Loading...
 19565   กาลามสูตร 10
lovedhamma
วันที่ 24 ส.ค. 2554 14:46 น.
อ่าน 916
 
 
 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 24 ส.ค. 2554 14:57 น.
 

                  ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

   สำหรับกาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมกับชาวกาลามะ ที่

ว่า มีสมณพราหมณ์มาแสดงความเห็นต่างๆและก็กล่าวว่า ความเห็นของผู้นี้ไม่จริงของ

เราจริง    สมณพราหมณ์ต่างๆก็มาแสดงความเห็นมากมาย     ชาวกาลามะก็เลยสงสัย

มากราบทูลพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้   ว่าข้าพระองค์สงสัยว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ พระ

พุทธเจ้าตรัสว่า ดีแล้วที่ท่านทั้งหลายสงสัยในสิ่งที่ควรสงสัยและพระองค์ก็แสดงว่า

ท่านอย่าเชื่อ.. (คลิก) กาลามสูตร [เกสปุตตสูตร]

    แต่ตอนท้ายพระองค์ก็แสดงว่า แต่เมื่อใดที่ท่านทั้งหลายรู้ได้ด้วยตนเองว่า  ธรรมนี้มี

โทษ เป็นอกุศล ผู้ที่เสพคุ้นหรือเจริญอกุศลย่อมมีโทษ  และท่ากน็ควรละธรรมเหล่านั้น

จากข้อความนี้แสดงให้เห็นครับว่า       พระองค์ให้ชาวกาลามะ        รวมทั้งพวกเราได้

พิจารณาด้วยปัญญาของตนเอง       ไม่ใช่เชื่อเลยเมื่อได้ยินมาหรือจากเหตุอื่นก็ไม่

ควรเชื่อเลยทีเดียว แต่พิจารณาด้วยปัญญา     โดยการรู้ด้วยตนเองนั่นแหละครับ จึงรู้

ความจริงว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี เมื่อเกิดปัญญา พิจารณารู้ได้ด้วยตนเองแล้ว จึงไม่เชื่อ

ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง   เพราะพิจารณาด้วยปัญญาของตนแล้วครับ 

ดังนั้นพระองค์จึงสื่อความหมายให้พุทธบริษัท พิจารณาในสิ่งต่างๆ ไม่ใช่เชื่อทันที คือ

พิจารณาด้วยปัญญาของตนจึงรู้ว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดไม่จริง สิ่งใดมีโทษ ไม่มีโทษและก็

ประพฤติในสิ่งที่ดีและละในสิ่งที่ไม่ดีครับ  ปัญญาของตนเองที่พิจารณานั่นเองครับ ที่

พระองค์สื่อให้เข้าใจในสูตรนี้ ขออนุโมทนาครับ

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 24 ส.ค. 2554 22:11 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
     พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจถูก      เห็นถูก เป็น

ปัญญาของผู้ฟังเอง   โดยให้ผู้ฟังได้พิจารณาไตร่ตรองในเหตุในผลจริง ๆ    ไม่ใช่ให้

เชื่ออะไรโดยง่าย     เพราะความสำคัญผิด   ความเห็นผิด  ย่อมจะเกิดได้เสมอ   ตราบ

ใดที่ยังไม่มีการอบรมเจริญ  ปัญญาจนถึงขั้นเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบัน ขึ้น

ไป  เพราะฉะนั้น         ก็จะต้องมีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงตรง

ตามพระธรรมอย่างแท้จริง 

     พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง     ไม่สามารถรู้ได้ด้วยการ

คิดนึกเดาเอาเอง     ไม่สามารถรู้ได้ด้วยการคาดคะเน    แต่ต้องด้วยการฟัง  การศึกษา

พิจารณาไตร่ตรอง เป็นปัญญาของตนเองจริง ๆ      ซึ่งปัญญานี้เอง  เป็นสภาพธรรมที่

เข้าใจถูก เห็นถูก    บุคคลผู้ที่จะธรรมรู้ตามพระองค์ได้นั้น   ต้องเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา,

สภาพธรรมทั้งปวง   ไม่ว่าจะเป็นกุศล  หรือ  อกุศล    เป็นต้นพระองค์ทรงแสดงไว้โดย

ละเอียด        เพื่อประโยชน์  คือ ปัญญาของผู้ฟัง    จะได้เข้าใจตามความเป็นจริง ว่า  

กุศล  กับ  อกุศล      มีความต่างกันอย่างไร     อย่างไหนมีโทษ    อย่างไหน ไม่มีโทษ  

อย่างไหนควรละ  อย่างไหนควรอบรมเจริญให้มีขึ้น         โดยพระองค์ทรงเป็นผู้แสดง

ให้ได้พิจารณาไตร่ตรองเท่านั้น  ส่วนจะมีความเห็นถูกต้องมากน้อยแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้น

อยู่กับการสะสมมาของแต่ละบุคคลจริงๆ   

    บุคคลผู้ที่ได้ฟังพระธรรม      ศึกษาพระธรรม    เพราะได้สะสมบุญมาแล้วตั้งแต่ชาติ

ปางก่อน จึงทำให้ได้ฟังได้ศึกษาได้สะสมปัญญาต่อไปอีกเป็นผู้เห็นประโยชน์ของการ

เข้าใจพระธรรม และได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตาม

กำลังปัญญาของตนเอง    ซึ่งจะเห็นได้ว่าประโยชน์สูงสุดของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์

คือ  ได้ฟังและได้เข้าใจสิ่งที่มีจริง    ซึ่งเป็นคำสอนที่ประเสริฐอันมาจากการตรัสรู้ของ

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า     ครับ.

                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...      

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
K
วันที่ 25 ส.ค. 2554 11:03 น.
 

            ในการศึกษาพระธรรมของผม ก็ระมัดระวังมากในเรื่อง"ความเชื่อ" แต่สิ่งที่สำคัญ

ยิ่งกว่าคือ"ความเข้าใจ" คือเข้าใจในสิ่งที่กำลังศึกษา ส่วนคำสอนใดที่ไม่มีเหตุผล ไม่

สามารถอธิบายให้เราเข้าใจได้อย่างมีเหตุผล ก็ไม่ควรเชื่อครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
lovedhamma
วันที่ 29 เม.ย. 2555 14:24 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top