พระธรรมวินัย ๐๐๓ เงินทองไม่ควรแก่เพศบรรพชิต
ท่านอาจารย์ ภิกษุไม่ใช่ประชาชนทั่วๆ ไป เพราะเหตุว่าต้องประพฤติตามพระวินัยบัญญัติ เพราะฉะนั้นโทษ ๒ อย่างผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ ประชาชนธรรมดาก็ทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าเป็นพระภิกษุทั้งกฎหมายและพระวินัย ยังไม่ทันถึงโทษทางกฎหมายเลยผิดพระวินัยแล้ว เพราะความละเอียดอย่างยิ่งของการที่จะต้องเป็นผู้ที่ต่างกับคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย รู้ไหมว่าบวชเพื่ออะไร ถามเลย ตรงๆ ชัดเจนบวชทำไม ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม ไม่ประพฤติตามพระวินัย บวชทำไม คำตอบคืออะไร เป็นผู้ที่ไม่ตรง ถ้าไม่ศึกษาธรรม และก็ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์สมควรอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงพระธรรมวินัย เพื่ออนุเคราะห์พุทธบริษัทให้เข้าใจถูกต้องทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่จะได้ทำสิ่งที่ถูกด้วยความเคารพในพระบรมศาสดา
อ.คำปั่น ก็เคยได้ยินพระรูปหนึ่ง ท่านก็พูด แล้วก็มีการเขียนเป็นตัวหนังสือออกมาว่า ถ้ามีการเคร่งครัดอย่างมากในพระธรรมวินัยแล้ว อย่างนี้ใครจะมาบวช
ท่านอาจารย์ ก็ไม่บวช ไม่เห็นแปลกใครจะมาบวช ถ้าทำตามพระธรรมวินัยไม่ได้ ใครเป็นผู้บัญญัติเคารพใคร บวชตามใคร ตามคำของผู้นั้นคือตามคำสอน และตามพระวินัยของบุคคลนั้น ทำตามไม่ได้ก็ไม่บวช ไม่มีใครบังคับให้บวช
อ. คำปั่น นี่คือที่กราบเรียนท่านอาจารย์ ยกตัวอย่างมา ก็แสดงถึงความไม่รู้ แล้วก็ไม่ได้เคารพในพระธรรมวินัย แล้วก็ไม่ได้รู้จริงๆ ว่า ความเป็นบรรพชิต ความเป็นพระภิกษุนั้นคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าเพียงมีแต่เพศภิกษุ แต่ไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัย เป็นการบ่อนทำลายพระศาสนา แล้วคฤหัสถ์ที่ส่งเสริมร่วมกันทำลายหรือเปล่า
อ. อรรณพ สังคมที่อยู่ด้วยกันสังคมไทยเรา ก็มีความเคยชินกับการที่จะมีพิธีกรรม ซึ่งก็ยังเกี่ยวเนื่องกับการนิมนต์พระภิกษุ ไม่ว่าจะนิมนต์มาเจริญพุทธมนตร์ขึ้นบ้านใหม่ อันก็มีเค้ามาจากพระไตรปิฏก อันนี้ประเด็นหนึ่ง หรือว่า ตั้งแต่เกิดจนตายก็จะต้องเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา และเราก็มีพระภิกษุในพิธีกรรมนั้น แม้แต่ตอนตายก็ต้องสวดอภิธรรมก็ต้องนิมนต์พระภิกษุมา คนทั่วไปก็อาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว ถ้าเคร่งครัดมากไม่มีคนมาบวชแล้วจะทำพิธีกรรมกันยังไง
ท่านอาจารย์ ถ้าจะนิมนต์มาพูดคำที่ไม่รู้จัก ถูกต้องไหม ใครก็เคยเป็นงานศพทุกงาน ได้ยินคำว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา ไม่ฟังเลย ไม่เข้าใจเลยทั้งผู้พูดและผู้ฟัง และประโยชน์อยู่ที่ไหน อยากจะทำตามประเพณี แต่ว่าประเพณีนั้นเป็นประเพณีที่เข้าใจถูกหรือเปล่า หรือว่าเป็นประเพณีที่ทำแล้วก็ไม่รู้ว่าทำทำไม อย่างสวดมนต์ รู้ไหมว่า สวดคืออะไร มนต์คืออะไร ทุกคำที่พูดเป็นคำที่ไม่รู้จักเลย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เพราะว่าพระธรรมทั้งหมดทุกคำเป็นปัญญา ให้เข้าใจถูกเห็นถูก ไม่มีซักคำซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ถูก หรือทำให้ไม่เข้าใจ แต่ทุกคำสามารถที่จะรู้ว่าคืออะไร ขอเชิญคุณคำปั่น เราพูดคำว่า สวดมนต์ และเรารู้จักคำว่า สวด กับคำว่า มนต์ ไหม
