Print 
การตาย จิตสุดท้าย ก่อนตาย....(สมาชิกใหม่ครับ เพิ่งเริ่มสนใจ ธรรม )
 
ศุภชัย
วันที่  22 ธ.ค. 2555
หมายเลข  22215
อ่าน  9,823

รบกวน อธิบายเรื่อง การตาย จิตสุดท้ายก่อนตาย 
ผมงง ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าด้วย ถ้าผมเข้าใจไม่ถูก ผมอาจเอาไปใช้ตอน ตายแบบผิดๆมีคนบอกว่า การตาย
step 1---->  ร่างกายตายก่อน คือ ลมหายใจสุดท้าย  แต่จิตยังไม่ตาย
step 2-----> จิตเริ่มตาย ต้องทำจิตอย่างไร ขณะนั้นครับ

1.ทั้งหมดนี้ ผมเข้าใจถูกหรือเปล่า ว่าเป็น step แบบ นี้ ?
2.ตายแบบกระทันหัน จิตจะทำไรทัน หรอครับ ?
3.คนที่ทำความเลวมาตลอดชีวิต แต่เข้าใจเรื่อง การตาย ว่าจะต้องทำไงในจิตสุดท้ายก่อนตาย ก็ดีกว่าคนที่ทำบุญตลอด แต่ไม่เข้าเรื่องการตายซิครับ ...แล้ว อย่างนี้มันยุติธรรม หรอ
4.ผมจะต้องทำอย่างไร ตอนที่รู้ว่าจะตายแล้ว

ขอบคุณครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 08:13 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
จากคำถามที่ว่า
step 1---->  ร่างกายตายก่อน คือ ลมหายใจสุดท้าย  แต่ จิต ยังไม่ตาย
step2-----> จิต เริ่มตาย ต้องทำจิตอย่างไร ขณะนั้น ครับ
1.ทั้งหมดนี้ ผมเข้าใจ ถูกหรือเปล่า ว่าเป็น step แบบ นี้ ?
-----------------------------------------------------------

- ควรเข้าใจ ความจริงของสภาพธรรมว่า ความจริงที่เกิดขึ้นและดับไป คือ จิต เจตสิกและรูป เพราะฉะนั้น ร่างกาย ก็คือ การประชุมรวมกันของ จิต เจตสิก และรูปที่เกิดขึ้นและดับไป ซึ่ง ขณะที่สมมติว่าเกิด ขณะนั้น เรียกว่า ปฏิสนธิจิต คือ จิต เจตสิกเกิดขึ้นและ ก็มีรูปที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันในขณะนั้น ส่วน ขณะที่ตาย ที่สมมติว่าตาย คือ ขณะที่จุติจิตเกิดขึ้น ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ และ เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังเป็นปัจจัยให้เกิดอีก คือ ปฏิสนธิจิตเกิดต่ออีก และก็เป็นปัจจัยให้รูปใหม่เกิดขึ้น ที่จะสมมติว่าเป็นรูปร่างกายด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็น จิตเจตสิกและรูป ล้วนแล้วแต่จะต้องเกิดขึ้นและดับไป หรือ ใช้คำว่า เกิดแล้วตาย เป็นธรรมดาทั้งสิ้น ไม่มีสภาพธรรมอะไรที่ไม่ตาย คือ เที่ยงเลย แม้แต่จิต ครับ อย่างเช่นจิตขณะนี้ที่เกิดขึ้น จิตเห็น เมื่อจิตเห็นมี ก็แสดงว่ากำลังเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องดับไป คือ ตายด้วย ไม่เที่ยงเลย และ จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นและก็ดับไปตายไปอีก แต่ละขณะ ครับ เพราะฉะนั้น ขณะที่ตายโดยสมมติ คือ จุติจิตเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องดับไปแล้วก็จิตดวงใหม่ คือ ปฏิสนธิจิตเกิด คือ เกิดในภพภูมิใหม่ เป็นเทวดา เป็นต้น ซึ่งจิตที่จุติจิตทำกิจตายไป ก็ตายไปแล้ว ไม่เที่ยง และจิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นอีก ครับรวมความสรุปว่า จิต เจตสิกที่เกิดขึ้น ที่สมมติว่าเป็น เรา เป็นสัตว์บุคคล ไม่ใช่มีเพียงจิตเดียว แล้วย้ายร่างไปอยู่ในคนใหม่ อะไรอย่างนี้ไม่ใช่ ครับ เพียงแต่ว่า จิตมีหลายดวง และเกิดขึ้นและดับไปมากมาย จิตจึงไม่เที่ยง และ รูปก็ไม่เที่ยง เกิดดับเพียงแต่ไม่รู้เท่านั้น ครับ

