ความเข้าใจคลายทุกข์


    ท่านอาจารย์ ทุกคำฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความจริงถึงที่สุด เมื่อมีความเข้าใจแล้ว การที่เราจะทุกข์ร้อน ก็ลดน้อยลงไปตามลำดับขั้นของปัญญา ตอนนี้เป็นคุณนิรันดร์ที่เป็นทุกข์ เป็นคุณนิรันดร์ที่ฟังธรรม แล้วก็ได้ยินคำว่า ธรรม ไม่ใช่เรา ได้ยิน แล้วก็จำได้ด้วย และก็พยายามทุกทาง ที่จะให้เป็นธรรมไม่ใช่เรา แต่ก็เป็นตัวคุณนิรันดร์ ที่กำลังพยายาม ไม่ใช้เข้าใจตัวพยายาม ว่าไม่ใช่คุณนิรันดร์ ทั้งหมดจะพยายามแม้เท่าไหร่ก็เป็นเรา จนกว่าจะไม่มีเรา หนทางที่จะเข้าใจธรรม ก็คือ เข้าใจคำว่าธรรมถ่องแท้ ละเอียดมั่นคง ลึกซึ้ง จนกระทั่งแม้แต่คำว่า ธรรม ก็สามารถที่จะรอบรู้ ที่จะทำให้ไปสู่การดับกิเลส ถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ต้องตามลำดับขั้น ถ้าเป็นธรรมไม่ใช่คุณนิรันดร์ ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ ใครทุกข์

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ตัวผมที่ทุกข์ แต่เป็นสภาพทุกข์ที่เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ แต่ขณะนั้น เป็นคุณนิรันดร์

    ผู้ฟัง เป็นผมแน่นอน

    ท่านอาจารย์ จนกว่าไม่ใช่นิรันดร์ เป็นแค่ทุกข์ซึ่งเกิดขึ้น ลักษณะของทุกข์นั้นใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเหตุว่า เกิดแล้ว ไปทำให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้ หมดไปแล้วไม่เกิดอีกก็ไม่ได้ คือ มีความเข้าใจจริงๆ ซึ่งไม่ใช่คุณนิรันดร์เข้าใจ ตราบใดที่ยังเป็นคุณนิรันดร์เข้าใจโน่น เข้าใจนี่ พยายามอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือว่า ไม่เข้าใจว่าเป็นธรรม เพียงคำเดียวว่า ธรรมต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนสามารถจะรู้ว่า แม้ขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏมีจริง นั่นคือ ความหมายของธรรม ไม่มีใครไปทำอะไรให้เกิดขึ้นเลย เห็นแล้ว กำลังเห็นใครทำ ไม่มีใครทำเลย พอได้ยินเกิดขึ้น ก่อนได้ยินไม่มีได้ยิน แล้วได้ยินก็เกิด แล้วได้ยินก็หมดไป กว่าจะถึงความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ก็จะต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ทุกคนหนีไม่พ้นความทุกข์ แต่ละคนมีความทุกข์ในลักษณะต่างๆ กัน คุณนิรันดร์กำลังคิดถึงเรื่องอย่างนี้ที่ทำให้เป็นทุกข์ อีกคนหนึ่งพ่อแม่อยู่โรงพยาบาล กำลังหายใจไม่ออกด้วยอะไรๆ ต่างๆ ความทุกข์ของเขาก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อีกทุกข์หนึ่งก็อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย ยากจน ทุกข์มากมาย ทั้งๆ ที่ตัวคุณนิรันดร์ไม่ได้ป่วยไข้ แต่ใจป่วย ไม่ได้เดือดร้อนเลยใช่ไหม

    ผู้ฟัง เพราะเขาก็ไม่ได้มาทำร้ายอะไรเลย

    ท่านอาจารย์ แต่ว่ากิเลสของเราต่างหาก จะรู้ได้เลยว่า ไม่มีใครทำร้ายใครได้เลย นอกจากกิเลสของคนนั้น ทุกข์เท่าไร เจ็บเท่าไหร่ ก็เพราะไม่รู้เท่านั้น ตามความเป็นจริง และให้รู้ว่า ใครก็ทำร้ายคุณนิรันดร์ไม่ได้ แต่กิเลสที่มี เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทำร้ายบุคคลนั้น แล้วแต่ว่าจะเป็นกิเลสประเภทใด เพราะฉะนั้น หนทางเดียว ยาวิเศษไม่มีใครสามารถที่จะให้คนไข้ได้เลย นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้เหตุของทุกข์ ว่าเพราะมีเรา ถ้าเป็นธรรมคุณนิรันดร์ไม่เดือดร้อนเลย ทุกข์เกิดแล้วดับไป ไม่ใช่คุณนิรันดร์ แต่ทุกข์เป็นเราก็เดือดร้อน เดี๋ยวนี้เดือดร้อนไหม

