พระธรรมวินัย ๐๐๔ ทางออกของภิกษุที่รับเงินทอง


    ท่านอาจารย์ ภิกษุไม่มีเงินและทอง แล้วก็รับไม่ได้ด้วย ไม่มีตั้งแต่สละตั้งแต่วันที่บวชเป็นพระภิกษุ ไม่มีเลย ไม่มีแล้วกลับไปรับ ไม่ได้ จะไปทำกิจอะไรทั้งหมด ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่า พระภิกษุต้องมีชีวิตในการขัดเกลากิเลส แต่เมื่อรับมาแล้ว ถ้าเป็นเงินทอง เช็คธนาคารหรืออะไรก็ตามแต่ ก็ต้องสละ แล้วตอนนี้ จะสละให้ใคร ที่จริงแล้ว ไม่กำหนดตัวผู้รับได้ ใช่ไหม ใครก็ได้ ใครก็ได้ เพราะฉะนั้นใครก็ได้ควรจะเป็นใคร ยุคนี้สมัยนี้ ก็ควรจะเป็นรัฐบาล ถูกต้องไหม จะไปให้ใคร นาย ก. นาย ข. นาย ค. ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น แต่รัฐบาลก็คือรัฐบาลของประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลนั่นแหละก็คือตัวแทนของประชาชน หรือคนที่จะรับเงินของพระภิกษุที่สำนึกที่จะสละเงินนั้นเพื่อที่จะปลงอาบัติ แต่ว่าเรื่องสมบัติ มี ๒ อย่าง ของสงฆ์ ๑ และของภิกษุ ๑ เพราะฉะนั้นสมบัติของพระภิกษุไม่มี แต่รับมาแล้วซึ่งจะต้องปลงโดยการที่สละ ก็ต้องรับได้เฉพาะส่วนนั้น ริบได้เฉพาะส่วนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินในธนาคารหรือโฉนดที่ดินหรือหลายๆ ทั้งหมดที่เป็นทรัพย์สินเงินทองทรัพย์สมบัติทั้งหมด ต้องสละ ถ้าใครประสงค์ที่จะเป็นภิกษุในธรรมวินัยต่อไป ก็มีการที่จะตั้งต้นใหม่ได้ โดยการที่สละทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด โดยรัฐริบจากธนาคาร จากที่ไหนก็ได้ ใต้ดินหรือจะไปขุดอะไรไว้ที่ไหนก็ตามแต่ แต่ถ้าเขาถวายแก่สงฆ์แตะต้องไม่ได้ เพราะว่าเป็นการถวายต่อสงฆ์ แต่ว่าสงฆ์ที่นี่ไม่ได้หมายความว่าวัดโสธรวัดสระเกศหรือวัดราชนัดดา สงฆ์คือสงฆ์ ภิกษุทั้งหมดเป็นหมู่ของพระเรียกว่าสงฆ์ เพราะฉะนั้นการที่เขาถวายแก่สงฆ์ ไม่ใช่แก่ภิกษุบุคคลเลยจะมีใครที่จะไปเอาส่วนหนึ่งส่วนใดมาใช้เป็นของส่วนตัวไม่ได้ เพราะว่าเป็นของสงฆ์ และแม้แต่สังฆทานที่ถวายแก่พระสงฆ์ ใครจะไปเอาภิกษุไม่ถือเอามาเป็นส่วนตัวใช้ก็ผิดพระวินัย นี้เป็นความบริสุทธิ์อย่างยิ่งของพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นในส่วนของสงฆ์ ก็สามารถที่จะกระทำได้โดยไม่จำกัดว่าเป็นของวัดหนึ่งวัดได้ แต่เป็นของส่วนรวมทั้งประเทศ แล้วก็พระภิกษุนี้ไม่มีเรื่องที่จะต้องเกี่ยวกับเงินทองใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่มีภาระที่จะต้องใช้เงินซื้อนั่นซ่อมนี่ หรืออะไรทั้งหมดเลย เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะทะนุบำรุงพระศาสนา เพราะฉะนั้น ในการที่ท่านมีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอต่างๆ ก็เพื่อดูแลความประพฤติของพระภิกษุใช่ไหม ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นอย่างนั้น ก็เป็นคฤหัสถ์ที่จะทำหน้าที่อย่างนี้ โดยที่ว่าเป็นผู้ที่ดำเนินการหรือจัดการหรือดูแลหรืออะไรก็แล้วแต่ในสมบัติของสงฆ์ ซึ่งก็จะต้องเป็นไปตามลำดับ ย่อยเป็นส่วนต่างๆ เหมือนพระภิกษุที่ท่านดูแลการโดยการแบ่งเป็นภาค เป็นคณะ เป็นจังหวัด เป็นไรก็เป็นหมู่บ้านหรืออะไรก็อย่างหนึ่ง ทั้งหมดก็ขึ้นตรงอยู่กับคณะซึ่งเป็นผู้ดูแล และเมื่อมีกิจใดที่จะกระทำต่อวัดไหน พระสงฆ์ไม่ต้องเกี่ยวข้องเลย ท่านที่ดูแลก็จะดูแลโดยทั่วถึงตามลำดับขั้น ของตำบล ของอำเภอ ของจังหวัด จะซ่อมวัดไหนก็ไม่ต้องเดือดร้อน ซ่อมให้เลย ไม่ต้องเกี่ยวกับเงินทองใดๆ เลยทั้งสิ้น ขัดเกลากิเลสไหม อยู่สบายไหม ไม่ต้องเดือดร้อนเลยสักอย่างเดียว สมควรแก่การที่จะเป็นผู้สงบ ที่จะสืบทอดพระศาสนา แต่ต้องศึกษาพระธรรมด้วย ไม่ใช่เพียงแค่พระวินัยเท่านั้น เพราะเหตุว่าถ้าจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา กิเลสกำเริบแน่ ไม่มีทางที่จะไม่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย

    อ. อรรณพ ก็เป็นทางออกที่ดีมากๆ ที่จะพิจารณากัน เพราะว่า พระภิกษุ ท่านก็ไม่ต้องมาแบกรับหน้าที่ที่จะมายุ่งเกี่ยวเงินทอง แล้วก็หมดปัญหาเรื่องน้ำไฟสาธารณูปโภคไป เพราะมีคฤหัสถ์ที่จะดูแลกันเป็นลำดับชั้นทั้งจังหวัด

    ท่านอาจารย์ สมบัติของสงฆ์มาก มากมายมหาศาล พระภิกษุทุกรูปรับรองได้ว่าไม่เดือดร้อน ในเรื่องปัจจัย ๔

    อ. อรรณพ แล้วก็เป็นโอกาสที่เปิดโอกาสให้คฤหัสถ์ที่เป็นอุบาสกอุบาสิกา และได้มีโอกาสที่จะดูแลท่านด้วยให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง ที่จะไม่ทำลายพระศาสนาด้วยความไม่รู้ และทำผิดโดยไม่มีการที่จะหยุดเลย ต่อไปเรื่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

    ผู้ฟัง หมายความว่ามีคณะที่จะดูแลนี้รวมทั้งขณะสงฆ์

    ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่ จะคิดจัดการแต่งตั้งทำอะไรขึ้นมา เป็นองค์กร เป็นอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งก็จะต้องมีการคัดเลือกผู้ที่จะอาสาทำประโยชน์ ไม่ใช่มาเพื่อต้องการลาภยศเงินทอง แต่เป็นการสมัครอาสาที่จะทำประโยชน์ ในฐานะของคฤหัสถ์

    ผู้ฟัง ก็ต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนด้วย ถูกต้องไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่ใช่พอเงินของสงฆ์เยอะแยะก็เอาไปใช้กัน

    อ. อรรณพ ก็ต้องมีการตรวจสอบใช่ไหม แล้วก็มีการพิจารณาที่จะตั้ง องค์กรตรงนี้ขึ้นมาเพื่อดูแล ซึ่งก็เป็นโอกาสคฤหัสถ์ที่มีศรัทธา แล้วก็จะรักษาพระวินัย แล้วก็ทางภาครัฐก็ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งเมื่อเข้าระบบตรวจสอบ ก็เป็นไปตามระบบ แต่ว่าภิกษุท่านไม่ควรที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง ต้องมาจัดสรรเงินทองเป็นค่าอะไรเท่าไหร่ ของจังหวัดเท่าไหร่ ของอำเภอเท่าไหร่ ของตำบลเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นภาระที่ ไปเป็นอาบัติให้ท่าน

