างไร จึงได้ศึกษาธรรมวินัย
อ.จริยา เมื่อได้ยินคำว่า ธรรมวินัย ถ้าไม่เคยศึกษาธรรมเลย ก็จะรู้สึกว่าไกลตัวมาก เพราะคิดว่าพระเท่านั้นที่จะต้องศึกษาพระธรรมวินัย แต่ขอเท้าความไปนิดหนึ่งว่า ทำไมถึงได้สนใจศึกษาพระธรรม ด้วยเหตุที่ตั้งแต่เล็กมาก็เห็นคุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติให้เราเห็นถึงความเมตตากรุณา เป็นผู้ที่รักษาศีลในเรื่องการไม่ฆ่าสัตว์ ที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นมาตลอดชีวิต เมื่อโตขึ้นมาก็มีความอยากได้บุญ อยากรู้สึกว่าอยากดีเหมือนพ่อแม่ และในยุคนั้นสมัยนั้นก็คิดว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการปฏิบัติธรรม ก็ได้เข้าไปอยู่ในวังวน ใช้คำว่าวังวนด้วยเหตุที่ว่า การปฏิบัติธรรมอยู่ยาวนาน ด้วยเหตุที่ว่าสะสมมาที่จะเป็นเช่นนั้น ก็อยู่อย่างนั้นยาวนาน แล้วก็ยังคิดว่าดีงาม
ในช่วงนั้นก็ยังมีผู้ที่ได้เคยแนะนำถึงท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ก็ฟัง แต่ไม่ได้สนใจ ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง เหมือนที่ท่านอาจารย์บอก จนในที่สุดวันหนึ่งได้พบท่านอาจารย์หลังน้ำท่วม แล้วก็ได้พบตัวจริง ซึ่งท่านอาจารย์ได้กรุณาไปสนทนาธรรมที่บ้านท่านผู้ใหญ่ ได้ยินคำว่า ธรรมคืออะไร คนที่จุดประกายทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจอย่างยิ่งคือสามี ได้พูดว่านี่คือสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย แล้วมันคืออะไร ท่านอาจารย์ได้เมตตาอธิบายแล้วก็ตั้งแต่วันนั้นมา ก็ได้พยายามฟังแล้วก็พิจารณาไตร่ตรอง ทีแรกก็ยังไม่ได้เชื่อทีเดียวว่าเป็นสิ่งที่ดีงามอย่างนั้น ได้พิจารณาฟังจบเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่านี่คือธรรมที่เราน่าที่จะศึกษา และนานวันเมื่อเราได้ศึกษาเพิ่มขึ้นๆ ทำความเข้าใจทีละคำๆ จึงได้ตระหนักว่า นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเรา เพราะเมื่อเราได้ศึกษาพระธรรมแล้ว ไม่มีใครมาบังคับเราว่าต้องเดิน ยืน อย่างไร เพียงแต่ตาเห็น หูได้ยิน แล้วเราก็พิจารณาไปตามสภาพธรรม ไม่ต้องไปตะเกียกตะกายไปไหนอีกแล้ว นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้รับ แล้วก็รู้สึกว่ามีค่าที่สุด แต่จะมีค่าหรือไม่มีค่าสำหรับแต่ละคน ดิฉันคิดว่าอยู่ที่มีความใส่ใจ สนใจที่จะฟังพิจารณาไตร่ตรองให้เป็นความเห็นของเราจริงๆ มิใช่เชื่อตามที่ท่านผู้ใดผู้หนึ่งอธิบายบอกให้ฟัง เพราะการคิดอย่างนั้นก็จะฟังไปตามเวลา เหมือนไฟไหม้ฟางแล้วก็หมดไป แต่การที่เราได้ฟัง พิจารณา ไตร่ตรอง จนรู้สึกว่านี่คือความจริงที่เราต้องศึกษาไปตลอดชีวิตและทุกภพทุกชาติ ในชั้นนี้ดิฉันก็รู้สึกว่าเป็นความเมตตา เป็นพระคุณของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์อย่างยิ่ง ที่นำพระธรรมที่แท้จริงมาเผยแพร่ให้ทุกๆ คนรวมทั้งดิฉันและครอบครัวได้รับรู้ รับทราบ
อ.อรรณพ ซาบซึ้งที่อาจารย์พูดมาก อาจารย์จักรกฤษณ์ อาจารย์เองก็ยังอยู่ในหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงาน เวลาก็คงจะมีน้อยสำหรับท่านผู้พิพากษา อาจารย์เห็นประโยชน์อย่างไร จึงได้มีการศึกษาพระธรรมวินัย แล้วก็กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพระธรรมวินัยด้วย