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยร้อน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น และขณะที่ทุกข์เกิดขึ้น ซึ่งทุกคนไม่อยากมีทุกข์ พอทุกข์เกิดก็เดือดร้อนไม่อยากมี แต่ปัญญาที่สามารถจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ถ้าเกิดขึ้นก็จะไม่หวั่นไหว แล้วก็รู้ด้วยว่า ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ขณะที่รู้ว่าเป็นธรรม ขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่ถ้ายังไม่ใช่ถึงระดับขั้นที่จะเข้าใจสภาพธรรมเดี๋ยวนั้นว่าไม่ใช่เรา ก็ยังมีความเป็นเรา จนกว่าจะหมดความเป็นเราในทุกอย่าง หนทางเดียว ใครก็ช่วยใครไม่ได้ นอกจากความเข้าใจธรรม ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ความเข้าใจยังไม่พอ ก็ยังต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ จนกว่าเดี๋ยวนี้เอง สิ่งที่กำลังปรากฏเข้าใจความเป็นธรรม ไม่ต้องไปกังวลเรื่องทุกข์ของเราเลย เพราะว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ถ้ามีความเข้าใจเดี๋ยวนี้ขณะนั้นก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เวลาที่ทุกข์เกิดขึ้น ก็มีปัจจัยพอที่จะรู้ว่านั่นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ลักษณะความรู้สึกที่เป็นทุกข์ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ใช่คุณนิรันดร์ แต่ตราบใดที่ยังยึดถือว่าเป็นคุณนิรันดร์ กิเลสนั้นทำร้ายคนที่ยึดถือสิ่งที่ไม่ใช่เราว่าเป็นเรา คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เป็นคำจริงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นคำจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จริงยิ่งขึ้นได้ ไม่มีทางอื่นเลยนอกจากเข้าใจธรรม เข้าใจว่าไม่ใช่เรา เพราะเป็นธรรม ก็เข้าใจในธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ ๆ เห็นขณะนี้ไม่ใช่ความรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะไม่มีปัจจัยที่ทุกข์จะเกิด ทุกข์ก็เกิดไม่ได้ แต่มีปัจจัยเห็นจะเกิด กำลังเห็นเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำอะไร ผลทุกอย่างต้องมาจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุที่จะให้ผลนั้นเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตราบใดที่มีกิเลส คุณนิรันดร์ก็ต้องเป็นทุกข์ ทุกๆ ชาติ ชาติก่อนอาจจะมีทุกข์ยิ่งกว่าชาตินี้ก็ได้ แต่หมดแล้ว ชาตินี้ก็หมดแล้ว กำลังหมด และก็มีอีก และก็หมดอีก และก็มีอีก และก็หมดอีก จะมากจะน้อยอย่างไร ก็คือว่า ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะทุกข์น้อยลง เมื่อรู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมที่เป็นขั้นต้น ต้องไม่ลืมว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คำนี้ถ้ามั่นคง จะไม่ไปทางที่ผิด มีสุขแล้วก็มีทุกข์ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ มีทุกข์แล้วก็มีสุข อยากได้อะไร

    ผู้ฟัง อยากได้สุข

    ท่านอาจารย์ ก็อยากได้ อยากได้นั่นแหละ ตัวทุกข์

    ผู้ฟัง ถ้าเป็นอย่างนี้ ชีวิตก็จะเป็นไปได้สังสารวัฎไม่จบไม่สิ้น

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางจบ ตราบใดที่ไม่รู้ ไม่รู้มานานเท่าไหร่ แสนโกฏกัป ข้างหน้าอีกนานเท่าไหร่ที่ไม่รู้ ไม่มีทางจบได้ เพราะยังมีเหตุที่จะให้เกิดก็ต้องเกิด เพราะฉะนั้น โลภะความติดข้อง เพราะความไม่รู้ เป็นเหตุของสภาพธรรมที่จะต้องเกิดต่อไป


    หมายเลข 11729
    25 มี.ค. 2569