พระธรรมวินัย ๐๐๖ รักษาพระธรรมวินัยด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ก็คงเป็นปัญหาสำหรับชาวพุทธที่ควรจะได้เข้าใจความถูกต้อง เพื่อที่จะดำรงพระศาสนาทั้งพระธรรมวินัย ขอยกเพียงเรื่องเดียว ในยุคนี้คือเรื่องของอทินนาทานซึ่งทำให้ถึงปาราชิก
อ. วิชัย ดังนั้น ที่ภาคทรงแสดงความที่ภิกษุที่มีความประพฤติตามอำนาจของอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นไปที่แม้ในจิตที่คิดจะลักในวัตถุ อย่างเช่นถ้ากรณีที่เพียงคิดจะลัก แล้วก็เพียงเดินไปในแต่ละก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ ย่างก้าว แม้ขั้นเริ่มต้น ที่จิตที่คิดจะลักเพียงก้าวไปในเเต่ละก้าว ทรงมหากรุณาที่แสดงว่า นั่นคือเป็นการมีโทษแล้ว คือต้องอาบัติแล้ว แม้แต่เพียงการย่างก้าวไป นี้เป็นความละเอียดของธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า คือแม้คฤหัสถ์ที่คิดจะลักก็แย่แล้วใช่ไหม ไม่ต้องถึงภิกษุ ใครก็ตามที่ถือเอาสิ่งของของคนอื่น หรือแม้แต่เห็นสิ่งที่อยากจะได้ แล้วอยากจะได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน จนกระทั่งมีกำลังถึงกับคิดที่จะลัก คือพยายามที่จะเอาสิ่งนั้นมาเป็นของตน แค่คฤหัสถ์ก็แย่แล้ว ถ้าเป็นภิกษุสมควรไหมที่มีการบวชตามพระวินัยเพื่อที่จะให้รู้แจ้งถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าถ้าไม่เป็นภิกษุก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ถึงความเป็นพระโสดาบันได้ พระสกทาคามีบุคคลได้ พระอนาคามีบุคคลได้ แต่เพศคฤหัสถ์ไม่สามารถที่จะมีชีวิตที่หมดจดจากกิเลสอย่างพระอรหันต์ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่คิดที่จะหมดจดจากกิเลส ถึงความเป็นพระอรหันต์ จึงบวชอุปสมบทในพระธรรมวินัยเพื่อจุดประสงค์นั้น เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์คิดยังแย่ที่จะไปเอาของคนอื่นมาเป็นของตน แต่เมื่อเป็นภิกษุ คิดแล้วยังกระทำด้วยคือ แต่ละย่างก้าวขณะนั้นไม่มีความละอาย ในการที่จะเอาของคนอื่นมาเป็นของตน มิเช่นนั้นแล้วก็จะไม่ถึงปาราชิกแน่ นี่แสดงความต่างกันของคฤหัสถ์กับบรรพชิต คิดแล้ว คิดแล้วก็เดินไปด้วย
อ. วิชัย ตั้งแต่ตระเตรียมหาเครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่าง อาบัติตลอดเวลาในการที่จะมีจิตที่จะลัก แล้วจะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือหรือว่าย่างก้าวไป ถ้าเพียงจับต้องวัตถุนั้น ก็ต้องอาบัติทุกกฎ ก็จะทรงแสดงมหากรุณาว่า ถ้าเธอเกิดความละอาย และแสดงอาบัติทุกกฎนั้นก็หมดไป ถ้าเกิดความละอายในตอนนั้น หรือจับแล้วให้วัตถุนั้นเพียงไหว ถ้าเกิดความละอายก็อาบัติถุลลัจจัย ก็แสดงอาบัติถุลลัจจัยนั้น ก็ยังเป็นภิกษุอยู่ แต่ถ้าพ้นจากท่านเมื่อไหร่ อันนั้นแสดงว่าถือเอาอย่างแน่นอน พ้นจากฐาน นั้นขาดจากความเป็นภิกษุคือ ต้องอาบัติปาราชิก อันนี้ก็จะเป็นกำลังของจิตใจที่แต่ละขณะ