อ. คำปั่น คำว่ามนต์ก่อน มนต์ ก็คือ ปัญญา ปัญญาที่เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงมนต์ ก็คือ ไม่พ้นไปจากพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็จะมีคำหนึ่งที่ต่อท้ายกันต่อมา ก็คือคำว่า พุทธมนต์ ก็คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง แล้วก็ทรงแสดงความจริงเพื่ออนุเคราะห์ เกื้อกูล ให้ผู้ฟังได้เกิดปัญญาความเข้าใจที่ถูกต้อง อันนี้คือความหมายของ มนต์
ทีนี้คำว่า สวด เป็นคำไทย ซึ่งปกติเวลาสวดยาว คำยาวๆ ต่อๆ กัน ก็เป็นสวด แต่ถ้าตามพระธรรมคำสอน ไม่ใช่การพูดคำที่ไม่รู้จัก เพราะว่า ในการทรงแสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงแสดงด้วยภาษาที่ชาวเมืองเข้าใจกันเป็นอย่างดี ด้วยภาษามคธ พอตรัสคำไหนก็ตาม ชาวเมืองเข้าใจในคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส อย่างที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเป็นพระสูตรต่างๆ มงคลสูตร รัตนสูตร เมตตสูตร เป็นต้น ซึ่งเป็นคำภาษามคธที่ชาวเมืองฟังแล้วเข้าใจในความเป็นจริงในคำ แต่ละคำที่พระองค์ตรัสนั้น เป็นไปเพื่อความเข้าใจธรรม แล้วทีนี้ผู้ที่ได้ฟัง อย่างวันที่พระองค์ทรงแสดงมงคลสูตร ที่มีเทวดาได้บรรลุธรรมมากมาย วันรุ่งขึ้นพระองค์ก็ตรัสแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ท่านพระอานนท์ก็ฟังเพียงครั้งเดียวจำได้หมดเลย พระองค์ก็ทรงแสดงว่า ต่อไปนี้ท่านพระอานนท์ก็จะเป็นผู้ที่ได้นำมงคลสูตรนี้ไปเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ก็ด้วยคำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทั้งหมดเป็นการพูดในคำที่รู้จัก และสำหรับผู้ที่ได้ฟังพระธรรมคำสอน โอกาสที่จะได้พบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่ได้บ่อยครั้งใช่ไหม อยู่ต่างบ้านต่างเมืองบ้าง แต่ว่าพอได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็มีการทบทวนตามลำดับ เป็นลำดับด้วยดี จึงมีคำๆ หนึ่ง ที่ใช้ก็คือคำว่า สัชฌายะ คือการสาธยาย การสาธยายของท่านเหล่านั้นเป็นการกล่าวทบทวนเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ไม่ใช่พูดคำที่ไม่รู้จัก อย่างฟังมาแล้วเรื่องอริยสัจ ๔ ท่านก็ สามารถที่จะกล่าวเป็นลำดับด้วยดี ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องได้ว่า ในแต่ละสัจจะนั้นกล่าวถึงสภาพธรรมอะไร และพระธรรมในส่วนอื่นที่ได้ยินได้ฟังที่เป็นหัวข้อต่างๆ ๒ หัวข้อบ้าง ๓ หัวข้อบ้าง ๔ หัวข้อบ้าง ๕ หัวข้อบ้างเป็นต้น ท่านก็สามารถที่จะกล่าวเป็นลำดับด้วยดีได้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคง เพราะฉะนั้นการสาธยายไม่ใช่การนำคำที่ไม่รู้จักมากล่าว มาสวด เพราะฉะนั้นจึงแตกต่างกันมากเลยน สมัยพุทธกาล ท่านกล่าวคำที่รู้จัก เป็นการกล่าวทบทวนหรือว่าไตร่ตรองตามพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับสมัยนี้ ซึ่งนำคำมากล่าวยาวๆ โดยที่ไม่ได้เข้าใจในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหลายท่านที่ได้ฟังเมื่อวาน ก็ประทับใจในข้อความหนึ่งที่ท่านจะได้สนทนา โดยสรุปก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมม เพื่อให้เข้าใจหรือว่าเพื่อให้สวดมนต์ ทุกคนพอได้ฟัง สามารถที่จะไตร่ตรองพิจารณาตามด้วยว่า พระบารมีทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สะสมอบรมมา ก็เพื่อที่จะทรงแสดงธรรมเกื้อกูลแก่ผู้ฟังให้เกิดปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก เพราะฉะนั้นก็เพื่อความเข้าใจธรรมเท่านั้น ไม่ใช่การไปทำอย่างอื่นที่ไม่รู้จัก
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เข้าใจขึ้นใช่ไหม สวดมนต์คืออะไร ถ้าฟังแล้วไม่รู้เรื่อง มีประโยชน์ไหม เเต่ถ้าฟังธรรมแล้วเข้าใจ จำได้ ระลึกถึง ทบทวน นั่นคือการสาธยาย แล้วแต่ว่าจะเปล่งเสียงหรือว่าไม่เปล่งเสียง เพราะว่าคิดเมื่อไหร่ก็คือเสียงเมื่อนั้น ใช่ไหม พระนครสาวัตถี แค่นี้ ไม่ต้องเอ่ยออกมาดังๆ เลย แต่คิดถึงได้ไหม พระนครสาวัตถีโดยไม่มีเสียง เพราะฉะนั้นจะเปล่งเป็นเสียงหรือไม่เป็นเสียงก็คือการตรึกการคิดถึงด้วยปัญญาความเห็นถูก จากการที่ได้ฟัง ถ้าฟังไม่รู้เรื่องจะมาทบทวนได้ไหม ไม่ได้เลย
อ. อรรณพ จุดเริ่มต้นจริงๆ ก็คือการไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอันนี้แน่นอน และอีกอย่างจุด ที่ ๒ ก็คือบวชโดยที่ไม่เข้าใจ แล้วก็มีการสนับสนุนให้คนบวชกันเยอะๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เลิกได้ไหม เรื่องที่จะให้ใครบวชเยอะๆ หรือแม้แต่เพียงคนเดียว เมื่อเขาไม่ได้ต้องการจะบวช เขาไม่รู้จักพระศาสนา เขาไม่ต้องการศึกษา แล้วให้เขาบวชทำไม เลิกได้ไหม ยังคงจะให้บวชกันต่อๆ ไปเยอะๆ
อ. อรรณพ เพราะว่ามีโทษ ผู้ที่ไปบวชแล้วไม่ได้ศึกษาอะไรเลย อยู่ดีๆ ไปปฏิญาณตนเป็นเพศที่สูง ที่จะรองรับความเป็นพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่จิตใจยังเต็มไปด้วยกิเลสความติดข้องต่างๆ แล้วไม่ได้เข้าใจเลย ไม่พร้อมเลยที่จะไปอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต จริงอยู่ แม้สมมติสงฆ์ที่ท่านยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล แต่ท่านเป็นผู้ฉลาดในพระธรรมวินัย อย่างพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ท่านไม่บรรลุอะไรเลย แต่ท่านก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเฝ้า แล้วได้ฟังธรรมถ้าเป็นผู้ที่ศึกษา แต่ถ้าไม่ได้ศึกษาอะไรเลย แล้วไม่ได้มีความประสงค์ที่จะบวช แล้วไปเกณฑ์ๆ กันมาบวชเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา อย่างขนานใหญ่ แล้วก็เป็นโทษกับผู้ที่บวชด้วย แล้วก็ทำให้มีการรับเงินรับทองหรืออะไรผิดต่างๆ มากมายตามมาเยอะเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพุทธบริษัทอุบาสกอุบาสิกาที่ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมพระวินัย ก็ชี้แจงประกาศแสดงเพื่อรักษาพระธรรมวินัย