2.ตายแบบ กระทันหัน จิตจะทำไรทัน หรอครับ ?
  - ในความป็นจริง สภาพธรรม คือ จิต เจตสิก เกิดขึ้นและดับไปรวดเร็วมาก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ช่วงเวลาลัดนิ้วมือเดียว คือ ดีดนิ้ว 1 ครั้ง จิตเกิดดับเป็นแสนล้านครั้งแล้ว นับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น ขณะที่ตายกระทันหัน ขณะก่อนตายนั้นก็ยังจะต้องมีการคิดนึก ขณะคิดนึกก็เป็นจิตแล้ว มีการเห็นก็เป็นจิตอีกมีการรู้สึกเจ็บ ก็เป็นจิตอีก รวมความว่า เพียงช่วงเวลานิดเดียว 1 วินาที จิตเกิดขึ้นและดับไปนับไม่ถ้วนเลย ครับ และ เมื่อถึงคราวที่ตาย ก็เกิดจิต คือ จุติเกิดขึ้น ครับ
***********************************

3.คนที่ทำความเลว มาตลอด ชีวิต แต่ เข้าใจ เรื่อง การตาย ว่า จะต้องทำไง ในจิตสุดท้าย ก่อนตาย ก็ ดี กว่าคนที่ทำบุญตลอด แต่ไม่เข้า เรื่องการตาย ซิครับ... แล้ว อย่างนี้มันยุติธรรม หรอ
  - กรรมยุติธรรมเสมอ ครับ เพียงแต่ว่า จะต้องเข้าใจว่าแล้วแต่เหตุปัจจัยว่า กรรมใดจะให้ผล และ มีระยะเวลาของการให้ผลของกรรมด้วย อย่างเช่น คนที่ทำกรรมชั่วมาตลอด แต่สุดท้ายเกิดจิตที่เป็นกุศลก่อนตาย ก็ไปเกิดในภพภูมิที่ดี นี่แสดงถึงความยุติธรรมของกรรมว่า กรรมดีให้ผลในสิ่งที่ดี คือ เพราะกุศลกรรมกิดขึ้นก่อนตาย เป็นปัจจัยให้กุศลกรรมในกาลก่อนที่ทำ ทำให้เกิดในภพภูมิที่ดี ยุติธรรมเพราะ กรรมดีย่อมให้ผลที่ดี ซึ่งเราจะเอากรรมชั่วที่เคยทำมาในชาติปัจจุบันมาปนไม่ได้ เพราะยังไม่ให้ผล แต่ คนเราไม่ใช่มีเพียงชาตินี้ชาติเดียว มีชาติก่อนๆ มีการทำกรรมในกาลก่อนด้วย ครับ ซึ่ง ก็เคยทำกรรมดี กรรมดีก็ให้ผลก่อนตาย แม้ชาตินี้จะทำกรรมชั่วก็ตาม ส่วนกรรมชั่วที่ทำชาตินี้ ยังไม่ให้ผล ต่อเมื่อใด กรรมชั่วให้ผล อาจจะเป็นชาติถัดๆไป ก็จะต้องไปอบาย ตกนรก เป็นต้น ซึ่งชาตินั้น ในชาติข้างหน้า อาจจะทำกรรมดีมากในชาตินั้น แต่กรรมชั่วให้ผลก็ได้ ครับ นี่คือ ความยุติธรรมของกรรม และ มีกาลเวลาของกรรมที่จะให้ผลด้วย ครับ ไม่ใช่ว่าทำกรรมชาตินี้ จะให้ผลชาตินี้ ครับ
************************************