ท่านอาจารย์ นี้แสดงให้เห็นถึงว่า เมื่อจะเป็นภิกษุในธรรมวินัย ต้องเป็นผู้ที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการกระทำทั้งกายทั้งวาจาที่สำหรับคฤหัสถ์ดูเป็นสิ่งที่เล็กน้อย เพราะว่าบางคนอาจจะจับแล้วก็วางไม่เอาไปก็ได้เกิดความละอาย แต่บรรพชิตไม่ได้ กล่าวไว้ชัดเจนในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องในน้ำมีอุปกรณ์ที่จะจับ และก็สิ่งนั้นเข้ามาอยู่ในอุปกรณ์นั้นเมื่อไหร่ ก็ต้องอาบัติถึงขั้นไหน
อ. วิชัย คืออย่างเช่นก็มียกตัวอย่าง ปลา ถ้ายกพ้นจากน้ำเมื่อไหร่ ฐานของทรัพย์นั้นก็คือน้ำทั้งหมด ถ้ายกพ้นจากน้ำเมื่อไหร่ นั่นคืออาบัติปาราชิก
ท่านอาจารย์ หมายความว่า พระภิกษุจับปลาไม่ได้
อ. วิชัย ขโมย
ท่านอาจารย์ ขโมยก็ต้องขโมยล่ะ หรือว่าสาธารณะ ปลาอยู่ในน้ำ ของใครก็ไม่ใช่
อ. วิชัย ถ้ามีเถยยจิต คือสำคัญที่จิตใจด้วย
ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นจึงมีพระวินัยธร ท่านพระสารีบุตรไม่ใช่พระวินัยธร ไม่ใช่เอตทัคคะทางพระวินัย ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็ไม่ใช่เอตทัคคะทางพระวินัย แต่ผู้ที่เป็นเอตทัคคะทางพระวินัยคือท่านพระอุบาลี เพราะฉะนั้นแต่ละเรื่องมีความลึกซึ้งมาก แม้แต่การที่แต่ละก้าว จนกระทั่งถึงจับ จนกระทั่งถึงยก จนกระทั่งถึงยกจากฐาน ก็สมบูรณ์ ยังไม่ได้เอามาเป็นของตน แต่ถึงอย่างนั้นจุดประสงค์ก็คือว่าต้องการ และก็กระทำด้วย และก็ไม่มีความละอายด้วย ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจในพระธรรมวินัย จะเป็นผู้ที่รู้ความถูกต้องถึงที่สุด แต่ว่าถ้าไม่เข้าใจพระวินัยและพระธรรม ก็จะคิดว่าอย่างนั้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ อย่างนั้นก็ถูก แต่ความจริงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าผู้นั้นไม่สามารถที่จะรู้ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบัญญัติไว้ แม้ด้วยพระมหากรุณา แต่ก็กรุณาตั้งแต่ก้าวแรกก็ ทุกกฏ ก้าวต่อไปก็ทุกกฏ เพราะอาจจะระลึกได้ แต่ถ้าเมื่อการกระทำนั้นถึงกับทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนพ้น อาบัติปาราชิก จะเอาไปไว้ที่ไหนอย่างไรๆ ก็มีกำลังพอที่จะให้วัตถุนั้นเคลื่อนจากที่นั้นแล้ว
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่า ถ้าคฤหัสถ์ไม่เข้าใจเรื่องของกิเลสซึ่งไม่ได้หมดไปเพียงด้วยการอุปสมบท แต่จะต้องด้วยการศึกษาและประพฤติปฏิบัติตาม ในเพศบรรพชิตด้วย จึงสามารถที่จะดำรงพระศาสนาได้ เพราะฉะนั้นใครที่ใคร่ที่จะดำรงพระพุทธศาสนา ช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา ต้องเป็นผู้ที่ศึกษาทั้งพระธรรมและพระวินัยด้วย จึงสามารถที่จะแก้ไขสิ่งที่บกพร่องด้วยความหวังดี แม้แต่ในเรื่องของสำนักปฏิบัติ เป็นสิ่งซึ่งไม่มีในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องของการที่จะให้มีปัญญาเกิดขึ้น เพื่อขัดเกลากิเลส แต่ไม่มีปัญญาเลย มีแต่โลภะ มีแต่ความต้องการ แล้วก็สิ่งที่กล่าวหรือประพฤติปฏิบัติก็ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความรู้ความเข้าใจสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดขึ้นขณะนี้ตามปกติ เพราะฉะนั้นก็เป็นการที่ทำลายพระศาสนาให้เสื่อมถอยลง