อ. คำปั่น การบวชเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ถ้าใครบวชแล้วประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ได้รับประโยชน์จากการบวช ควรค่าแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง แต่ถ้าประพฤติผิด มีโทษโดยส่วนเดียว ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามกัสสปะมีครอบครัวหนึ่งออกบวชหมดเลย พี่ชาย น้องชาย น้องสาว แล้วแม่ ทั้ง ๔ คน ออกบวชหมดเลย ผู้ที่เป็นพี่ชายบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ น้องชายเมาในความรู้ ถูกลาภสักการะครอบงำ บิดเบือนพระธรรมวินัย ไปเกิดในนรก จากพระภิกษุ เกิดในนรก ส่วนแม่กับน้องสาวมีความเห็นคล้อยตามกับน้องชาย ตายไปเกิดในนรก ต่างกันมากเลยว่า ถ้าประพฤติไม่ดี มีอบายภูมิเป็นที่ไปในเบื้องหน้าโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาใช่ไหมว่า แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง ถ้าประพฤติไม่ดีก็เป็นเรื่องของผู้นั้นที่จะเป็นผู้ได้รับทุกข์โทษภัยจากความประพฤติที่ไม่ดีที่ตัวเองได้กระทำไว้ ก็แตกต่างกัน
ผู้ฟัง เราจะทำบุญค่าน้ำค่าไฟให้ที่วัดได้ไหม คำถามที่ฝากถามมา
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่พระภิกษุใช่ไหม
ผู้ฟัง ให้ที่วัด
อ. ธีรพันธ์ เรื่องเงินทองไม่สมควรแก่พระภิกษุ แต่ว่าถ้าผู้ที่จะทะนุบำรุงโดยถูกต้อง ก็กราบเรียนถามท่านว่า ท่านมีไวยาวัจกรไหม แล้วท่านต้องการที่จะให้ช่วยเหลือ พระภิกษุสามารถที่จะบอกได้ว่า คนวัดคนไหนหรือว่าอุบาสกคนไหน เมื่อทราบแล้ว ผู้ที่จะทะนุบำรุงพระภิกษุภายในวัด ที่ไม่ต้องให้เงินทอง ก็สามารถที่จะมอบให้กับไวยาวัจกร แล้วก็ดำเนินการเรื่องที่จะจัดการเรื่องค่าน้ำค่าไฟโดยที่พระภิกษุจะไปยินดีในเงินทองนั้นไม่ได้อีกเลย แล้วไวยาวัจกรจะเอาเงินนั้นไปถวายอีกต่อหนึ่งก็ไม่ได้ เป็นผู้จัดการเรื่องเงินทองแทนทั้งหมด จึงจะถูกต้อง โดยที่ไม่ให้ท่านต้องมายุ่งกับเงินทองเลย แต่ถ้าพระภิกษุยินดีในเงินทองที่ไวยาวัจกรเก็บไว้ ก็ต้องอาบัติด้วย
ท่านอาจารย์ ตามธรรมวินัยต้องตรง มิฉะนั้น และพระศาสนาก็จะลบเลือน ตามความเป็นจริง พุทธบริษัทซึ่งเป็นส่วนของอุบาสกอุบาสิกากำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพระศาสนา คือรู้ว่าสิ่งใดไม่ควรก็ไม่ทำ มิฉะนั้นแล้ว ก็เท่ากับเป็นผู้ที่ส่งเสริมผู้ที่ไม่รับเงินรับทองให้ท่านต้องยุ่งยากลำบากใจ แต่ไม่ยุ่งเลยไม่ลำบากใจเลย เพียงแต่บอกว่า รับไม่ได้ตามพระธรรมวินัย ก็ง่ายดีใช่ไหมไม่ต้องยุ่งไม่ต้องเดือดร้อน เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ตราบใดก็ตามที่ยังมีผู้ที่นำเงินไปเกี่ยวข้องกับพระภิกษุ ผู้นั้นไม่เป็นมิตรกับพระภิกษุแน่นอน เพราะเหตุว่าทำให้ผู้ที่กำลังจะละคลายกิเลสกลับต้องหมกมุ่นเพราะกิเลส นี่แสดงให้เห็นว่าพุทธบริษัท ต้องอุปการะกัน สิ่งใดที่สมควรที่คฤหัสถ์จะปฏิบัติต่อบรรพชิตก็ควรเข้าใจให้ถูกต้อง อย่านำพิษโทษไปให้แก่ผู้ที่ พยายามที่จะ เพราะว่าเป็นความผิดของคฤหัสถ์อย่างที่คุณโก๋บอก ทำไมไม่คิดถึงว่า พระเอาเงินมาจากไหน ถ้าคฤหัสถ์ไม่ให้ แล้วก็ทำให้ท่านเดือดร้อนใจมากเลยเรื่องเงิน ซึ่งปกติแล้ว อยู่สบายไม่มีเงิน ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่เริ่มบวชจนกระทั่งอาจจะไม่ลาสิกขาเลย แล้วก็ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต มิฉะนั้นเป็นโทษอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ คฤหัสถ์ที่จะสงเคราะห์บรรพชิต และเคารพในพระธรรมวินัย ต้องประพฤติให้ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นพระภิกษุไม่มีเรื่องที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานบวช อย่างที่ว่า ไม่ใช่การบวชโดยละ แต่เป็นการติดข้อง งานบวชมีอะไรบ้าง เพลงดนตรีสารพัดอย่าง บางแห่งก็มีโต๊ะจีน แล้วอะไร ละอะไรหรือเปล่า เพื่ออะไร ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากงานบวช ก็ยังมีงานอื่นอีกใช่ไหม งานศพ จริงๆ แล้วในครั้งพุทธกาล ไม่มีการเผาศพที่พระวิหารเชตวัน หรือว่าพระวิหารเวฬุวัน ไม่เกี่ยวข้องเลย อารามที่สมควรต้องอยู่ห่างจากที่ชาวบ้านจะไปพลุกพล่านด้วย ด้วยเหตุนี้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ถ้าคฤหัสถ์รับมอบภาระแทนพระภิกษุ มีการจัดตั้งฌาปนสถาน สบายมากเลย พระภิกษุหมดปัญหาเรื่องการเผาศพ เพราะว่าไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับเเงินทอง สวดกี่วัน ค่าศาลาเท่าไหร่ ค่าอาหารเท่าไหร่ ยุ่งยากมากเลย หรือแม้แต่การที่คฤหัสถ์อยากจะทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่จากไปแล้ว ก็กระทำได้ในฌาปนสถานนั้นแหละ แต่ว่าถ้าเป็นพระภิกษุก็จะต้องมานั่งคำนวณ แต่ละคืน แต่ละวัน ซึ่งเป็นภาระซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย เพราะฉะนั้นชาวบ้านอุบาสกอุบาสิกาอนุเคราะห์ภิกษุโดยไม่ให้ท่านต้องยุ่ง หรือเดือดร้อนกับกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเกี่ยวกับเงินทอง ดีไหม สมควรไหม ถูกไหม แล้วจะทำไหม
อ. อรรณพ ถ้าสนทนาเป็นประเด็นไป ในกรณีที่ข่าวที่เราทราบกันอยู่ ที่เป็นจุดเริ่มต้นการสนทนาคือ จะทำให้เห็นโทษของการที่ ๑ ไม่รู้จักวัตถุประสงค์ของการบวช ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยก็ไปบวช อันนั้นส่วนหนึ่ง แล้วก็ถึงจะรู้ว่าพระวินัยกล่าวไว้ชัดเจน แม้สามเณรก็รับเงินทองสมบัติต่างๆ ไม่ได้เลย พอเมื่อมีการล่วงวินัยเหล่านี้ โดยทั้งภิกษุที่บวชที่ไม่ศึกษาหรือศึกษาแต่ว่าก็เปลี่ยนเอาเอง แล้วก็อุบาสกอุบาสิกาก็เอาเงินไปให้ เพราะซึ่งก็ผิดวินัยแล้ว แล้วก็ยังเป็นจุดเริ่มของการที่มีความยินดีในทรัพย์สินเงินทองสิ่งของต่างๆ ที่อิงมาจากทรัพย์สินเงินทอง จนลุกลามไปจนถึงขั้นทำทุจริตกรรมมากขึ้น จนถึงขั้นเรียกว่าผิดกฎหมาย อาจจะเป็นการยักยอก อาจจะเป็นการรับของโจร หรือว่าเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งไม่ได้อยู่ในวิสัยของบรรพชิตที่จะทำได้เลย เพราะฉะนั้นจากการที่คฤหัสถ์ไม่เข้าใจ ส่งเสริมให้บวช ๑ ๒ มีผู้ที่ไปบวชแล้วก็เอาเงินทองไปให้ ด้วยความหวังผิดๆ ว่า เมื่อเอาเงินทองไปให้อย่างนี้ๆ ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นโน้นชั้นนี้ซึ่งก็เป็นการหลอกลวง แล้วก็เป็นการทำลายพระธรรมคำสอนที่พระองค์ท่านไม่ได้สอนให้ติดข้องอย่างนั้นเลย แล้วก็เป็นการทำให้เศรษฐกิจบ้านเมืองเสียหาย จนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขนาดนี้ เพราะการไม่ไม่เอื้อเฟื้อพระวินัย ไม่ศึกษาพระวินัย