    ท่านอาจารย์ แล้วก่อนบวชก็ควรจะได้เข้าใจธรรมก่อน เพราะว่าจะต้องรู้ตัวเองว่าจะอยู่ในเพศคฤหัสถ์หรือบรรพชิตเมื่อมีความเข้าใจธรรมถูกต้อง ก็คือรู้อัธยาศัยของตนเอง ซึ่งคนอื่นบอกไม่ได้เลย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นพระโสดาบัน ท่านก็ไม่ได้บวช เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่คฤหัสถ์ที่รู้อัธยาศัยของตนเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะบวชต้องเข้าใจธรรมก่อน ถ้าไม่เข้าใจธรรม บวชทำไม ผิดกันมานาน สมควรหรือยังที่จะช่วยกันรักษาพระธรรมวินัย สิ่งที่ผิดก็แก้ไขได้ดีกว่าที่จะปล่อยไป

    ผู้ฟัง แต่ต้นไม้ใหญ่กว่าจะโค่นได้

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปค่อยๆ ทำร่วมใจกัน ที่จะรักษาดำรงพระศาสนา คิดว่าไม่ยาก ถ้าจะทำจริงๆ แล้วก็เป็นบุญกุศลใหญ่หลวงด้วยต่อพระศาสนา

    อ. กุลวิไล ก็เห็นด้วยว่า สำหรับผู้ที่บวชต้องศึกษาพระธรรมวินัยก่อน เพราะถ้าไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ก็จะไม่รู้จุดประสงค์ของการบวช และก็ไม่รู้จักอัธยาศัยของตนเอง ขณะเดียวกันชาวพุทธก็ต้องศึกษาพระธรรมวินัยด้วย เพราะว่าเมื่อนั้น ถ้าไม่ใช่เป็นคนดี ก็ไม่มาประพฤติปฏิบัติที่จะเป็นไปเพื่อจะรักษาพระพุทธศาสนา ทุกคนก็จะสร้างปัญหา เพราะปัญหามาจากกิเลส

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจธรรมและวินัยพอที่จะรู้ว่า สมควรตัวเอง และจะเป็นผู้ตรงที่จะบวชหรือไม่บวช

    อ. คำปั่น ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาถึงความเป็นจริงของการบวช ที่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ก็แสดงถึงความเป็นผู้มีอัธยาศัยที่จะสละจริงๆ อย่างผู้ที่เป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ก่อนที่ท่านจะบวช ท่านก็ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง บางท่านเป็นพระราชา บางท่านเป็นพ่อค้า เศรษฐีมากมาย สละทุกสิ่งทุกอย่างทรัพย์สมบัติต่างๆ ไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่นิดเดียว เพื่อมุ่งสู่เพศที่สูงยิ่ง เพื่อศึกษาพระธรรม อบรมปัญญา ขัดเกลากิเลส แล้วก็ได้รับประโยชน์จากการบวช อย่างแท้จริง อันนี้คืออย่างถูกต้อง แต่ว่า ถ้ามีการกระทำด้วยความไม่รู้ ชวนกันไปทำด้วยความไม่รู้ ก็เหมือนกับชวนกัน พากันไปสู่อบายภูมิ เพราะว่าความเป็นสมณะ ความเป็นบรรพชิต ถ้าหากว่ารักษาไม่ดี ก็มีแต่จะฉุดคร่าไปสู่อบายภูมิโดยส่วนเดียว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทก็มีหน้าที่กระจายข่าวให้รู้กัน ทั่วๆ กันมากขึ้น เพื่อจะได้มีความเข้าใจถูกต้องว่า ถ้าไม่เข้าใจพระธรรม แล้วบวชทำไม เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นการบวช ก็มีการสนทนาธรรม จัดเป็นค่าย จัดเป็นอะไรขึ้นมาตามกลุ่มต่างๆ ก็เป็นประโยชน์กว่า

    ผู้ฟัง วันนี้ผมโชคดีมากๆ เลย ได้มามีโอกาสได้สนทนาเกี่ยวกับเรื่องพระวินัย อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า พระที่รับเงินรับทอง ตอนนี้คงจะต้องเน้นหนักเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะไปจี้จุดพระว่า ท่านทำอย่างนี้ผิดอาบัติ ทำยังอย่างโน้นผิดอาบัติ ผมก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า ถ้าเห็นพระแล้วองค์ไหนจะไม่ถูกตำหนิ เพราะเท่าที่เห็น มันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเลย อันนี้ผมพูดหนักหรือเปล่า เท่าที่เห็น เป็นสิ่งที่น่าตำหนิเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ เมื่อเป็นความจริงพูดตามความเป็นจริง ไม่บาปแน่นอน