ผู้ฟัง มีเพื่อนนัดหมายอีกองค์หนึ่ง คือท่านเข้าไปในสำนักที่ร่วมกัน ท่านบอกว่าท่านได้นิพพานแล้ว ก็เลยชวนอาตมาให้ไปสำนัก สำนักนั้นใหญ่มาก คือเดินไป ฉันไปอะไร
ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ ผู้ที่กล่าวว่า ดูลูกแก้วถึงนิพพาน อวดอุตริมนุสสธรรมหรือเปล่า
อ. วิชัย คือการอวด ต้องรู้ว่าเจตนานั้น คือรู้อยู่ว่า ตัวเองไม่มีคุณ และกล่าวถึงคุณที่ไม่มีในตน อย่างเช่นที่เป็นอุตริมนุสสธรรม แล้วบุคคลอื่นเข้าใจ เช่นกล่าวว่าถึงนิพพานแล้ว บุคคลนั้นจะไม่รู้ความหมายของนิพพานคืออะไรก็ตาม แต่เข้าใจว่าบุคคลถึงนิพพาน ขณะนั้นต้องอาบัติปาราชิกแล้ว หรือว่าถึงได้ฌาน บุคคลนั้นอาจจะไม่เข้าใจว่าฌานคืออะไร แต่ว่ารู้ว่าบุคคลได้ฌาน ขณะนั้นก็ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
ผู้ฟัง ไม่ว่าผู้รับฟังนั้นเชื่อหรือไม่เชื่อ
อ. วิชัย ถูกต้อง เข้าใจเนื้อความนั้นว่า บุคคลใดอวดอย่างงั้น ต้องมีบุคคลอื่นรู้เนื้อความด้วย และก็ต้องรู้ตอนนั้นด้วย ถึงต้องอาบัติปาราชิก ถ้าบุคคลนั้นอวดตรงๆ อย่างเช่นว่า อาตมาได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อันนี้พระคุณเจ้าเข้าใจเนื้อความทันที นี่คือต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ผมก็รู้อยู่ว่าผมกำลังกล่าวไม่จริงล่ะ
กราบท่านอาจารย์ ในข้อที่ ๔ คืออุตริมนุสสธรรม ทรงแสดงมหาโจรไว้ชัดเจนมาก เกี่ยวกับภิกษุที่ขโมยต่างๆ อย่างเช่นข้อสุดท้าย คือการอวดอุตริมนุสสธรรมเป็นมหาโจรยอดความมหาโจรทั้งหลายเพราะว่าขโมยคุณธรรมที่สูงมากที่ไม่มีตน แล้วก็เอามาเพื่อจะได้ปัจจัย ๔ จากบุคคลที่รู้ นี่ก็คือขโมยคุณธรรมที่สูงมากเลย แล้วก็เพื่อให้บุคคลอื่นรู้แล้วก็ถวายปัจจัย ๔
ผู้ฟัง ชัดเจนมาก ตอนที่วันมาฆบูชาได้ยินอาจารย์พูดถึง คนเลวจะเป็นหัวหน้าของคนดีได้อย่างไร คือชัดเจนมาก แต่คนสมัยนี้เขาไม่พิจารณาว่า ผู้ที่นำนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็แห่กันไปทำตามเป็นเเถวเป็นเยอะแยะมาก น่าสงสาร
ท่านอาจารย์ แล้วก็ข้อที่ควรคิด คฤหัสถ์ควรที่จะรู้เรื่องของพระวินัยหรือเปล่า หรือว่าควรที่จะสนใจในความประพฤติของพระภิกษุที่จะทำให้พระศาสนารุ่งเรืองขึ้น เพราะเหตุว่ารู้ว่าใครเป็นภิกษุ ใครไม่ใช่ภิกษุ ขอเชิญคุณอรรณพให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยว่า คฤหัสถ์ควรที่จะเข้าใจเรื่องของพระวินัยและพระธรรม ไม่ใช่ว่าเรื่องของพระ คฤหัสถ์ไม่เกี่ยว ถูกไหม ถ้าจะพูดอย่างนั้น
