พระธรรมวินัย ๐๐๕ พระธรรมวินัย ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้


    อ.คำปั่น ก็ขอกลับมาที่ประเด็น ความสำคัญของพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ แล้วก็ทรงแสดงไว้ ซึ่งก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษา และก็น้อมประพฤติปฏิบัติตามอย่างแท้จริง แม้แต่ในเรื่องของพระวินัยแต่ละสิกขาบท แต่ละสิกขาบทที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ก็เพื่อประโยชน์จริงๆ ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความสำคัญว่า แม้พระอริยสงฆ์สาวกในอดีต ท่านล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เห็นคุณประโยชน์ของพระพุทธศาสนา มีการศึกษา และน้อมประพฤติตาม ในสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่เพิกถอนในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้เลยว่า พระธรรมวินัยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ตาม แต่สิ่งที่เปลี่ยนก็คือกิเลสของคน ในความละเอียดในส่วนนี้จะเป็นอย่างไร เพราะว่าแต่ละสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ก็คือเป็นเครื่องวัดความละอาย

    ท่านอาจารย์ คงไม่ลืมเลยเรื่องทุกคนมีกิเลส แต่ก็ไม่รู้ว่ามีกิเลสมากหรือน้อย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เมื่อได้ฟังแล้ว ก็สามารถที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง และก็สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ตามพระวินัย ตั้งแต่เริ่มในการบวช เมื่อบวชแล้วจะบอกว่าไม่รู้พระวินัยไม่ได้ เพราะเหตุว่าจุดประสงค์เพื่อขัดเกลากิเลส และก็จะรู้ได้ว่า ทำไมพระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติพระวินัยทีละข้อเพิ่มขึ้น ตามกำลังของกิเลสของผู้ที่ไม่รู้ว่ามีกิเลสแล้วก็ทำผิด เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นความผิดที่ไม่ควรแก่เพศบรรพชิต ก็ทรงประชุมสงฆ์ให้สงฆ์รับรองว่าความประพฤติอย่างนั้นไม่เหมาะสม เมื่อสงฆ์รับรองแล้วก็บัญญัติเป็นพระวินัยหมายความว่า ทุกท่านที่เป็นภิกษุต้องประพฤติตาม ถือตาม เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเหตุว่าทุกคนรับรองแล้วว่าถูกต้อง แล้วก็ทั้งหมดไม่มีใครสามารถที่จะบัญญัติพระวินัยได้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะทรงเห็นกิเลสอย่างละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยว่า ถ้าไม่รู้จักและไม่ระมัดระวังในกิเลสนั้น กิเลสนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งไม่สามารถที่จะตรงตามจุดประสงค์ที่บวชคือ เพื่อขัดเกลากิเลสได้

    ด้วยเหตุนี้พระวินัยเป็นสิ่งที่น่ารู้น่าอ่าน สำหรับทุกท่านที่ต้องการที่จะขัดเกลากิเลส ไม่ใช่ว่าเฉพาะบรรพชิต และก็ไม่ไปแตะต้อง เพราะว่าเราเป็นคฤหัสถ์ นั่นไม่ถูกเลย เพราะเหตุว่าพระวินัยละเอียดยิ่งตั้งแต่เล็กน้อย เป็นความประพฤติที่ไม่เหมาะควรทางกายวาจา แค่นี้จะนำไปสู่ความประพฤติซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสมากขึ้นแค่ไหน เพราะฉะนั้นก็ทรงบัญญัติตั้งแต่ความประพฤติผิดเล็กๆ น้อยๆ ทางกายเป็นทุกกฏ เช่นอะไรบ้าง คุณคำปั่น