    ผู้ฟัง แล้วที่นี้ ที่ผมได้ประสบมา เราเห็นเป็นพระก็คิดว่า พระองค์นี้ห่มกลับ ดูแล้วน่าเลื่อมใส ก็จะเอาอาหารและบิณฑบาตไปถวายท่าน ท่านก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอกโยม ไม่มีอาหารก็เงินก็ได้ อย่างนี้ก็มี ก็ได้แต่เกิดความสังเวชสลดใจว่า โอ้โหธรรมของพุทธเจ้ามีคุณอนันต์มากมาย สามารถจะรื้อสัตว์ให้ออกจากวัฏฏสงสารได้ แต่ท่านไม่สนใจ จะทำไง

    ท่านอาจารย์ ถึงเวลาหรือยังที่จะตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของพระภิกษุทุกรูป

    ผู้ฟัง ก็อันนี้แหละเป็นประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปนิดนึง ถ้าท่านอาจารย์พูดอย่างนี้ เงินทองของพระทั้งหมด ริบมาทั้งหมดเลย ก็จะตกเป็นสาธารณะสมบัติ หรือไม่ก็ต้องตกเป็นของรัฐบาลไป ต้องเป็นอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นของสงฆ์ รัฐบาลก็จะเอามาเป็นของตนที่จะทำประโยชน์ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นของภิกษุบุคคลแต่ละรูป ได้

    ผู้ฟัง ก็ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นได้ คงจะเป็นการประเสริฐไม่น้อย แต่ทีนี้ว่า เราได้พูดคุยกันในที่นี้ มันเป็นวงแคบแคบนิดๆ เท่านั้นเอง ตามที่สนทนากันแบบนี้ จะมีโอกาสไหม เข้าเป็นญัตติ เข้าสภาเลย มีโอกาสไหม เป็นไปได้หรือเปล่า แต่ถ้าพูดอยู่แค่นี้ ผมว่าก็อยู่แค่นี้แหละ

    ท่านอาจารย์ ก็คิดทุกคนคิด อะไรถูกอะไรผิด พูดไม่รู้ทั่วๆ ไปว่า อะไรถูกอะไรผิด แล้วก็ทำ เท่าที่แต่ละคนจะทำได้ทุกประการที่จะให้เป็นผลดีต่อพระศาสนา และทำให้ภิกษุเหล่านั้นพ้นภัยในการที่จะไปสู่อบายภูมิด้วย

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าท่านจะยอมรับหรือเปล่า ก็เงินไม่ใช่น้อยๆ

    ท่านอาจารย์ ก็คิดให้ถูกต้องพูดคำที่ถูกต้อง แล้วจะทำสิ่งที่ถูกต้อง เริ่มได้เลย

    ผู้ฟัง ใครจะเริ่ม

    ท่านอาจารย์ ใครไม่เริ่ม แต่ละคนที่คิดว่าจะเริ่ม ก็เริ่มเสีย ถ้าหากว่าเป็นในครั้งพุทธกาลที่มีอุบาสิกาคว่ำบาตรพระภิกษุ ถ้าอย่างนั้นพอจะเป็นไปได้ แต่สมัยปัจจุบันนี้ ผมว่ายากเหลือเกิน ยากมากๆ จะคว่ำบาตรพระ คว่ำบาตรทั้งหมด ไม่ใส่ให้ฉันเลย ไม่ถวายทั้งนั้น ไม่กราบไม่ไหว้ทั้งนั้นเลย

    ท่านอาจารย์ ริบเงินก่อน เพราะว่าท่านต้องสละ แล้วเราทำผิดหรือที่เราจะให้พระทำตามพระธรรมวินัย ตราบใดที่ท่านยังยินดีในเงินและทอง ไม่ได้ขัดเกลากิเลสเลย แสดงว่าไม่มีการศึกษาธรรมให้เข้าใจ เพราะเหตุว่าถ้าศึกษาธรรมเข้าใจถูกต้องจะไม่เป็นอย่างนี้ แต่ที่เป็นอย่างนี้เพราะเหตุว่าไม่ได้เรียน ไม่ได้เข้าใจธรรม มีชีวิตซึ่งอยากบวชด้วยเหตุหลายประการ เพราะอยากแต่ไม่ใช่เพราะเข้าใจธรรมแล้วบวช เพื่อขัดเกลากิเลส ถามพระภิกษุทุกรูปก็ได้ บวชเพื่ออะไร