อ. อรรณพ อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ถ้าเป็นพุทธบริษัท มีหน้าที่ศึกษา และรักษาพระธรรมวินัย และตามสมควรกับเพศ คฤหัสถ์จริงอยู่ไม่สามารถที่จะไปว่ากล่าวสั่งสอนเพศบรรพชิตได้โดยตรง แต่คฤหัสถ์มีความสำคัญมากที่จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการกระทำของภิกษุ ถ้าภิกษุนั้น ประพฤติตามพระวินัย คฤหัสถ์ควรอย่างยิ่งที่จะกราบไหว้ ถวายสิ่งที่สมควรกับเพศบรรพชิตกับท่าน แต่ถ้าภิกษุไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเป็นอลัชชีคือผู้ที่ไม่ละอายต่อพระธรรมวินัย คฤหัสถ์ควรที่จะได้กระทำการรักษาพระธรรมวินัยไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สูงสุด คือไม่ลุกรับกราบไหว้ ได้ แล้วก็ศึกษาพระธรรม แล้วก็ชี้แจงความถูกต้อง เพราะไม่ได้เป็นการที่ไปดูหมิ่นเพศบรรพชิต แต่เป็นการกล่าวตามธรรมตามวินัย อาศัยธรรมวินัยนี้รักษาพระธรรมวินัย แต่ถ้าไม่ศึกษาพระวินัยไม่ศึกษาพระธรรม จะรักษาสิ่งที่ตัวเองรู้จัก เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่เพียงแค่ธรรม แต่วินัยก็คือธรรม ถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีวินัย เพราะฉะนั้นพระวินัยแต่ละข้อๆ ก็เป็นความละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งผมเองก็ค่อยๆ เห็นความสำคัญของพระวินัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก่อนก็สนใจบ้าง แต่ก็เหมือนกับว่าพระสูตรพระอภิธรรมก็เป็นการแสดงสภาพธรรมหรืออรรถของธรรมโดยตรง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้แยกกันเลย ถ้าคฤหัสถ์หรืออุบาสกอุบาสิกาไม่ศึกษาพระวินัย แล้วไม่เอื้อเฟื้อพระวินัย ปล่อยเลย อะไรจะผิดอะไรจะอะไรช่าง แล้วก็คิดว่าจะศึกษาธรรมอย่างเดียว อยากฟังเรื่องสติปัฎฐาน อยากอบรมเจริญปัญญา ใครเขาจะเป็นไงก็ช่าง ขณะนั้นก็ถูกอกุศลหลอกลวง ธรรมหลอกลวง ข้อสุดท้ายเลย การทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายย่อมลวงเหมือนกับเป็นผู้มีอุเบกขา เหมือนกับชาวบ้านพูดกันซึ่งทำให้เข้าใจผิด ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ อะไรอย่างนี้ใช่ไหม เราเอาตัวเราอย่างเดียว ขณะนี้มีแต่ความเป็นตัวตน แล้วก็มีแต่ความไม่เข้าใจ แล้วก็เป็นอกุศลที่ทอดธุระใหญ่ โดยเฉพาะธุระในการศึกษาและการเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้อง อันเป็นการรักษาพระวินัย เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ ผมมานึกถึงการสังคายนาครั้งที่ ๒ ซึ่งการสังคายนาครั้งที่ ๒ ได้ไม่นานเลย หลังจากที่พระองค์ท่านดับขันธปรินิพพานไป พอเกิด ภิกษุชาววัชชีซึ่งมีการกระทำที่ผิดพระวินัยขึ้น กว่าที่พระท่านกับพระเถระผู้มีความเข้าใจถูกความเห็นถูก มีคุณอันประเสริฐ ท่านจะรวมกันแล้วก็กระทำสังคายนา ทำไมท่านถึงทำได้สำเร็จด้วย