    อ. คำปั่น อย่างเช่นขณะที่บริโภคอาหาร ก็มีการพูดคุยขณะที่อาหารอยู่ในปาก

    ท่านอาจารย์ นี่คือได้ทรงบัญญัติไว้ แม้แต่มรรยาทที่เหมาะสมทางกาย เพราะเหตุว่าทุกคนขณะที่กำลังรับประทานอาหารไม่รู้ว่ามีกิเลสแค่ไหน เพียงแค่เห็นอาหารก็เกิดกิเลสแล้ว ทุกครั้งที่เอื้อมมือไปตัก ตักอะไร อาหารที่ตนชอบ เมื่อมีหลายๆ อย่าง จะรู้เลยว่าชอบอย่างไหนก็ตักอย่างนั้น แล้วขณะที่รับประทานก็ยังรับประทานด้วยการที่ไม่ระมัดระวังกิริยาที่สมควรด้วย และก็อย่างนั้นจะเหมาะกับเพศบรรพชิตไหม เพราะฉะนั้นทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดยิ่ง ในเรื่องของการที่ประพฤติผิดทางกายวาจา เป็นโทษเพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องปลงอาบัติ เพื่ออะไร เพื่อการสำนึกในเพศของบรรพชิต แม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเคยทำก่อนที่จะบวช เป็นคฤหัสถ์เคยทำอย่างไร แต่เวลาบวชแล้วต้องศึกษา เพื่อที่จะให้รู้ว่าอย่างนั้นไม่เหมาะสมควรแก่บรรพชิต

    อ. วิชัย เรียนสนทนากับอาจารย์สงบ ถ้าภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้วคืออย่างเช่น ข้อที่ ๒ อทินนาทานสิกขาบท คือมีจิตคิดจะลักทรัพย์ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป โดยที่มีเจ้าของหวงแหน บุคคลที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้วที่พระองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ จะมีวิธีการหรือจะมีบุคคลใดที่จะสามารถให้บุคคลนั้นพ้นจากอาบัตินี้ได้ไหมคือจะไม่ต้องปาราชิกได้ไหม

    อ. สงบ คนตายแล้วไม่มีใครเสกเป่าให้คืนมาได้ คนที่คอขาดแล้วไม่มีใครที่จะมาต่อให้มีชีวิตอยู่ได้ฉันใด ผู้ที่ต้องอาบัติปาราชิก ขณะนั้นก็ขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว แม้จะห่มจีวรหรือประพฤติปฏิบัติเยี่ยงภิกษุ ก็ไม่ใช่ภิกษุ เช่นคนตายแล้ว จะบอกว่าไม่ตายไม่ได้ คำว่า ปาราชิก หมายถึง ความพ่ายแพ้แก่ตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพุทธเจ้าไม่มีสิทธิ์แล้ว หมดสิทธิ์แล้ว คนอื่นจะทราบหรือไม่ทราบก็ตามแต่ ผู้นั้นย่อมทราบด้วยตนเองว่า ตัวเองไม่ใช่ภิกษุ

    อ. วิชัย กราบเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ ในพระสูตรที่ทรงแสดงใน อัคคิขันโธปมสูตร นี้ก็แสดงพระสูตรนี้ด้วยพระมหากรุณา คือภิกษุ ๖๐ รูปที่ฟังพระสูตรนี้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าท่านมีศีลบริสุทธิ์ อีก ๖๐ รูปนี้ซึ่งย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย ก็คิดกันว่า พระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาประพฤติได้ยาก ก็พากันลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ อีก ๖๐ รูปก็กระอักเป็นเลือด เพราะเหตุว่าภิกษุเหล่านี้ต้องอาบัติปาราชิก ก็เลยอยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ซึ่งในอรรถกถาก็กล่าวถึงว่า ภิกษุที่ต้องอาบัติปราชิกว่า ถ้าไม่พึงอาจละฐานะ ฐานะคือความเป็นภิกษุ แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้นกำเริบขึ้น จะพึงทำให้เธอจมในอบายอย่างเดียว แต่เมื่อฟังธรรมเทศนานี้ ก็อาจจะตั้งอยู่ในภูมิของสามเณร แล้วก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้ ก็คิดว่า ถ้าภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้วไม่ละฐานะ อะไรที่จะเป็นเหตุให้เขาเกิดในอบาย โดยที่ไม่ละฐานะของความเป็นภิกษุ