4.ผมจะต้อง ทำ อย่างไร ตอน ที่รู้ว่าจะตายแล้ว
  - ไม่มีใครที่รู้ว่าตนเองจะตายเมื่อไหร่เลย เพราะ เป็นเรื่องของผลของกรรม หากทำได้ ทุกคนก็จะต้องไม่เกิดในอบายภูมิ มี นรก เป็นต้นเลย ครับ  เพราะฉะนั้น สำคัญที่ยังไม่ตาย ในขณะนี้ ก็ทำความดีเท่าที่ทำได้ ตามกำลังของปัญญา ซึ่งความดีสะสมไปไม่หายไปไหนคือ ต้องให้ผล แต่ไม่รู้ว่าชาติไหน ส่วนเมื่อจะตาย กรรมใดจะให้ผลก็แล้วแต่ เพราะเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ครับ ทำความดี เพราะเป็นความดี ไม่ใช่เพื่อหวังให้ได้สิ่งที่ดี ครับ
ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ศุภชัย
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 10:14 น.

ขอบคุณ มากครับที่อธิบาย
มีข้อสงสัยเรื่องกรรม ที่อธิบายว่า ส่งผลมาจากชาติก่อนๆ นิดนึงครับ
1.กรรมส่งผลมาจากชาติก่อน แล้วการเริ่มต้นของชาติแรกของเราเอากรรมของ ชาติไหนมาครับ
2.ถ้าหมดสิ้นโลกไปจะไปชดใช้กรรมในชาติไหน ถ้าจิตใจยังมีกิเลส ส่งผลให้เกิดเป็น มนุษย์อีก แต่ไม่มีโลกให้อยู่ และชดใช้กรรมนั้นแล้ว
ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 11:09 น.

เรียนความเห็นที่ 2 ครับ
1.กรรมส่งผลมาจาก ชาติ ก่อน แล้ว การเริ่มต้น ของชาติ แรกของเรา เอา กรรมของชาติไหนมา ครับการเริ่มต้นของชาติใหม่ ก็ยังมีผลของกรรมเกิดขึ้น คือ ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นลิ้มรส รู้กระทบสัมผัส ซึ่งในความเป็นจริง เราทำกรรมมาในอดีตชาติไม่ใช่กรรมเดียวแต่ทำกรรมมามากมาย นับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น จึงมีกรรมอื่นๆอีกมากมาย ที่พร้อมจะให้ผล เพราะการเกิดใหม่ เป็นผลของกรรมเพียงกรรมเดียว แต่ก็มีกรรมอื่นๆ พร้อมจะให้ผลหลังจากเกิดใหม่แล้วครับ

2.ถ้าหมดสิ้นโลกไป จะไปชดใช้กรรม ในชาติไหน ถ้าจิตใจยัง มีกิเลส ส่งผลให้เกิดเป็น มนุษย์ อีก แต่ไม่มีโลกให้อยู่ และ ชดใช้ กรรม นั้นแล้ว แม้หมดสิ้นโลกนี้ไป ก็ยังมีโลกอื่น ที่ไม่ใช่โลกใบนี้ ในจักรวาลอื่นๆ ก็สามารถเกิดเป็นมนุษย์ที่โลกอื่นก็ได้ และ แม้จักรวาลจะทำลายไป แต่ก็ยังมีภพภูมิที่ไม่ถูกทำลายมี พรหมโลก เป็นต้น ก็สามารถเกิดในภพภูมินั้นก็ได้ ครับ ตราบใดที่ยังมีกิเลสก็ยังต้องเกิดในภพภูมิใด ภพภูมิหนึ่ง ตามสมควรแก่กรรม ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 17:18 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ตราบใดก็ตามที่จุติจิตยังไม่เกิดขึ้น  ก็ตายไม่ได้  แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เ่กิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เมื่อไม่ได้ฟังพระธรรมให้เข้าใจตามความเป็นจริง ก็ย่อมไม่สามารถจะเข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริงได้เลย  ก็มากไปด้วยความตรึกนึกคิดเอาเอง  ซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริงเลย

     เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า จุติจิตจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็ต้องเกิดแน่ ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เกิดมาแล้วก็จะต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีเว้นเลย  สิ่งสำคัญที่ควรจะได้พิจารณา คือ จะตายไปพร้อมกับความไม่รู้ มากไปด้วยความติดข้อง  ความโกรธความขุ่นเคืองใจ ความริษยา ตลอดจนถึงความไม่ดีประการต่าง ๆ มากมาย หรือจะตายไปพร้อมกับความรู้ที่ค่อย ๆ เจริญขึ้น จากการได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ควรที่จะเป็นผู้มีชีวิตอยู่เพื่ออบรมเจริญปัญญาและสะสมกุศล ต่อไป ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 17:28 น.

จิตดวงนี้ไม่ใช่จิตดวงก่อน และไม่ใช่จิตอนาคต เพราะจิตเกิดดับทุกขณะไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดใหม่ก็เป็นคนใหม่ ไม่ใช่คนเก่า และไม่ใช่จิตดวงเก่า และรูปร่างหน้าตา ก็เปลี่ยนไปตามกรรม ก็มีแต่กิเลสที่เราสะสมทั้งที่ดีและไม่ดีที่จะติดตามไปในภพหน้า เพราะยังมีกิเลส จึงยังต้องเกิด ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ศุภชัย
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 20:26 น.

ถ้าเป็นอย่างนั้นคนในทุกๆศาสนา ก็จะเป็นแบบนี้ ทุกคนใช่ไหมครับ  หลักเกณฑ์ของ ศาสนาอื่น ก็ไม่เป็นความจริงหรอครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 22:06 น.

เรียนความเห็นที่ 6 ครับ
สัจจะ ความจริงไม่เปลี่ยนแปลง ครับ ไม่ว่าจะเป็นยุคใด สมัยใด หรือ จะบัญญัติ
สมมติว่าศาสนาใด ความจริงก็ต้องเป็นอย่างนั้น ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 24 ธ.ค. 2555 09:00 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ekasaks
วันที่ 25 ธ.ค. 2555 13:36 น.

หากท่านใดไม่มีศรัทธาในศาสนาใดๆเลย แล้วจะเชื่อในศาสนาใดได้ การจะนับถือศาสนาใดนั้นสิ่งแรกที่ต้องมีคือความศรัทธา แล้วจึงศึกษาคำสอนของพระศาสดาองค์นั้นๆ เช่นศาสนาพุทธหากเข้ามาแล้วก็ต้องใช้เวลาศึกษากันไม่ใช่น้อยถึงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ไม่มีทางจะเข้าใจได้โดยการตั้งคำถามไม่กี่คำแล้วสรุปเลยว่า ศาสนาใดดีหรือไม่ดี สอนถูกหรือผิด อยากรู้ต้องลองเข้าไปศึกษาดูแล้วจะรู้ด้วยตัวเอง ดั่งเช่นการทำการได้สำเร็จหากทำตัวตนเองจะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
เซจาน้อย
วันที่ 28 ธ.ค. 2555 19:52 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
"ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาไม่มีสัตว์,ไม่มีบุคคล,ไม่มีตัวตน" "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ตนในที่นี้หมายถึงปัญญานั่นเองครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม อ.คำปั่นและทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ศุภชัย
วันที่ 31 ธ.ค. 2555 21:56 น.