เพราะคนในเมืองมีความเข้าใจถูกว่าอะไรเป็นธรรม อะไรเป็นวินัย เพราะฉะนั้น อุบาสกอุบาสิกาในเมืองเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ จึงมีส่วนที่จะไม่สนับสนุนเหล่าอลัชชีทั้งหลาย จึงเป็นส่วนสำคัญของพุทธบริษัท และหน้าที่ที่จะศึกษาและรู้ ถ้าไม่รู้ ทำไมล่ะพระสมัยนี้ท่านก็ต้องใช้เงิน แล้วท่านจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่มีเงิน ดูเหมือนว่าเห็นใจผู้ที่บวชพระภิกษุ แล้วก็อยากให้มีเพศพระภิกษุ อยากให้มีผ้าเหลือง โดยที่ไม่เอื้อเฟื้อพระวินัย ก็ทำให้พระธรรมลบเลือนเสื่อมสูญไปโดยเร็ว โดยการทอดธุระที่จำเป็นที่สุด ก็คือการศึกษา แสดงสิ่งที่ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าต้องมีความเข้าใจถูกในความเป็นภิกษุ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยมีความเข้าใจในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ที่กตเวทีประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาเพื่อที่จะดำรงพระศาสนา ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจไม่สนใจ ไม่ว่าใครจะประพฤติผิดหรือทำลายพระศาสนาอย่างไร ผู้ที่มีความเข้าใจถูก สมควรอย่างยิ่งที่จะอนุเคราะห์คนอื่นให้ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจถูกต้อง จะดำรงพระศาสนาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการพูดถึงสิ่งที่ผิดว่าเป็นผิดเพื่ออนุเคราะห์ให้รู้ว่าอะไรผิด และอะไรถูก เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ใช่ว่าไม่มีการกล่าวถึง เพราะไม่ใช่เรื่องของคฤหัสถ์ เพราะอย่างนั้นคฤหัสถ์ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท และก็ไม่ใช่ผู้ที่กตเวทีต่อพระรัตนตรัยด้วยถ้าเป็นในลักษณะนั้น แต่เมื่อได้มีความเข้าใจพระธรรมแล้ว ควรทำอย่างไร ควรที่จะดำรงคำสอนให้เป็นความสอนที่ถูกต้อง ให้ดำรงอยู่ในความถูกต้อง เพื่ออนุเคราะห์คนอื่นไม่ให้เข้าใจผิดในพระธรรมคำสอน เพราะถ้าเข้าใจผิดเมื่อไหร่พระศาสนาก็อันตระธาน
ผู้ฟัง ถ้าไม่มีพระวินัย แสดงว่า ต่อให้การอบรมเจริญสติความเข้าใจธรรมอะไรก็ไม่ได้เลย คือ พระต้องวินัย จึงจะอบรมเจริญปัญญาขั้นสูงๆ ได้ ถ้าผิดวินัย ผิดศีล ตั้งแต่ขั้นศีลนี้ไป ก็ไม่สามารถเจริญคุณธรรมสูงๆ ได้
ท่านอาจารย์ เพราะว่าวินัยทั้งหมดเป็นธรรม แม้แต่ในเรื่องของปาราชิกหรือว่าในเรื่องของทุกกฎ หรือในเรื่องของการที่ถือเอาสิ่งของซึ่งเจ้าของไม่ได้ให้ ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมทั้งหมด
อ. คำปั่น ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาถึงว่า ความเป็นพระภิกษุจริงๆ จะต้องเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ
ท่านอาจารย์ มิฉะนั้นแล้วก็ เป็นพระภิกษุทำไม เป็นคฤหัสถ์ก็ได้ ศึกษาธรรมได้เข้าใจธรรมได้อบรมเจริญปัญญาได้ ทำไมจึงต้องเป็นภิกษุ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีความประพฤติขัดเกลายิ่งกว่าคฤหัสถ์