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นผู้ที่หลอกลวง ด้วยเหตุว่าเมื่อไม่ใช่ภิกษุยังทำให้คนอื่นเห็นและเข้าใจว่าเป็นภิกษุ ถึงอย่างไรก็ตามแต่ เมื่อปาราชิกแล้วจะกลับเป็นภิกษุอีกไม่ได้ แต่ว่าปาราชิก ๔ ข้อ ก็แล้วแต่ว่า โทษของข้อไหนจะมีประการได้ แต่ทั้งหมด ต้องเป็นผู้ที่สำนึก และเมื่อสำนึกแล้วก็รู้ตัวเองว่า ตัวเองไม่สามารถที่จะเป็นเพศบรรพชิตได้ ลาสิกขาและก็เป็นสามเณร แต่ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ หมายความว่าไม่เป็นผู้ตรงต่อธรรมวินัยใช่ไหม คือไม่ใช่ภิกษุแล้วก็ยังปฏิญาณว่าเป็นภิกษุอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องของพระภิกษุเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ต้องเป็นผู้ที่ตรงตั้งแต่ต้น เพราะแม้แต่คำว่า ผู้ขอ เริ่มตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ก่อน ก่อนที่จะทรงบัญญัติปาราชิก ก็จะต้องมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุ แล้วแต่ว่าภิกษุรูปใดจะประพฤติไม่เหมาะสมทางกายทางวาจาอย่างไร แต่ก็จะเห็นได้ แม้แต่คำว่า ผู้ขอ คำว่า ภิกขุ ผู้ขอ ไม่ใช่จะขออะไรใครก็ได้ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ผู้เคราะห์ในที่นี้หมายความว่าเป็นผู้ที่ทรงคุณ แล้วก็รู้คุณของผู้ให้ที่ให้ปัจจัยคือไม่ใช่เงินทอง สิ่งที่จำเป็นแก่การเป็นอยู่ เช่นอาหารบิณฑบาต และที่อยู่อาศัยเป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้นั้นมีความสำนึกในการที่เป็นผู้ที่ไม่ได้ทำกิจธุระอย่างคฤหัสถ์ แต่มีชีวิตอยู่ได้เพราะคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับสิ่งใดแล้ว ก็เป็นผู้ที่ทรงคุณที่จะต้องประพฤติดี ตามที่คฤหัสถ์ท่านนั้นเข้าใจว่าพระภิกษุทั้งหลายต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย เพราะฉะนั้นจะประพฤติผิดไม่ได้ และจะขอสิ่งที่ไม่สมควรก็ไม่ได้ หรือจะรับสิ่งที่ไม่สมควรก็ไม่ได้ด้วย นี่เป็นความละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ขอย่างชาวบ้าน และก็ไม่ใช่ขอด้วยปาก แต่ต้องเป็นสิ่งที่ควรประพฤติอย่างไร เช่นในการบิณฑบาตเป็นต้น

    อ. คำปั่น ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากเลย ในเพศที่สูงยิ่งก็คือ การที่สละอาคารบ้านเรือน สละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตจริงๆ ผู้นั้นก็จะเป็นบรรพชิตเป็นพระภิกษุที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าท่านใดก็ตามที่มีการล่วงละเมิดสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ก็มีโทษตามความหนักกเบาของสิกขาบทนั้นๆ หนักสุดก็คือขาดจากความเป็นพระภิกษุคือ ไม่สามารถที่จะเป็นพระภิกษุได้อีกต่อไป แม้ในสมัยพุทธกาลเอง มีภิกษุชาววัชชี ต้องอาบัติปาราชิก ข้อที่ ๑ ก็คือข้อเสพเมถุนธรรม ได้เข้าไปขอร้องให้ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ขอโอกาสให้ท่านเหล่านั้นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุใหม่ และจะตั้งใจศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสต่อไป ท่านพระอานนท์ก็นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่า เป็นไปไม่ได้ที่สถาคตจะยกเลิกปาราชิกสิกขาบทที่ได้บัญญัติไว้แล้ว เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าสิกขาบทแต่ละสิกขาบทที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้นั้น เป็นไปเพื่ออุปการะเกื้อกูลแก่ผู้ที่เห็นโทษของกิเลส แล้วก็น้อมประพฤติก็คือ เว้นในสิ่งที่ผิด แล้วก็น้อมประพฤติในสิ่งที่ถูก เพราะฉะนั้นความเข้าใจตรงนี้ว่า ใครก็ตามที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ใครๆ ก็ไม่สามารถที่จะมาบอกว่าท่านไม่ต้องอาบัติปาราชิก ไม่ได้เลย ท่านอุปมาเหมือนกับ ใบไม้ที่เหลืองหล่นจากขั้ว ไม่สามารถที่จะกลับมาเขียวสดได้อีก ตาลยอดด้วนไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามได้อีก บุคคลผู้มีศีรษะขาดไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ และเปรียบเหมือนกับศิลาแตกไม่สามารถที่จะประสานให้สนิทเข้ากันได้ เพราะฉะนั้นเป็นโทษอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องอาบัติปาราชิกคือขาดจากความเป็นพระภิกษุ

    ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืม ภิกษุเป็นผู้ขอ หมายความว่าอะไร หมายความว่าภิกษุไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีแม้แต่อาหาร ด้วยเหตุนี้ การที่เป็นผู้ที่รักษาพระวินัยบัญญัติในการที่จะขัดเกลากิเลส เป็นที่ควรเคารพอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีศรัทธา ก็ทะนุบำรุงพระภิกษุซึ่งเป็นผู้ที่จะสืบทอดพระศาสนา โดยการที่ถวายปัจจัยที่สมควร เพราะฉะนั้นภิกษุทำอาหารเองไม่ได้ จะทำกับข้าวรับประทานเอง หรือจะทำอะไร ไม่ได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้คฤหัสถ์จึงเป็นผู้ที่ควรศึกษาพระวินัยพอที่จะรู้ว่าบรรพชิตนั้นคืออย่างไร เพื่อที่จะได้ทะนุบำรุงพระศาสนาให้ถูกต้องด้วย เพราะเหตุว่าถ้าผู้ที่สมควรที่จะเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัท แต่ความประพฤติไม่เหมาะสม ผู้นั้นก็จะเป็นหัวหน้าของผู้บริษัทไม่ได้ เพราะเหตุว่าคนเลวแล้วก็จะเป็นหัวหน้าคนดีได้อย่างไร

    อ. คำปั่น แม้แต่ความหมายของภิกษุประการหนึ่งก็คือ ผู้ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าออกบวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสละทรัพย์สมบัติมีค่าในคฤหัสถ์ทุกอย่างทุกประการ ผู้ที่จะอุปสมบทในพระพุทธศาสนาก็สละ เหมือนอย่างพระองค์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะมีการที่ว่า เป็นพระภิกษุแต่ยังมีสมบัติมีทรัพย์สินมีเงินทอง ไม่ได้เลย แต่ก็ได้ทราบมาว่า ทางกฎหมาย ให้พระภิกษุที่จะได้รับมรดก ไปรับมรดกในฐานะเป็นนาย ไม่ใช่เป็นภิกษุ นี้ก็เป็นการที่ไม่เข้าใจพระธรรมวินัยเลย แล้วก็พอบมรดก และก็กลับมาเป็นพระภิกษุได้อย่างไร มีทรัพย์สมบัติได้อย่างไร ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมแล้ว เราก็จะเห็นได้ว่า เพราะไม่รู้ จึงทำให้พระศาสนาค่อยๆ เสื่อมลง

    อ. คำปั่น จริงๆ ก็ได้สนทนาถึงสาระสำคัญของเพศที่สูงยิ่งจริงๆ ก็คือเพศบรรพชิตหรือว่าผู้ที่อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ก็จะกราบเรียนอาจารย์อรรณพแทรกตรงนี้นิดหนึ่งว่า จริงๆ แล้วความเป็นสมณะ ความเป็นบรรพชิต ถ้ารักษาไม่ดีก็จะมีแต่ฉุดคร่าไปสู่อบายเท่านั้น ก็เป็นพระธรรมที่พระองค์ตรัสเตือน ก็แสดงให้เห็นถึงว่าถ้าใครก็ตามที่ประพฤติไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็มีแต่จะตกไปสู่ที่ต่ำโดยส่วนเดียว

