ความตายนั้น เป็นปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง
 
ธรรมทัศนะ
วันที่  25 ก.ค. 2551
หมายเลข  9376
อ่าน  6,888

   ความตายนั้น เป็นปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง  เป็นจิตที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชาติหนึ่งๆ เป็นจิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้นและดับไป  จิตขณะสุดท้ายของภพนี้ชาตินี้ ทำกิจจุติ คือเคลื่อนหรือพรากให้สิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะกลับมาสู่ความเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย 
 


Tag  กิจ ความตาย จิต จุติ ชาตินี้ ดับไป บุคคล ปรมัตถธรรม ภพนี้ สภาพ สิ้นสุด เกิดขึ้น
  ความคิดเห็น 1  
 
prakaimuk.k
วันที่ 26 ก.ค. 2551
  ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็น 2  
 
pornpaon
วันที่ 26 ก.ค. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 27 ก.ค. 2551

โปรดแสดง จำแนกแจกธรรมต่อไปเถิด โลกถือคติความตายเป็นอย่างไร ความตายโดยปรมัตถ์เป็นอย่างไร บุญ-บาป ที่ทำไว้ให้ผลอย่างไร

 
  ความคิดเห็น 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 27 ก.ค. 2551

  ขอแสดงความเห็น  สำหรับผู้ใช้นามว่า "จำแนกไว้ดีจ๊ะ" ดังนี้ ครับ 
   ๑. สิ่งที่ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย คือ ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ มีอยู่ ๕ ประการ ได้แก่ ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอยู่อีกนานเท่าไร ๑  ไม่รู้ว่าจะตายด้วยโรคอะไร ๑  ไม่รู้ว่าจะตายเวลาไหน ๑ ไม่รู้ว่าจะตาย ณ สถานที่แห่งใด ๑  และ ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปเกิด ณ ที่ใด ๑  บุคคลที่เกิดมาแล้ว ล้วนมีความตายเป็นที่สุด ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้เลย พระผู้มีพระภาคทรงอุปมาเหมือนกับภาชนะดิน ทั้งที่ดิบและสุก ล้วนมีความแตกไปเป็นธรรมดา มีความแตกไปเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความแตกไปได้เลย  แต่ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่นี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สั่งสมคุณงามความดี อบรมเจริญปัญญาเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ยิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนที่วันตายจะมาถึง ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้เลย ไม่รู้ว่าโอกาสของการเข้าใจธรรมในภพนี้ชาตินี้ จะเหลืออยู่อีกเท่าไร  ดังนั้น จึงต้องมีความอดทนที่จะศึกษาพระธรรมฟังพระธรรม ต่อไป 
 
   ๒. ความตาย ที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็สมมุติกันว่า คนนั้นตาย คนนี้ตาย นั้น ความจริงแล้ว เป็นจิตประเภทหนึ่ง เป็นปรมัตถธรรมที่มีจริง กล่าวคือ เป็นจุติจิต ซึ่งกระทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนั้น ไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาเป็นบุคคลนั้นได้อีกเลย ในชาติหนึ่งๆ นั้น จุติจิตจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งหมดได้โดยเด็ดขาด เมื่อจุติจิตเกิดขึ้นดับไปแล้ว ปฏิสนธิจิตก็เกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น เมื่อเข้าใจปรมัตถธรรมตามความเป็นจริงว่า ความตายเป็นเพียงจิตประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เท่านั้น เมื่อเข้าใจความจริงอย่างนี้แล้ว ความตาย ก็ไม่น่ากลัวอะไร   

   ๓. กรรมที่ได้กระทำแล้ว ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม ถ้าหากมีโอกาสที่จะให้ผล ผลก็ย่อมเกิดขึ้น การให้ผลของกรรมนั้น เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ากรรมใดจะให้ผลเมื่อใด  อาจจะให้ผลในชาตินี้หรือในชาติถัดๆ ไป  ก็ได้ เพราะเราได้สั่งสมกรรมทั้งที่ดีและไม่ดี มามาก ในชีวิตประจำวัน จึงได้รับทั้งในสิ่งที่ดี ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจบ้าง ได้รับในสิ่งที่ไม่ดี ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจบ้าง ก็เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว กุศลย่อมให้ผลเป็นสุข  ส่วนอกุศลให้ผลเป็นทุกข์  ดังนั้น เมื่อสั่งสมกรรมที่จะให้ผลในภายหน้า ก็พึงกระทำแต่กรรมอันงาม พึงสั่งสมแต่สิ่งทีดีงาม เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ครับ

...ขออนุโมทนาครับ...   

