Print 
เวลานอนหลับฝันนั้น ก่อกรรม สร้างกรรม ได้หรือไม่ครับ
 
govit2553
วันที่  23 ธ.ค. 2555
หมายเลข  22219
อ่าน  2,304

ไม่พูดถึงตอนหลับสนิทไม่ฝันนะครับ .... คือตอนนั้น รับกรรมลูกเดียว คือเป็นวิบากจิตแต่ถามถึงตอนที่ นอนหลับไม่สนิท เช่นฝันไปเรื่อยๆ ช่วงที่ฝันไปเรื่อยๆ .... ก่อเกิดกรรม ได้หรือไม่ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 17:50 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     สภาพธรรม เป็นจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น  ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นไปได้  ความเข้าใจพระธรรมก็ต้องค่อย ๆ สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย  ซึ่งจะขาดการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมไม่ได้เลยทีเดียว

    ขณะที่กำลังฝัน  ไม่พ้นไปจากนามธรรม คือ  จิตและเจตสิก ที่ฝัน  และขณะที่ฝันต้องไม่ใช่ขณะที่หลับสนิท  เพราะถ้าเป็นขณะที่หลับสนิท  จิตเป็นภวังค์ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ จิตไม่ได้เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางใดทางหนึ่งใน ๖ ทาง จึงไม่ฝัน  เพราะในขณะที่ฝัน  ต้องเป็นวิถีจิต(จิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์์ทางหนึ่งทางใด ใน ๖ ทาง)แต่ไม่ใช่วิถีจิตทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย แต่เป็นวิถีจิตทางใจ เท่านั้น ที่ฝัน  เป็นกุศล บ้าง เป็นอกุศล บ้าง  ตามการสะสม  ซึ่งขณะที่กำลังฝันนั้น  เป็นการคิดนึกถึงเรื่องบัญญัติของสิ่งที่เคยเห็น  เคยได้ยิน  เคยได้กลิ่น  เป็นต้น นั่นเอง  ในขณะที่ฝัน  จิต เจตสิก เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  ไม่มีเราที่ฝัน  ซึ่งเป็นความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมเท่านั้น  ส่วน  เรื่องราวที่ฝัน ไม่มีจริง  

     ควรที่จะได้เข้าใจว่า  ขณะที่หลับสนิท  จะไม่ฝัน  เพราะขณะที่หลับสนิทนั้น เป็นภวังคจิต  จิตเกิดขึ้นดำรงภพชาิติความเป็นบุคคลนี้ไว้  เป็นการรับผลของกรรม เพราะเป็นวิบากจิต  แต่ถ้าเกิดฝันขึ้น  ขณะนั้น ไม่ใช่วิบากจิตแล้ว  ไม่ใช่การรับผลของกรรม  แต่เป็นกุศลจิต หรือ อกุศลจิต ที่ฝัน  เป็นการสะสมกุศล หรือ อกุศลต่อไป  ซึ่งก็แล้วแต่กำลังของกุศลหรืออกุศลในขณะนั้น ว่าจะมีมากแค่ไหน  เป็นไปตามการสะสมของแต่ละบุคคลจริง ๆ ซึ่งถ้ามีกำลัง ก็สามารถที่จะเป็นเหตุให้เกิดวิบากในภายหน้าได้  เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ของใครเลยจริง ๆ ตราบใดที่ยังมีกิเลส  ก็ยังต้องฝัน  ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย  จากการที่เห็น เคยได้ยิน  เคยจำได้  ก็ทำให้ฝัน ซึ่งเป็นความคิดนึกทางใจ เป็นไปด้วยอำนาจของกุศลบ้าง  อกุศลบ้าง  บุคคลที่ไม่ฝันเลย  คือ พระอรหันต์ เพราะดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้นแล้ว ไม่มีทั้งกุศลและอกุศลเกิดขึ้นอีกเลย  ครับ 

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 18:03 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ควรเข้าใจครับว่า สิ่งที่มีจริงคือสภาพธรรมทีเป็นามธรรมและรูปธรรม คือ จิต เจตสิกรูป ขณะฝันก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมเช่นกัน  ขณะฝัน  ขณะนั้นก็เป็นจิต  จิตที่คิดนึกในเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นอาศัย สัญญา ความจำ  จำในสิ่งต่างๆและเมื่อมีความจำ ก็มีการคิดนึกในสิ่งที่จำมาในชีวิตประจำวันหรือในอดีตที่เคยเห็น  ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สิ่งกระทบสัมผัส และเมื่อมีการเห็น ได้ยินสิ่งต่างๆในอดีตแล้ว ขณะนั้นก็ต้องมีการจำด้วยจำในสิ่งต่างๆที่่ๆได้เห็น ได้ยิน และก็มีการคิดนึกถึงเรื่องที่เห็น ที่ได้ยินที่ได้จำมาครับเพราะฉะนั้น ขณะที่ฝันก็เป็นการคิดนึกคือจิตที่คิดนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เคยเห็น  เคยได้ยินมา เป็นต้น จากคำถามที่ว่า