    ผู้ฟัง ก็พูดในที่นี้ก็ไม่มีอันตรายหรอก แต่ถ้าไปพูดข้างนอก ผมไม่รับรอง ไม่รู้ว่าจะลงจากที่ยืนพูดได้หรือเปล่า ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ บริษัทไม่กลัวอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ถ้าการกระทำนั้นดี ไม่มีเลยที่จะให้ผลที่ไม่ดี แม้แต่คำพูดจริงที่ว่า การเป็นพระภิกษุเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลสในเพศบรรพชิต และต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ได้ผิดเลย พูดเพื่อประโยชน์ พูดได้ ที่ไหนก็ได้

    ผู้ฟัง ก็เป็นความจริงอยู่หรอก แต่ว่าความจริงบางอย่างนี่มันพูดไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ได้ ถ้าเป็นประโยชน์ ควรพูด

    ผู้ฟัง อย่างที่อาจารย์บอกว่าให้ริบทั้งหมดของพระ

    ท่านอาจารย์ ภิกษุทุกรูปเลย คือถ้าถูกไม่เว้นเลย เพราะเหตุว่า เมื่อเป็นภิกษุแล้วจะมีเงินทองทรัพย์สมบัติไม่ได้

    ผู้ฟัง ถ้าถูกริบไปแล้ว แล้วท่านบอกว่า แล้วตั้งหลาย ๑๐ ปีที่ยึดมาเป็นของตัวเองจะเป็นยังไง

    ท่านอาจารย์ ริบหมด

    ผู้ฟัง แล้วจะหมดความเป็นพระหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะบริสุทธิ์ได้ จากที่ได้ทำผิดท่านต้องสละเงินทองทรัพย์สมบัตินั้นก่อน แล้วจึงปลงอาบัติ แล้วถึงสามารถจะเป็นภิกษุร่วมกับภิกษุอื่นได้ คือเป็นผู้ที่ขัดเกลากิเลส

    ผู้ฟัง นั่นก็หมายความว่าความเป็นสมณะยังมีอยู่ อย่างงั้นไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ถึงกับปราชิก เย็นใช้ได้ อุ่นใจได้ไม่ถึงกับปาราชิก เมื่อสำนึก แต่ต้องสำนึกว่าได้ทำผิด เพื่อที่จะได้คืนเงินทองทั้งหมด สำหรับไม่รู้จะคืนใคร ใช่ไหม ก็รัฐบาล รัฐบาลก็ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติส่วนรวมเพื่อประชาชนอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่บุคคล จะต้องมีองค์กรเช่นเดียวกับที่มีพระที่ท่านกระทำหน้าที่ของพระในประเทศไทยแยกกันเป็นภาคต่างๆ เป็นอำเภอ เป็นตำบล เพราะฉะนั้นผู้ที่จะทำหน้าที่นี้ต้องเป็นพวกที่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเหมือนกับสรรหาบุคคลแบบวุฒิสมาชิก ที่ว่าเป็นผู้มีผู้สมัคร และก็มีผู้ที่พิจารณาคุณสมบัติของบุคคลนั้นว่าสมควรไหมที่จะเป็นผู้ที่ดูแลทรัพย์สินที่ได้มาจากภิกษุบุคคล ไม่ใช่ให้รัฐบาลไป แล้วรัฐบาลไปทำอะไรก็ไม่มีส่วนรู้เห็น แต่นี่ต้องเป็นผู้ที่บริสุทธิ์สะอาด และมีเป็นคณะกรรมการที่คัดเลือกมาแล้ว ได้รับการคัดเลือก ทำทุกอย่างเปิดเผย เพราะฉะนั้นแต่ละวัดไม่ต้องห่วงใช่ไหม เรื่องจะไม่มีค่าน้ำค่าไฟ เพราะเงินที่เป็นทรัพย์สินที่ถูกริบไปได้ สำหรับเพื่อที่จะทำนุบำรุงผู้ที่เป็นพระภิกษุ ไม่ให้เดือดร้อนให้เป็นผู้ที่ทำกิจของพระศาสนาด้วยความเบาสบาย ไม่เดือดร้อนเลย ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับเงินและทอง และธุรกิจทั้งหลาย