 
  ความคิดเห็น 5  
 
พุทธรักษา
วันที่ 27 ก.ค. 2551

มั่นคงใน เหตุผลไม่มีสิ่งใด ต้องห่วงเพราะต้อง เป็นไปตามเหตุปัจจัย

อนุโมทนาค่ะ.

 
  ความคิดเห็น 6  
 
suwit02
วันที่ 27 ก.ค. 2551
  สาธุ
 
  ความคิดเห็น 7  
 
ajarnkruo
วันที่ 27 ก.ค. 2551

   โลกถือคติความตายเป็นอย่างไร  ความตายเป็นของแน่นอน เมื่อมีการเกิดขึ้นของสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นต้องมีการแตกสลายลงไปเป็นธรรมดา ถ้าหมายถึง สัตว์หรือบุคคลตาย ตามที่โลกทุกวันนี้ คือตามที่เราๆ เข้าใจกัน นั่นเป็นความตายโดยสมมติ แต่สิ่งที่ตายจริงๆ ได้แก่ โลก คือ สังขารธรรม อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป ซึ่งตายอยู่ทุกๆ ขณะ
   ความตายโดยปรมัตถ์เป็นอย่างไร คือความตายในขณะนี้ จิต เจตสิก รูป กำลังเกิดดับ การดับนั้น คือ การตายอย่างถาวร ไม่มีการกลับมาเกิดอีก การตายอยู่ทุกๆ ขณะของจิตและเจตสิกเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่รูปมีอายุยาวนานกว่าจิตและเจตสิก คือ พอครบ 17 ขณะของจิต รูปๆ หนึ่งจึงจะดับลงคือตายไป  บุญ-บาป ที่ทำไว้ให้ผลอย่างไร  บุญที่กระทำลงไปแล้วจะทำให้ได้รับผลที่ดี เช่น เห็นดี ได้ยินดี ฯลฯ  บาปที่กระทำลงไปแล้วจะทำให้ได้รับผลที่ไม่ดี เช่น ได้กลิ่นไม่ดี ลิ้มรสไม่ดี ฯลฯ บุญ-บาปบางอย่าง ให้ผลภายในชาตินั้น  บุญ-บาปบางอย่างให้ผลในชาติต่อๆ ไป  ตราบเท่าที่สังสารวัฏฏ์ยังมี ยกเว้นเมื่อปรินิพพานเท่านั้น ที่จะไม่ต้องกลับมารับผลของบุญ-บาปอีกเลย ควรละเว้นการกระทำบาป และอบรมเจริญบุญที่จะทำให้ไม่ต้องกลับมารับผลของบุญและบาปอีก บุญนั้นคือการอบรมเจริญปัญญาในขั้นของวิปัสสนาภาวนา

 
  ความคิดเห็น 8  
 
mikemongo1
วันที่ 11 เม.ย. 2552

อ้างอิงความคิดเห็นที่ 7:-

   สิ่งที่ตายจริงๆ ได้แก่ โลก.....อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป ซึ่งตายอยู่ทุกๆ ขณะถ้าตายโดยสมมติถึงมีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น เว้นตายจริงๆ ช่วยอธิบาย

   ยกเว้นเมื่อปรินิพพานเท่านั้น ที่จะไม่ต้องกลับมารับผลของบุญบาป

   ถ้าถามว่า ใครหนอย่อมปรินิพพาน หรือใครหนอย่อมรับผลของบุญบาป พระพุทธองค์คงจะตอบว่า “อย่ากล่าวอย่างนั้น - ตั้งปัญหายังไม่ถูก”

ช่วยแสดงองค์ธรรมที่เกิด พร้อมคำอธิบาย 
เจริญพร

 
  ความคิดเห็น 9  
 
prachern.s
วันที่ 12 เม.ย. 2552

ตายจริงๆ คือการตายของพระอรหันต์ไม่มีการเกิดขึ้นอีกผู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นผิดว่ามีสัตว์บุคคลจริงๆ ย่อมคิดว่ามีคนนิพพานมีคนรับผลของบุญบาป แต่ความจริงไม่มีคนสัตว์ มีแต่สังขารธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยดับไปไม่เกิดอีกก็เพราะปัจจัยดับ

 
  ความคิดเห็น 10  
 
mikemongo1
วันที่ 12 เม.ย. 2552

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 11  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 12 เม.ย. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 12  
 
pamali
วันที่ 11 ส.ค. 2553

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 13  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 13 ก.ค. 2555

กราบอนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็น 14  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 28 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