อ. วิชัย คิดถึงความบริสุทธิ์ของพระผู้มีพระภาค และทรงยังมหากรุณาที่ให้อนุญาตให้ภิกษุเข้ามาสู่ธรรมวินัย ก็แสดงว่าภิกษุที่เข้ามาสู่ในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคซึ่งบริสุทธิ์มากก็ต้องบริสุทธิ์ด้วย
ถ้าเปลี่ยนโฉมมาให้ช่วยเพิ่มเติมว่า คฤหัสถ์ก็ไม่ลุกรับกราบไหว้ แล้วก็ไม่สนับสนุน ไม่ให้สิ่งต่างๆ สำหรับผู้ที่เป็นอลัชชีนะที่ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย
ท่านอาจารย์ แล้วกล่าวถึงสิ่งที่ประพฤติผิดให้คนอื่นได้รู้ด้วยว่าผิดอย่างไร ถูกต้องไหม พูดความจริงเพื่อประโยชน์ เพื่อกตัญญูเพื่อกตเวทีต่อพระรัตนตรัย
ผู้ฟัง ผมมีความสงสัยว่า ถ้าผมได้เห็นพระภิกษุ ที่ชื่อว่าเป็นพระภิกษุเดินมาบิณฑบาต แล้วก็ผมมีความปลาบปลื้มที่ท่านเป็นภิกษุที่ท่านได้นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ได้สืบทอดพระศาสนา ผมก็ได้ทำบุญตักบาตรไป แล้วทีนี้ผมมาเห็นทีหลังว่า ท่านได้รับปัจจัยจากชาวบ้าน ได้ทำผิดวินัยต่างๆ ที่ผมพอจะทราบ ผมควรจะเคารพท่านเหมือนเดิม หรือว่าผมควรจะเพิกเฉยไม่ใส่บาตร
อ. วิชัย ภิกษุในธรรมวินัยก็ต้องเคารพสิกขาบท คือถ้าเป็นภิกษุจริงๆ ท่านจะไม่ล่วงสิกขาบทเลย แม้เหตุแห่งชีวิตของท่าน ดังนั้นถ้าทราบว่าภิกษุใด ไม่เคารพในสิกขา เราก็มีสิทธิที่จะไม่เคารพในภิกษุในรูปนั้นได้ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจว่า สิ่งใดที่พระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า เงินและทองไม่ควรแก่ภิกษุแม้โดยปริยายใดทั้งหมดเลย ถ้าได้สิ่งของมาจากเงินและทอง ของนั้นก็ไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหมดเลย ถ้าท่านไม่สละเสียก่อน ดังนั้นให้เห็นถึงว่า ทรงบัญญัติเพราะเห็นว่า อกุศลที่พอกพูนเพิ่มขึ้น จากการที่ได้เงินและทอง ก็จะเป็นเหตุให้อกุศลต่างๆ เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นในการที่จะแสวงหาสิ่งต่างๆ ซึ่งไม่ควรแก่เพศบรรพชิตเลย เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะไม่แสดงความเคารพในภิกษุที่ไม่เคารพในธรรมวินัยได้
ผู้ฟัง ท่านที่นุ่งผ้าเหลืองแล้วเรียกตัวเองว่า ภิกษุ จะเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาหรือว่าไม่ใช่
อ. วิชัย คือโทษของการต้องอาบัติของภิกษุ ก็มีตั้งแต่โทษเบาจนถึงขั้นหนัก ถ้ายังไม่ปาราชิก ก็ยังเป็นภิกษุอยู่ แต่เป็นภิกษุที่ทุศีล คือไม่มีศีล คือต้องอาบัติ ยังมีโทษ ไม่บริสุทธิ์เหมือนภิกษุที่ท่านสามารถรักษาสิกขาบทต่างๆ ประพฤติในสิกขาบทต่างๆ ได้ ถ้ายังไม่ต้องอาบัติถึงปาราชิกก็ยังเป็นภิกษุอยู่
ท่านอาจารย์ ผู้ที่ไม่เข้าใจธรรม ไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ประพฤติตามธรรมวินัยเป็นภิกษุหรือเปล่า