    ผู้ฟัง แล้วจะหาได้หรือ ท่านที่จะเป็นสมาชิก

    ท่านอาจารย์ มี แน่นอน ผู้ที่มีความเข้าใจธรรม ผู้ที่มีความหวังดี ผู้ที่มีเวลาพอ ผู้ที่สมัครใจที่จะรับใช้พระศาสนา ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมด้วย เพราะว่าต้องมีการคัดเลือกจากผู้ที่เห็นว่าบุคคลนั้นสมควร

    ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าชั่วชีวิตนี้จะทำได้สำเร็จ

    ท่านอาจารย์ ทำไปก่อนเท่าที่ชีวิตยังมีอยู่ ดีกว่าไม่ทำ ไม่เห็นเป็นไรนี่ ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรเลยทั้งสิ้น ถูกต้องตามพระวินัยด้วย แล้วก็เป็นประโยชน์ด้วย และถ้ารัฐบาลเป็นผู้ทำ ผู้ทำที่นี่หมายความว่าเป็นผู้ที่ริบเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกรรมการ ที่จะไปดูแลความเป็นอยู่ของพระ แต่ต้องเป็นบุคคลที่เป็นผู้ที่ได้รับเลือก เหมือนกับการคัดเลือกวุฒิสมาชิกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง เกี่ยวกับการที่จะสละตนเองเพื่อดูแลพระศาสนา โดยการที่ให้พิจารณาตามลำดับ ตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดอำเภอตำบลว่า วัดไหน ภิกษุไหน ขาดแคลนมีความจำเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปขอเงินชาวบ้าน ไม่ต้องไปเรี่ยไรเงิน เพราะเหตุว่ามีเงินของภิกษุที่เป็นสำหรับภิกษุทั้งประเทศอยู่แล้ว

    อ. กุลวิไล ถ้าหากพระภิกษุท่านเว้นการรับเงินและทอง และยินดีในเงินและทอง ถ้ารัฐบาลทำได้ คิดว่า ต้องมีคฤหัสถ์ที่เป็นชาวพุทธหลายท่านที่ศึกษาธรรมและต้องการที่จะเจริญกุศลที่จะไปช่วยเรื่องของการดูแลเงินในวัดให้เอง เพราะว่าจริงๆ แล้วถ้าชาวพุทธไม่เริ่มจากการศึกษาพระธรรมและพระวินัย ก็กลายเป็นการส่งเสริมการทำลายพระพุทธสาสนา

    ท่านอาจารย์ ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ที่ท่านก็ศึกษาพระธรรมมานาน และก็เป็นใจที่จะรับใช้พระศาสนาตามกำลังของท่านด้วย ไม่ใช่ว่าจะขาดแคลนเลย ไม่ต้องท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ใครก็ได้ที่อาสาและก็มีจิตที่ใคร่ที่จะทำประโยชน์แก่พระศาสนา ก็ร่วมกันทำ

    อ. กุลวิไล แล้วก็ควรจะควบคู่ไปกับชาวพุทธต้องศึกษาพระธรรมด้วย ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม ก็จะสงฆ์เสริมให้พระภิกษุท่านอาบัติยิ่งขึ้น ก็เหมือนๆ กับทุกวันนี้ หลายท่านก็เห็นว่ามีการถวายเงินกับพระภิกษุ ซึ่งเขาก็เห็นว่าเห็นชอบด้วยเป็นการดี

    ท่านอาจารย์ เพียงแต่ว่าริบเงินพระภิกษุทุกรูป ผิดหรือถูก เห็นไหม พระไม่มีเงิน แล้วท่านมีเงินเป็นภาระ ปลดเปลื้องภาระของท่านเสีย ท่านจะต้องอยู่เป็นสุขสบายดีไม่เดือดร้อน ไม่เดือดร้อนจริงๆ พระภิกษุใดที่สำนึกว่าท่านได้ล่วงพระวินัย พอได้ฟังอย่างนี้ จะดีใจที่มีโอกาสที่จะพ้นจากโทษคือปลงอาบัติ และสามารถพิจารณาตนเองว่า สามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต โดยความสะดวกสบายอย่างยิ่ง ไม่มีภาระใดๆ เลย นอกจากศึกษาธรรมประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย สะดวกสบายจริงๆ แล้วจะไม่ยินดีด้วยหรือ ถ้าเป็นอย่างนี้

    อ. กุลวิไล แล้วก็เป็นทางที่จะให้ท่านไม่ไปนรกด้วย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะยินดีไหม ถ้ามีการกระทำอย่างนี้ ที่ท่านไม่ต้องมีภาระอะไรอีกเลย