อ.จักรกฤษณ์ คงคล้ายๆ กันอาจารย์จริยาที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่า เราชาวพุทธเกิดมาเราก็อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษหรือบิดามารดาเราก็ประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมา เราก็เกิดมีความสนใจในเรื่องของพระพุทธศาสนา เพราะคล้ายๆ ศาสนาอื่นในตอนแรก เพราะทุกศาสนาก็จะกล่าวถึงการที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคม นำมาซึ่งสิ่งดีงามของสังคม ก็คล้ายๆ กัน แต่พอเราใช้ระยะเวลาหนึ่งที่ศึกษาคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ถึงตอนนั้นเราจะรู้เลยว่า คุณค่าสำคัญแต่ละคำที่ท่านใช้เวลา กล่าวให้กับสาวกหรือชาวพุทธได้ฟังมีค่ามาก พอมาศึกษาจริงๆ มีหลายคำอย่างเช่น ท่านกล่าวว่า ก่อนหน้าที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ โลกมืด เราก็สงสัยทำไมโลกจึงมืด เพราะอะไร พอศึกษาเข้าไปก็จะรู้ถึงความจริงต่างๆ รู้จักคำว่าโลกมืดเพราะอะไร และโลกที่สว่างก็เป็นโลกของผู้ที่รู้ความจริง
อันนี้เป็นเรื่องที่พอเราศึกษาเข้ามามากๆ แล้ว จะเห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนมากมายจนประมาณไม่ได้ ท่านกล่าวว่าผู้ที่ไม่รู้เหมือนตกอยู่ในเหว ไม่มีทางออก พระธรรมที่ท่านทรงแสดงก็เหมือนเชือกที่หย่อนลงมาให้เราได้พยายามไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
อ.อรรณพ ไม่อย่างนั้นก็อยู่ในเหวเรื่อยๆ
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ก็อยู่ในเหวไปเรื่อยๆ ไม่มีทางออก ท่านจึงมีพระเมตตามากเลย ที่ท่านได้ให้เราได้รู้ความจริง ได้รู้สิ่งต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนอยู่ในโลกมืดจริงๆ โลกมืดที่ท่านกล่าวก็คือ พวกกิเลสอกุศลต่างๆ เราก็อยู่กับเขาโดยเราไม่รู้ ดังนั้นพระธรรมคำสอนท่านจะมีคุณค่ามาก แต่ก่อนผมก็พยายามจะแสวงหาหนทางเหมือนกัน เพราะคิดว่าเราอยู่ในศาสนาพุทธแล้ว ท่านก็กล่าวว่าหนทางพ้นทุกข์ต่างๆ มี มีหลายอย่าง เราก็เป็นนักปฎิบัติตามชาวพุทธทั่วไป ที่ท่านก็ไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ ปฏิบัติต่างๆ โดยละเลยคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธองค์ ตรงนั้นเป็นจุดที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นจริงได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
ดังนั้นคำสอนของพระพุทธองค์สำคัญมากๆ แม้มีการกล่าวบิดเบือนสักนิดทำให้เราไม่สามารถที่จะได้พบกับความจริงได้แล้ว ตรงนี้อันตราย แต่ละคำของท่านมีความหมายและมีความลึกซึ้ง การที่จะใช้ถ้อยคำของท่านแล้วอธิบายโดยความคิดของตัวเอง แล้วก็บิดออกไปเรื่อยๆ ทำลายพระสัทธรรมโดยตรง นั้นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก และอีกประการหนึ่งก็คือคุณค่าของศาสนาพุทธที่เราจะเห็นได้ชัดเจนก็คือ ผู้ที่มีความรู้คือสะสมปัญญาจากความรู้จะเป็นไปตามลำดับ เหมือนกับเป็นการเดินทาง คนที่เดินทางไปก็สะสมปัญญา สะสมความรู้ไป ความดีต่างๆ ก็จะเกิดกับเขา เพราะปัญญาเป็นผู้นำความดี ความเมตตา กรุณา ความละอายหรือความเกรงกลัวต่อบาปต่างๆ ผู้ที่สะสมปัญญา เขาจะมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวเขาไปด้วย