ช่วงที่ฝันไปเรื่อยๆ  ...... ก่อเกิดกรรม ได้หรือไม่
    ซึ่งขณะที่ฝัน คือ จิตที่คิดทางมโนทวาร ซึ่งก็เป็นกุศลจิตบ้าง อกุศลจิตบ้าง ซึ่งไม่เป็นกรรม โดยนัยที่เป็นกรรมบถ ที่จะทำให้มีผล คือ เกิดวิบากทำให้ไปอบายภูมิหรือ เกิดในสวรรค์ เพราะ กุศลจิต อกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะที่ฝัน ยกตัวอย่างเช่นฝันว่าให้ทาน เกิดกุศลจิตในขณะนั้น แต่ไม่เป็นกรรมที่เป็นกรรมบถที่จะทำให้เกิดผลคือ ความสุข เกิดในสวรรค์ เพราะ ในความเป็นจริง ไม่ได้มีวัตถุที่จะให้จริงๆ เพียงคิดนึกว่าได้ให้ทาน ไม่ได้มีผู้รับจริงๆ เพียงแต่คิดนึกว่าได้ให้กับผู้รับ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเพียงการคิดนึกว่าได้ให้ทาน เป็นกุศลจิต สะสมเป็นอุปนิสัยที่จะให้ แต่ไม่เป็นกรรม ที่จะทำให้เกิดผลเป็นวิบาก ครับ โดยนัยตรงกันข้ามในฝ่ายอกุศล เช่น ฝันว่าฆ่าสัตว์ ขณะนั้นเป็นอกุศลจิต แต่ไม่ไ้ด้เป็นอกุศลกรรมที่จะทำให้มีการให้ผล ทำให้เกิดวิบาก มีการตกนรก เพราะ ไม่ได้ฆ่าสัตว์จริงๆ เพราะ ไม่ได้มีสัตว์จริงๆให้ฆ่าในขณะนั้น แต่เป็นเพียงความคิดนึกว่า ได้ฆ่าสัตว์ ครับ 

สรุปได้ว่า ความฝัีนที่เป็นกุศลจิต อกุศลจิตที่เกิดขึ้น ไม่เป็นกรรมที่จะทำให้เกิดวิบาก เกิดผลของกรรม ตามเหตุผลที่กล่าวมา ขออนุโมทนา ครับ

 พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒  หน้า 643
     ข้อความบางตอน ...ชื่อว่าการนอนหลับของบุคคล  เพราะความเกลื่อนกล่นแล้วด้วยกุศลจิตเป็นต้นซึ่งเป็นไปรวดเร็วบ่อย ๆ อันใดก็ฉันนั้น. การข้ามไปจากภวังค์บ่อย ๆ เพราะความเป็นไปของการหลับอันใด  การประกอบด้วยการหลับนั้น  ย่อมเห็นสุบินเพราะเหตุนั้นการฝันนี้ ย่อมเป็นกุศลบ้าง  อกุศลบ้าง  เป็นอัพยากตะบ้าง.  ในการฝันเหล่านั้น  เมื่อบุคคลฝันว่าทำการไหว้พระเจดีย์  การฟังธรรม  การแสดงธรรมเป็นต้น  ย่อมเป็นกุศล  เมื่อฝันว่าทำปาณาติบาตเป็นต้น  ย่อมเป็นอกุศลพ้นจากจิตทั้งสองนี้  ในขณะแห่งอาวัชชนะและตทารัมมณะ  พึงทราบว่าเป็นอัพยากตะ. แม้ในเวลาที่กล่าวว่า  สิ่งนี้เราเห็นแล้ว  สิ่งนี้เราได้ยินแล้ว  สิ่งที่ปรากฏแล้วนั่นแหละ  ก็เป็นอัพยากตะเช่นกัน. ..

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 24 ธ.ค. 2555 07:37 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์คำปั่น อาจารย์ผเดิม และทุก ๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
govit2553
วันที่ 24 ธ.ค. 2555 18:12 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pamali
วันที่ 25 ธ.ค. 2555 17:48 น.
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
เซจาน้อย
วันที่ 25 ธ.ค. 2555 19:35 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์คำปั่น อาจารย์ผเดิม และทุก ๆ ท่านครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