อ. วิชัย ถ้าโดยการที่ท่านบวชมาถูกต้องแล้วโดยเพศ แต่ว่าข้อประพฤติปฏิบัตินี้ก็ไม่ตรงตามที่พระองค์ทรงแสดง
ท่านอาจารย์ แต่ว่าไม่ได้มีความคิดที่จะประพฤติปฏิบัติตามเลย เพราะฉะนั้นเพียงต้องการบวช แล้วก็ไปขอบวช และก็ได้รับการบวชตามพระวินัย ซึ่งความจริงก็ยากที่จะรู้ว่าถูกต้องตามพระวินัยหรือเปล่า เพราะแม้แต่อุปัชฌาย์ก็จะต้องเป็นผู้ที่ทรงคุณด้วย ผู้ที่จะให้บวชด้วยต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างหรือเปล่า
อ. สงล พระอุปัชฌาย์ ต้องมีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป ต้องเป็นผู้ทรงพระวินัย ทรงธรรม ทรงพระปาติโมกข์ เป็นผู้ฉลาดในการที่จะอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้ทรงธรรมทรงวินัย เป็นผู้ที่ฉลาดในการที่จะแนะนำลูกศิษย์ให้พ้นจากมิจฉาทิฎฐิ เป็นผู้ที่มีความฉลาดในการระงับอธิกรณ์ ชี้ข้อผิดข้อถูก ในส่วนเหล่านี้เป็นองค์คุณของผู้เป็นอุปัชฌาย์
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ผู้ที่บวชไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร ในเมื่ออุปัชฌาย์ก็ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้เลย เพราะฉะนั้นยุคนี้สมัยนี้ ก็มีแต่พระที่อยากบวช อยากบวชนี่ง่ายมาก เพียงอยากบวชก็ได้บวช
อ. กุลวิไล บางแห่งก็ชวนให้บวชเป็นแสนเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา
ท่านอาจารย์ รั กษาโดยอย่างไร บวชแสนหนึ่ง รักษาพระพุทธศาสนาอย่างไร หมายความว่า ถ้าบวชหนึ่งรักษาพระศาสนาได้หนึ่ง บวชแสนหนึ่งรักษาพระศาสนาได้แสนหนึ่งอย่างนั้นหรือ
อ. วิชัย ไม่เข้าใจว่าพุทธศาสนาคืออะไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ได้ไปรักษาพระศาสนาเลย
อ. คำปั่น ก็ตามที่ท่านอาจารย์ได้สนทนา ก็เป็นข้อคิดที่ดีว่า จริงๆ แล้ว การที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่เพศหนึ่งเพศใดโดยเฉพาะ ไม่ใช่ว่าบวชแล้วถึงจะรักษาพระศาสนา แต่ว่าบวชเข้าไปแล้ว ผิดตั้งเเต่จุดประสงค์แล้วว่าบวชเพื่ออะไร ไม่รู้ว่าการบวชจริงๆ ในพระธรรมคำสอนแสดงไว้ว่าอย่างไร เพราะว่าแม้แต่คำว่า บวช หมายถึงความเป็นผู้เว้นทั่ว เว้นจากอกุศลทั้งหลาย เว้นจากกามคุณที่จะเป็นเครื่องติดข้องต้องการ สละทุกสิ่งทุกอย่างเลย บวช ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ที่มีอัธยาศัยเท่านั้น และจุดมุ่งหมายสูงสุดของการบวชก็คือ เพื่อศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา เพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการบวช แล้วก็ไม่ใช่ว่าใครอยากจะบวชก็บวช ไม่ใช่เลย เพราะว่าถ้าทำอะไรก็ตามด้วยความไม่รู้ ผลก็คือเพิ่มพูนความไม่รู้แล้วก็ความเห็นผิดให้มากขึ้น และการกระทำอะไรที่ผิดในเพศที่สูงยิ่ง เป็นอันตรายมาก คงจะจำได้ ในตายนะสูตรที่สนทนาถึงว่า ความเป็นสมณะ ความเป็นบรรพชิต ถ้ารักษาไม่ดี มีแต่จะฉุดคร่าไปสู่อบายภูมิเท่านั้น พระภิกษุก็ตกนรกได้