ทีนี้ผมอยากให้จบเป็นประเด็นว่า ในเรื่องของการที่ไม่สมควรเอาเงินทองไปให้ภิกษุ แล้วก็จะมีคนอ้างว่า ที่ต้องรับเงินทอง ๑. อาจจะอ้างยุคสมัยว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป แล้วก็ต้องปรับวินัยข้อนี้ มิเช่นนั้นภิกษุก็อยู่ไม่ได้ จะมีค่าน้ำค่าไฟอยู่อย่างไร หรือบางทีก็บอกว่า รับเพื่อจะฉลองศรัทธาของญาติโยม หรือบางทีก็อาจจะบอกว่า จริงๆ ก็เป็นเพียงกระดาษ ถ้าจิตไม่ต้องการก็คือพูดเลี่ยงๆ เอา แต่จริงๆ เมื่อได้เงินได้ทองมาแล้ว พระที่ได้เงินได้ทองมาแล้วซึ่งเป็นผู้ที่โด่งดัง ก็จะทำการแจกเงินแจกทองให้กับภิกษุอื่นๆ อีกเยอะ แล้วก็มีความยินดีพอใจกันในวงกว้างขึ้นๆ จากเงินทอง จึงเป็นโทษมหาศาล แต่ทีนี้ทางออกในเรื่องนี้ที่จะให้ คือเราก็ต้องคือแน่นอน สาเหตุหลักๆ ก็คือบวชโดยไม่เข้าใจ แต่ว่าเอาละ ถ้าบวชไปแล้ว หรือว่าอยากจะอยู่ในเพศบรรพชิตจริง จะไม่เกี่ยวกับเงินทอง คฤหัสถ์หรือว่าในทาง ผู้บริหารบ้านเมืองเราจะมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้างที่จะเป็นทางออก
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจละเอียด ผู้นั้นหรือพวกนั้นไม่ใช่ภิกษุ ต้องเข้าใจให้ชัดเจน อย่าไปหลงคิดว่าเป็นภิกษุ เพราะเหตุว่าพฤติกรรมทั้งหมดไม่ใช่เป็นการขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นพระศาสนาเสื่อมแน่จากการของผู้ที่หลงผิด คิดว่าการที่หลอกลวงชาวบ้าน หรือว่าการที่ไม่ประพฤติตามพระวินัยแล้วยังเป็นภิกษุ เพราะฉะนั้นพึงเข้าใจให้ทั่วกันได้ว่าบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ภิกษุ พระภิกษุขัดเกลากิเลส ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเงินทองเลยทั้งสิ้น เป็นเรื่องของความสงบจากอกุศลทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะต้องให้รู้ก่อนทั่วๆ กันใช่ไหมว่า ไม่ใช่ภิกษุ ใครก็ตามที่รับเงินและทอง ไม่ได้ประพฤติตามพระวินัย สามารถที่จะปลงอาบัติได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นบุคคลใดก็ตามสำนึก ไม่ใช่ได้มาแล้วยินดี การรับมาโทษตั้งแต่ที่รับ รับแล้วก็ยังยินดีต่อไปอีก ไม่ได้สละอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉันไม่ใช่ภิกษุ แต่ถ้ามีความสำนึก และรู้คุณของพระธรรม และคิดว่าจะศึกษาประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต โดยความเป็นภิกษุต่อไป ต้องปลงอาบัติ เพราะฉะนั้นการปลงอาบัติในเรื่องของเงินทองซึ่งเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ก็คือว่า มีการที่จะแสดงอาบัติตามพระวินัย
อ. วิชัย ก็ต้องสละเงินและทองนั้นที่ได้มาก่อน จึงจะแสดงอาบัติได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นให้กล่าวถึงบุคคลที่รับเงินและทองมาแล้ว เต็มบ้านเต็มเมือง ถูกต้องไหม ถูกต้อง ก็รับกันมาแล้ว อ้าวส่วนใหญ่ก็ได้ ใหญ่จนกระทั่งเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่รับ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรงจึงจะสามารถที่จะดำรงพระศาสนาไว้ได้ แต่ถ้าไม่ตรง มีการฝักใฝ่เอนเอียง หรือว่าไม่ตรง ไม่สามารถที่จะดำรงพระศาสนาได้เลย ด้วยเหตุนี้ต้องเข้าใจก่อนประการแรกว่า ภิกษุไม่มีเงินและทอง