ผมลอง อ่าน คำตอบเรื่อง กรรม อีกหลายครั้ง ยังสงสัยต่อ ไปอีกว่า

1.ศาสนาพุทธ สอนให้เชื่อเรื่องกรรมเก่า ในอดีตชาติ ด้วยหรือครับ โดยส่งผลมายังชาตินี้อยู่ ในเล่มไหนครับ จะไปหาอ่านดู  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ชาตินี้ ผมก็ไม่ต้องทำอะไร แล้วซิรอผลกรรมชาติที่แล้ว ตอบสนอง,,, และถ้าบอกผมว่าให้ผมทำดีในชาตินี้ เพื่อรอผล ตอบสนองในชาติหน้าๆ ผมก็จำไม่ได้ แล้ว ว่าชาตินี้เป็นใคร ทำไร ไว้.. ชาตินี้ยังจำชาติที่แล้วไม่ได้เลย เรื่องแบบ นี้ศาสนาพุทธ สอนไว้ด้วยหรือครับ... หลักการแบบนี้ เหมือน พวกลัทธินอกศาสนา ชื่อลัทธิ เชื่อกรรมเก่า เลย

2.พระไตรปิฏก มีการแก้ไข มาหลายครั้งหรือเปล่า โดยแต่งเติมเข้าไปเพื่อ ให้สู้ ศาสนาอื่นได้ในช่วง การแข่งขัน เผยแพร่ ข้อความต่างจะถูกแก้ไขจากเดิมหรือเปล่า จากความรู้ของ พระที่แก้ไข ถูกผิด เชื่อได้อย่างไรผมเคยได้ยิน คำว่า ถ้ามีปัญหาไรขึ้น ถกเถียงกัน อันไหน ดับทุกข์ ไม่ได้ อันนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน

3.คำว่าศรัทธา ผมจะต้อง ศึกษา หลักคำสอนให้เห็นจริง ซะส่วน หนึ่งก่อน แล้วผมจึงจะศรัทธาไม่ใช่หรือ หรือจะให้ผมศรัทธา แบบ ไม่ลืมหูลืมตาไปก่อน แล้วมาศึกษาหลักคำสอน... โดยไม่ใช้ปัญญา ก่อน จะ ศรัทธา

4.เรื่องที่บอกว่า โลกอื่น (อาจเป็นความคิดแบบเด็กๆ หน่อย นะครับ)... มันอยู่ ตรงไหนหรือครับ ในพระไตรปิฏก บอกไว้หรือครับ แล้วสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้แบบนี้ ผมจะต้องเชื่อเลยใช่ไหมครับ ใครจะมีประสบการณ์ ไปมาบ้าง แล้วจะเชื่อ คนที่ไปมาแล้ว หรือบอกกับผมว่ามีจริงได้ อย่างไร เรื่องที่พิสูจน์ ไม่ได้แบบนี้ หรือ ให้เชื่อ กันไปเถอะ เขาก็เชื่อกันมาตั้งนาน ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ พิสูจน์ ได้ แบบ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หรือ ครับ ไม่ใช่ศาสนาอื่น ที่ให้ทำตาม เท่านั้น ไม่ทำตามผิด ศาสนา