    อ. อรรณพ เพราะว่าอกุศลธรรมย่อมนำไปในทางที่ต่ำอยู่แล้ว แต่ว่าก็ขึ้นอยู่กับเพศด้วยว่า ผู้ที่เป็นเพียงคฤหัสถ์ ไม่ได้ปฏิญาณตนว่าเป็นบรรพชิต ไม่ได้เป็นหัวหน้าของพุทธบริษัททั้งหมด ก็ตามสมควร กับอกุศลกรรมนั้น ถ้าล่วงอกุสลกรรมบถเช่น มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น สำเร็จกรรมบถ เป็นกิเลสที่มีกำลังแรง อกุศลเจตนานั้นสำเร็จเป็นกรรมครบองค์ ก็เป็นปัจจัยให้ไปเกิดในอบายภูมิได้ หรือได้รับอกุศลวิบากหลังจากที่เกิดแล้ว ซึ่งก็ทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ถ้าล่วงอกุศลกรรมบถแล้วก็สำเร็จอกุศลกรรม ส่วนหนึ่ง ตอนนี้ส่วนที่เป็นอกุศลจิต ที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย ซึ่งพระวินัยใครบัญญัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ก็ได้อธิบายดีมากเลยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นพระสัพพัญญู ทำไมพระองค์ไม่ทรงบัญญัติพระวินัยทีเดียวให้ครบเลย ๒๒๗ ข้อ ไม่ต้องรอทีละข้อๆ รอให้มีเหตุการณ์ก่อน บางคนก็คิดว่า เหมือนพระองค์ต้องให้มีเหตุการณ์ก่อนถึงทรงคิดได้ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ที่ท่านจารย์ได้อธิบายเมื่อสักครู่ เพื่อให้เห็นความลึกซึ้ง และเห็นโทษ ประจักษ์กันจริงๆ ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้ ชาวโลกติเตียน หรือว่าเป็นความประพฤติที่ไม่เหมาะสมอย่างไรมีตัวอย่างชัดเจน เป็นต้นบัญญัติ พระองค์จึงทรงบัญญัติพระวินัยทีละข้อๆ ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้พระภิกษุได้เห็นถึงความละเอียดลึกซึ้ง และเกิดความละอาย ที่จะไม่ล่วงสิกขาบทนั้นๆ จนเป็นพระวินัยทั้ง ๒๒๗ สิกขาบทของพระภิกษุ แต่ถ้าผู้นั้นไม่ละอาย จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสักครู่อาจารย์วิชัยก็ได้ยกข้อความในอัคคิขันโธปมสูตรมา เมื่อพระองค์ท่านทรงแสดงโทษของการที่ล่วงพระวินัยแล้วจะเป็นอย่างไร ภิกษุ ๖๐ รูปที่ล่วงอาบัติปาราชิกก็ดีที่ท่านถึงกับกระอักเลือด หรือว่าภิกษุที่ล่วงอาบัติไม่ถึงปราชิกก็รู้สึกว่า ละอาย อยู่ไม่ได้ ส่วนภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยท่านก็มีความปลาบปลื้ม ใช่ไหม แต่ทั้ง ๒ ประเภทแรกที่ลาสิกขาไป ท่านเป็นผู้ที่ละอาย ท่านเป็นผู้ที่ละอาย ไม่ได้เป็นอลัชชีคือผู้ไม่ละอาย ถ้าเป็นผู้ละอาย ล่วงสิกขาบทถึงขั้นปาราชิกไปแล้ว เกิดความสำนึกแล้วก็รู้ว่าไม่สามารถจะอยู่ในเพศบรรพชิตได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่า เมื่อเป็นคฤหัสถ์แล้ว จะฟังธรรมไม่ได้ ถ้าไม่ได้ทำอนันตริยกรรมอะไรที่ถึงขั้นที่จะกั้นการอบรมเจริญปัญญา ก็สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศคฤหัสถ์ได้ สามารถบรรลุธรรมกันได้ด้วย แต่ผู้ที่ล่วงสิกขาบททั้งหลาย กระทำย่ำยีพระวินัยแล้วไม่สำนึก ไม่ละอาย เป็นอลัชชี ครองผ้ากาสาวพัสตร์ไว้ เพื่อหลอกลวง เพื่อทำลายพระธรรมวินัย คิดสิโทษจะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็อยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์เพื่อความชัดเจนว่า การล่วงสิกขาบทสำคัญคือเมื่อล่วงแล้วเป็นปาราชิกทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นอกุศลธรรมที่รุนแรง อย่างไร พระองค์ท่านจึงทรงบัญญัติว่าบุคคลนั้นต้องหมดจากความเป็นบรรพชิต แล้วไม่สามารถที่จะมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้อีก อกุศลที่ล่วง สิ่งเหล่านี้

    ท่านอาจารย์ เพราะความไม่ละอายเมื่อได้กระทำไปแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะมีความมั่นคงต่อไปที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต กิเลสยังไม่หมด เกิดอีกก็ได้ วันนี้รู้สึกว่าได้ทำผิดไปแล้ว บางท่านก็ปลงอาบัติ แล้วก็ทำต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นบรรพชิตหรือภิกษุในพระธรรมวินัย โดยเฉพาะเมื่อได้รู้เรื่องของปาราชิกแล้ว แล้วยังสามารถที่จะไม่ละอาย จนกระทั่งทำอย่างนั้นได้ ก็ไม่สามารถที่จะเป็นบรรพชิตหรือเป็นภิกษุได้อีกต่อไป ใครจะรู้ว่ากิเลสวันหลังจะเป็นอย่างไร