ดังนั้นอาจารย์อรรณพลองคิดดูว่า ในสังคมของเราที่มีแต่คนที่มีปัญญา มีความรู้ จะสงบสุขแค่ไหน เราเพียงนึกว่าถ้าคนในสังคมที่เขามีปัญญา รู้สิ่งดีหรือสิ่งที่ไม่ดี ตรงนี้จะสงบสุขมากแค่ไหน เราก็เห็นคุณค่าของพระศาสนาได้ชัดเจน นี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าตรงนี้ประโยชน์มหาศาล เทียบไม่ได้
อ.อรรณพ ก็เป็นความไพเราะที่ท่านอาจารย์จักรกฤษณ์ ท่านเปรียบเทียบ เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพ้นจากเหวแล้ว แต่ท่านก็ยัง หย่อนเชือกให้เราได้มีโอกาสค่อยๆ ไต่มาเพื่อพ้นจากเหวนั้น ก็แล้วแต่ว่าใครจะรู้จักเชือกหรือไม่ แล้วใครจะเห็นประโยชน์ว่าจะไต่ขึ้นมาให้พ้นหรือไม่ หรือยังคงเป็นเต็มไปด้วยความไม่รู้ แล้วก็อยู่ในก้นเหวที่มีแต่มหันตภัยตลอดเวลา
นี่ก็เป็นคุณค่า ประโยชน์ของการได้ศึกษาพระธรรมวินัย เมื่อได้เข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็จะมีความระลึกถึงพระคุณของพระธรรมวินัย แล้วก็ช่วยกันทะนุบำรุง จรรโลงรักษา ที่จะทำให้พระสัทธรรม ก็คือพระธรรมวินัยคงมั่นเท่าที่จะเป็นไปได้ เราก็มีทั้งท่านอาจารย์นักกฎหมาย แล้วก็ท่านอาจารย์วิทยากรพระธรรมวินัย
ในเรื่องพระวินัยกับกฎหมายจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในนัยต่างๆ อย่างเช่น ผู้ที่บัญญัติพระวินัย ผู้ที่บัญญัติกฎหมายคือผู้ที่บัญญัติหรือว่าวัตถุประสงค์ของการทำกฎหมาย หรือวัตถุประสงค์ของพระองค์ท่านทรงบัญญัติพระวินัยก็ดี ความละเอียดของกฎหมาย ความละเอียดของพระวินัย จะแตกต่างกันอย่างไร เรียนสนทนาอาจารย์จริยา เพราะอาจารย์เป็นกฤษฎีกา และอาจารย์ก็มีประสบการณ์เรื่องนี้ ในการร่างกฎหมายของบ้านเมือง ผู้ที่ร่างคือใคร แล้วก็มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง กว่าจะได้เป็นกฎหมายที่ใช้ในการที่ประชาชนจะได้ปฏิบัติตามและมีความสุขกัน
อ.จริยา ในการที่จะร่างกฎหมายขึ้นมาสักฉบับหนึ่งหรือสักเรื่องหนึ่ง การปฏิบัติของทางราชการก็คือ เจ้าของเรื่องที่ประสงค์จะมีกฎหมายฉบับนั้น หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติ ในช่วงที่มีสภาเป็นผู้ริเริ่ม การริเริ่มกฎหมายเราเรียกว่าเป็นฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายสภา ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลเมื่อไหร่ที่เห็นว่าควรที่จะมีกฎหมายเพื่ออะไรบ้าง เป็นต้นว่า ถ้าเป็นเรื่องสาธารณสุขก็เป็นกฎหมายเพื่อความอยู่ดีมีสุขในเรื่องการสาธารณสุขของประเทศชาติ ในฐานะของสภาเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอกฎหมายตามกฎระเบียบของสภา เป็นต้นว่า ต้องมีสมาชิกเห็นด้วยกี่คนๆ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ให้ทราบว่ากฎหมายจะเสนอได้สองทางก็คือ ทางฝ่าย รัฐบาลกับฝ่ายสมาชิกสภา ถ้าทางฝ่ายรัฐบาลซึ่งเมื่อไหร่ที่มีกฎหมาย เป็นต้นว่า มีกฎหมายหนึ่งฉบับที่รัฐบาลเห็นว่าสมควรที่จะเสนอสภาฯ รัฐบาลก็จะรวบรวมให้เจ้าของเรื่อง สมมติว่าเป็นกฎหมายสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็จะไปดำเนินการ การดำเนินการกฏหมายของทางฝ่ายรัฐบาลก็มีกฎระเบียบอีก อย่างที่ว่า หนึ่งรัฐบาลริเริ่มเอง คณะรัฐมนตรีริเริ่มเอง แล้วสั่งการไปก็คือจากข้างบนลงไปข้างล่าง กับกระทรวงสาธารณสุข โดยกระทรวง ทบวง กรมที่อยู่ในสาธารณสุข เป็นต้นว่า ถ้าเรื่องเชื้อโรค กรมอนามัยก็อาจจะเสนอกระทรวง กระทรวงเห็นด้วยก็เสนอรัฐบาล ในการที่จะเสนอกฎหมายในแต่ละฉบับ ก็จะรวบรวมความคิดเห็นของทุกๆ ฝ่าย รวมทั้งฝ่ายประชาชน ซึ่งสมัยนี้เรียกว่าประชาพิจารณ์ ว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนั้นอย่างไร