5.อีกอย่างที่งง ที่บอกว่า ทุกอย่าง ไม่เที่ยง แล้วนิพพาน ไม่เที่ยงด้วยหรือเปล่าครับ ถ้านิพพาน ไม่เที่ยง ก็เกิดเป็นคนอีกซิครับ ( นิพพาน ย่อม ไม่เกิดแล้วไม่ใช่ หรอ ) ช่วยอธิบาย ยกตัวอย่าง และเหตุผลด้วยครับ เรื่อง ทุกอย่างไม่เที่ยง ขัดแย้ง กัน อย่างไรกับนิพพาน  ผม คนธรรมดา ครับ ไม่ใช่พระ เพียงแต่ สงสัย ว่า อะไรจริงไม่จริง เพื่อให้เกิด คำว่า ศรัทธา แก่ตน อย่าให้คำตอบ ผม แค่เพียงคำว่า ก็ต้องไปศึกษาธรรม ซะ จะได้รู้  ทำด้วยตัวเองบ้าง พวกท่านเป็นที่พึ่งของพวกผม หน้าที่ท่านเป็นผู้เผยแพร่ศาสนา นะครับ ทำให้ ผมกระจ่างหน่อยครับ

ขออภัยด้วย ถ้า ทำสิ่งใดๆ ผิดไป  อย่าทำลาย ความหวัง อันเล็กน้อยของผม เพราะมันอาจเป็นความหวังสุดท้าย ของการเข้าใจ ศาสนาพุทธ

ขอบคุณครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 2 ม.ค. 2556 10:34 น.

เรียนความเห็นที่ ๑๒ ครับ

1.ศาสนาพุทธ สอนให้เชื่อเรื่องกรรมเก่า ในอดีตชาติ ด้วยหรือครับ โดยส่งผลมายังชาตินี้ อยู่ ในเล่มไหนครับ จะไปหาอ่านดู 

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ชาตินี้ผมก็ไม่ต้องทำอะไร แล้วซิ รอผลกรรม ชาติที่แล้ว ตอบสนอง,,, และถ้าบอกผมว่าให้ผมทำดีในชาตินี้ เพื่อรอผล ตอบสนองใน ชาติหน้าๆ ผมก็จำไม่ได้ แล้ว ว่าชาตินี้เป็นใคร ทำอะไร ไว้... ชาตินี้ยังจำชาติที่แล้วไม่ได้เลย เรื่องแบบ นี้ ศาสนาพุทธ สอนไว้ด้วยหรือครับ ...หลักการแบบนี้ เหมือน พวกลัทธินอกศาสนา ชื่อลัทธิ เชื่อกรรมเก่า เลย
ลองคลิ๊กอ่านกระทู้นี้ ค่อย ๆ อ่าน ฟัง และทำความเข้าใจนะครับ
เกี่ยวกับกรรมครับ
เข้าใจให้ชัดเจนเรื่องกรรมและผลของกรรม

2.พระไตรปิฏก มีการแก้ไข มาหลายครั้งหรือเปล่า โดยแต่งเติมเข้าไปเพื่อให้สู้ศาสนาอื่นได้ ในช่วงการแข่งขัน เผยแพร่ ข้อความต่างจะถูกแก้ไขจากเดิมหรือเปล่า จากความรู้ของ พระที่แก้ไข ถูกผิด เชื่อได้อย่างไร

ผมเคยได้ยิน คำว่า ถ้ามีปัญหาไรขึ้น ถกเถียงกัน อันไหนดับทุกข์ไม่ได้  อันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ พระพุทธเจ้าสอน

การศึกษาพระธรรมโดยละเอียดแล้ว จะเข้าใจได้ชัดเจนเลยครับว่า จะไม่มีการแข่งขันกัน สู้กัน เผยแพร่ ศาสนา อย่างที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไป ลองอ่านกระทู้นี้นะครั
พระไตรปิฎก _ เรื่องจริง
ประวัติการสังคายนาพระไตรปิฎก
มีชาวพุทธบางส่วนมักกล่าวว่าพระไตรปิฎกไม่ใช่พุทธพจน์ ๑๐๐ เปอร์เซนต์

3.คำว่าศรัทธา ผมจะต้องศึกษา หลักคำสอนให้เห็นจริง ซะส่วนหนึ่งก่อน แล้วผมจึงจะ ศรัทธาไม่ใช่หรือ หรือจะให้ผมศรัทธา แบบไม่ลืมหูลืมตาไปก่อน แล้วมาศึกษาหลักคำสอน ...โดยไม่ใช้ปัญญา ก่อน จะ ศรัทธา