    อ. ธิดารัตน์ มีข้อความ ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ซึ่งท่านก็ได้มีข้อความอธิบาย

    ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก ทานที่ให้แก่ผู้ทุศีลหามีผลมากไม่

    แล้วก็ได้มีการยกตัวอย่างถึง นายพรานผู้หนึ่ง ได้ถวายบิณฑบาตแก่ภิกษุทุศีล คือภิกษุที่ท่านศีลไม่ดี รูปหนึ่งถึง ๓ ครั้ง ถวายบิณฑบาตให้ท่านถึง ๓ ครั้ง เพื่อที่จะอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ในครั้งที่ ๓ อมนุษย์ร้องขึ้นว่า ภิกษุทุศลีปล้นฉัน ในเวลาต่อมา นายพรานนั้นก็ได้ถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งที่ท่านมา ผลของทานนั้นก็จึงถึงแก่อมนุษย์ที่อุทิศส่วนกุศล เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ใส่บาตรหรือว่าทำบุญ ก็หวังที่จะอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเหล่า แต่ถ้าภิกษุผู้รับ ยังไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัย อมนุษย์หรือผู้ที่เราอุทิศให้ เขาก็ไม่อนุโมทนา

    ท่านอาจารย์ และต้องไม่ลืม อยากได้บุญ หรือว่าเพื่อขัดเกลากิเลส เมื่อกุศลจิตเกิดเท่านั้นที่จะเป็นการขัดเกลากิเลสได้

    อ. กุลวิไล ชาวพุทธจึงต้องศึกษาพระธรรม ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมและพระวินัย บุญไม่ใช่บุญ และที่สำคัญทำลายพุทธศาสนาโดยไม่รู้

    อ. วิชัย เพศของบรรพชิตย่อมต่างกับคฤหัสถ์อย่างแน่นอน เพราะเหตุว่า การที่ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ที่สละจากทรัพย์สมบัติ จากบ้านเรือนต่างๆ มาสู่ในเพศของบรรพชิต แล้วก็มีบริขารเท่าที่พระองค์ทรงอนุญาตเอาไว้ว่าได้แค่ไหนอย่างไร เงินและทองไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรแก่บรรพชิตอย่างแน่นอน ดังนั้นบุคคลที่ได้รู้ธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วว่าเงินทองเหมาะที่จะเป็นคฤหัสถ์ในการที่จะยังมีความยินดีพอใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสสัมผัส แต่บรรพชิตเป็นเพศที่ขัดเกลากิเลส ดังนั้นทรงบัญญัติสิกขาบทเอาไว้ว่า ภิกษุใดก็ตามรับเงินและทอง หรือยินดีในเงินและทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตนก็ตาม ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่าต้องสละเงินและทองนั้นก่อน จึงสามารถที่จะแสดงอาบัติ แล้วก็พ้นจากอาบัตินั้น

    อ. คำปั่น อาจารย์วิชัยจะกล่าวถึงต้นบัญญัติไหมว่า เกี่ยวกับเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรว่า ที่เป็นที่มาแห่งการทรงบัญญัติสิกขาบทข้อนี้

    อ. วิชัย ก็เป็นเรื่องของอุบาสกท่านหนึ่ง ก็ตั้งใจที่จะเก็บเนื้อไว้ถวายแก่พระภิกษุ แต่ว่าเผอิญเด็กในเรือนนั้นต้องการที่จะบริโภคเนื้อก่อน เขาก็เลยให้เด็กนั้นบริโภค และก็เตรียมเงินเอาไว้เพื่อที่จะไปซื้อ แต่ว่าท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็มาก่อน แล้วท่านก็กล่าวว่า ถ้าเตรียมเงินไว้ ก็ให้เงินแก่ท่านละกัน ก็เป็นเหตุให้อุบาสกนั้นกล่าวติเตียนโพนทะนาว่า ท่านก็รู้ว่าเงินและทองไม่ควรแก่บรรพชิต แต่ว่าท่านอุปนันทะก็ยังเหมือนกับกล่าวให้เงินทองแก่ท่าน ก็เป็นเหตุเป็นเรื่อง และก็มีการที่จะกล่าวขึ้นมา แล้วก็ทรงประชุมสอบถาม แล้วก็บัญญัติสิกขาบทเอาไว้


    หมายเลข 10616
    10 มิ.ย. 2568