    อ. อรรณพ เพราะว่าเมื่อพิจารณาถึงอันตรายิกธรรม ไม่ต้องถึงขั้นอาบัติปาราชิก ที่จะไปอบาย แม้อาบัติเล็กน้อยแล้วไม่ได้ปลงอาบัติ ปล่อยปละละเลยไป อย่างเช่นพระเถระในสมัยพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ที่แล้ว พระเถระรูปนี้ท่านบำเพ็ญสมณธรรมมาตั้งหลายหมื่นปี เป็นหมื่นปีไม่ได้ล่วงสิขาบทอะไรเลย เพียงแต่ตอนที่ท่านลงเรือข้ามฝั่ง ท่านก็ไปเหนี่ยวใบต้นตะไคร้น้ำไว้ แล้วก็เรือออกก็เลยกระชากขาดไป ก็เป็นอาบัติเล็กน้อยเท่านั้น แต่ท่านก็ว่าจะปลงอาบัติ แล้วก็ไม่ได้ปลงอาบัติ พอตอนใกล้จะมรณภาพ ก็มีกรรมนิมิตว่า มีต้นตะไคร้น้ำมาพันคอ แล้วท่านก็ต้องไปเกิดเป็นพญานาค เพราะอาบัติเล็กน้อย ไม่ถึงปราชิก แต่ก็เป็นอันตรายิกธรรมสำหรับผู้ที่เป็นภิกษุ ผู้เป็นหัวหน้าพุทธบริษัท ถ้าละเลยไปแม้เพียงเล็กน้อย ตายก่อนแล้วยังไม่ทันปลง ตอนนั้นยังไม่ได้ปลงอาบัติ ท่านยังต้องไปอบาย แค่อาบัติเล็กน้อย นี่ถึงอาบัติปาราชิก มีพระธรรมมีพระวินัยก็ไม่ศึกษา หรือถึงรู้ก็บิดเบือนว่าเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้ หรือว่า คืนแล้วนิ ใช่ไหม สมมุติเรื่องเงินเรื่องทองเอามาแล้ว ทรัพย์สมบัติอะไร แล้วก็คิดว่าคืนแล้วพ้น ใช่ไหม แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย พระวินัยชัดเจนทุกข้อทุกประการ มีความละเอียด เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งกว่าอาบัติทุกกฏ เป็นอาบัติปาราชิก แล้วก็ยังมิได้มีความละอาย แล้วจะไม่ไปอบายได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ปัญหาที่น่าคิด คือว่าทำไมต้องเป็นพระภิกษุ เพราะเหตุว่าคฤหัสถ์ก็สามารถที่จะฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมขัดเกลากิเลสได้ และก็ทำไมถึงต้องเป็นพระภิกษุ และเป็นพระภิกษุที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย แล้วก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยด้วย เพราะฉะนั้นทำไมจึงต้องเป็นพระภิกษุ เพราะว่าเป็นคฤหัสถ์ก็ศึกษาพระธรรมได้ เมื่อมีศรัทธา และก็รู้ว่าไม่สามารถที่จะดำรงเพศบรรพชิตซึ่งสะอาดบริสุทธิ์ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ดุจสังข์ขัด พระวินัยทุกข้อขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่มีกิเลส และก็ไม่สามารถที่จะรักษาพระธรรมวินัย แล้วจะเป็นภิกษุทำไม

    อ. คำปั่น ที่ท่านอาจารย์ถามมานี้ก็สามารถที่จะพิจารณาได้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ไม่รู้ แล้วก็เป็นไปด้วยความอยากความต้องการ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นคฤหัสถ์ที่ดี ก็แสนยาก แล้วก็จะสามารถเป็นถึงพระภิกษุในธรรมวินัยก็ต้องเป็นผู้ที่มีศรัทธาอย่างมั่นคง มีปัญญา และก็มีการเคารพอย่างสูงในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เพราะว่าจะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้


    หมายเลข 10617
    10 มิ.ย. 2568