ถูกต้องที่สุดครับ ต้องศึกษาก่อน สอดคล้องกับกระทู้นี้ครับ
กาลามสูตร ๑๐
ศรัทธา และ ความเลื่อมใส

4.เรื่องที่บอกว่า โลกอื่น (อาจเป็นความคิดแบบเด็กๆ หน่อย นะครับ)...มันอยู่ตรงไหน หรือครับ ในพระไตรปิฏก บอกไว้หรือครับ แล้วสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้แบบนี้ ผมจะต้องเชื่อเลยใช่ไหมครับ ใครจะมีประสบการณ์ไปมาบ้าง แล้วจะเชื่อ คนที่ไปมาแล้ว หรือบอกกับผมว่ามีจริงได้ อย่างไร เรื่องที่พิสูจน์ ไม่ได้แบบนี้ หรือ ให้เชื่อกันไปเถอะ เขาก็เชื่อ กันมาตั้งนาน ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่พิสูจน์ ได้แบบ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่ศาสนาอื่น ที่ให้ทำตามเท่านั้น ไม่ทำตามผิดศาสนา
ลองคล๊ิกอ่านกระทู้นี้ครับ
ชาติหน้า
ชาตินี้ ชาติหน้า

5.อีกอย่างที่งง ที่บอกว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง แล้วนิพพานไม่เที่ยงด้วยหรือเปล่า ครับ ถ้านิพพานไม่เที่ยง ก็เกิดเป็นคนอีกซิครับ ( นิพพาน ย่อม ไม่เกิดแล้วไม่ใช่ หรอ ) ช่วย อธิบาย ยกตัวอย่าง และเหตุผลด้วยครับ เรื่อง ทุกอย่างไม่เที่ยง ขัดแย้งกันอย่างไรกับ นิพพาน

ท่านกล่าวไว้ชัดเจนนะครับว่า นิิพพาน เที่ยง เป็นสุข และเป็นอนัตตา
จะทราบได้อย่างไรว่านิพพานมีจริง
นิพพานไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ผลอย่างไร?

อย่าทำลาย ความหวัง อันเล็กน้อย ของ ผม เพราะมันอาจเป็นความหวังสุดท้าย ของการ เข้าใจ ศาสนาพุทธ

คุณศุภชัยกล่าวเสมือนว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น ? ผมคิดว่าถ้าเรามีเหตุมีผลจริง ๆ แล้ว การศึกษาพระธรรมสามารถที่จะเข้าใจได้อย่างแน่นอน แต่ต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป นะครับ การที่หวังจะให้เข้าใจโดยเร็ว รู้ทั้งหมดโดยเร็ว ย่อมเป็นเหตุที่ทำให้หมดหวังนะครับ

ขอคำแนะนำหน่อยครับ ที่จะ...
ขออนุโมทนากับคุณศุภชัยที่มีความสนใจในการศึกษาพระธรรมร่วมกันนะครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
paderm
paderm
วันที่ 2 ม.ค. 2556 10:48 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
สิริพรรณ
วันที่ 13 ก.ค. 2557 13:50 น.

เป็นกระทู้ที่น่าสนใจ และเห็นคุณค่าของการศึกษาพระธรรม  ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่มีเมตตาอธิบายยิ่งเห็นจริงว่า เวลาที่เหลือชาตินี้ต้องศึกษาให้มากเข้าไว้เพราะชาติต่อๆไป จะมีความสงสัยอย่างไร หรือจะได้มีผู้ชี้แนะหรือไม่
กราบขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
asiaboilerworks
asiaboilerworks
วันที่ 30 มิ.ย. 2559 20:55 น.

เป็นไปตามกาลเวลา.

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