โดยหลักของการร่างกฎหมายก็คือ หนึ่งกฎหมายนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อประชาชน แล้วก็ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ ไม่มีกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเขาดำเนินการอยู่แล้ว เหล่านี้คือการที่ทำประชาพิจารณ์ ประชาพิจารณ์ไม่ใช่ประชาชนอย่างเดียว ถามไปทุกหน่วยงานว่า เขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็จะรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้น แล้วก็ร่างคร่าวๆ หลังจากร่างแล้วก็จะส่งให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณา เมื่อคณะมนตรีเห็นด้วย ถ้าเราได้ยินเสมอๆ ก็คือวันอังคารเราจะได้ยินว่ารัฐมนตรีพิจารณาร่างพระบัญญัตินี้ เห็นด้วยในหลักการ เห็นด้วยในหลักการในการที่มีกฎหมายนั้น แต่รายละเอียดอาจจะไม่ได้ดูหรือดูแล้วแต่ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก็เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตรวจพิจารณาร่างกฎหมายนั้นว่า กฎหมายนั้นมีประโยชน์อย่างไร โดยเราจะมีเช็คลิสต์ที่จะดูแลว่ากฎหมายนี้ได้ทำตามขั้นตอนหมดหรือยัง เป็นต้นว่า ทำประชาพิจารณ์มาหรือยัง ถ้ายังไม่ทำบางครั้งเราจะให้โอกาสคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง บางครั้งก็ไม่ให้ เพราะเหตุที่ว่าได้รับฟังคำชี้แจงมาเรียบร้อยแล้ว ในการพิจารณาก็พิจารณาไปตาม เราจะเรียกว่าการพิจารณา ๓ วาระ ลักษณะคล้ายๆ สภาพิจารณา ในแต่วาระ ในวาระแรกก็จะพิจารณาหลักการแล้วก็ตรวจดู ในการพิจารณาของกฤษฎีกา เรามิได้เป็นฝักฝ่ายกับใคร กฤษฎีกาจะต้องมีความเป็นกลางในการร่างกฎหมาย โดยพิจารณาเห็นประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน ประชาชนรวมภาคราชการหรือภาคเอกชนทั้งหมด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ถ้าฝ่ายบ้านเมืองก็คือหน่วยราชการที่มาชี้แจงไม่เห็นด้วย เราก็จะพิจารณาชี้ให้เห็นคุณและโทษ ท่านผู้ใหญ่ท่านจะเคยบอกเสมอว่า คนที่ร่างกฎหมายเหมือนกับสถาปนิก คือออกแบบโครงสร้าง รายละเอียดให้ เจ้าของบ้านจะใช้หรือไม่ใช้ เจ้าของบ้านก็จะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเจ้าของบ้านมาบอกเราว่า ขอหน้าต่างเป็นสีแดงหรือหน้าต่างไปในทางทิศที่ไม่ได้รับลม เราก็จะชี้แจงว่าตรงนั้นไม่สมควรหรอก แต่ถ้าเจ้าของบ้านก็ยังอยากได้ เราก็จะทำให้ แต่เราจะทำในสิ่งที่ถูกต้องให้ก่อน แล้วก็มีสิ่งที่ต้องการแนบไปด้วย เช่นเดียวกันในการร่างกฎหมาย ในกรณีที่หน่วยงานทั้งหลายไม่เห็นชอบเลยในแต่ละประเด็นมากมาย เราก็จะพิจารณา แต่กรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอย่างไร เราก็จะร่างไปตามที่กรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าดีที่สุด