คำปลอบ
 
Khaeota
วันที่  13 มี.ค. 2551
หมายเลข  7877
อ่าน  683

 คำปลอบโยนสำคัญหรืออย่างไร


  ความคิดเห็น 1  
 
pannipa.v
วันที่ 13 มี.ค. 2551

 

   คุณชอบหรือเปล่าล่ะ  ถ้าคุณชอบมันก็สำคัญสำหรับคุณ  แต่บางคนก้ไม่ชอบ เพราะทำให้เขารู้สึกเหมือนน่าสงสาร   เมตตาดีกว่าไหม?

 
  ความคิดเห็น 2  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 13 มี.ค. 2551

  ปลอบโยนด้วยพระธรรมประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าก็ทรงปลอบโยน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓-หน้าที่ 238

   ๔.  เรื่องอภัยราชกุมาร  [๑๔๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน  ทรงปรารภอภัยราชกุมาร

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เอถ ปสฺสถิม โลก "  เป็นต้น.

พระกุมารได้รับพระราชทานราชสมบัติ

ได้ยินว่า  เมื่ออภัยราชกุมารนั้น  ทรงปราบปรามปัจจันตชนบทให้

สงบมาแล้ว  พระเจ้าพิมพิสารผู้พระบิดา ทรงพอพระทัยแล้ว  พระราชทาน

หญิงฟ้อนคนหนึ่ง  ผู้ฉลาดในการฟ้อนและการขับแล้ว  ได้พระราชทาน

ราชสมบัติสิ้น ๗ วัน.  อภัยราชกุมารนั้น  ไม่เสด็จออกภายนอกพระราช-

มนเฑียรเลย.  เสวยสิริแห่งความเป็นพระราชาสิ้น ๗ วัน  เสด็จไปสู่ท่า

แม่น้ำในวันที่ ๘ ทรงสรงสนานแล้ว  เสด็จเข้าไปสู่พระอุทยาน  ประทับ

นั่งทอดพระเนตรการฟ้อนและการขับของหญิงนั้น  ดุจสันตติมหาอำมาตย์.

ในขณะนั้นเอง  แม้นางนั้นได้ทำกาละ  ด้วยอำนาจกองลมกล้าดุจศัสตรา

ดุจหญิงฟ้อนของสันตติมหาอำมาตย์ พระกุมารมีความโศกเกิดขึ้นแล้ว

เพราะกาลกิริยาของหญิงฟ้อนนั้น  ทรงดำริว่า " ผู้อื่น  เว้นพระศาสดาเสีย

จักไม่อาจเพื่อให้ความโศกนี้ของเราดับได้ "  ดังนี้แล้ว  จึงเข้าไปเฝ้าพระ-

ศาสดากราบทูลว่า  " พระเจ้าข้า  ขอพระองค์จงให้ความโศกของข้าพระองค์

ดับเถิด. "

 
  ความคิดเห็น 3  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 13 มี.ค. 2551

อุบายระงับความโศก  

  พระศาสดา  ทรงปลอบพระกุมารนั้นแล้วตรัสว่า " กุมาร ก็ประมาณ

แห่งน้ำตาทั้งหลาย  ที่เธอร้องไห้อยู่ในกาลแห่งหญิงนี้ตายแล้ว  อย่างนี้

นี่แลให้เป็นไปแล้ว  ย่อมไม่มีในสงสาร  ซึ่งมีที่สุดอันใครๆ   รู้ไม่ได้ " 

ทรงทราบความที่ความโศกเป็นภาพเบาบาง เพราะเทศนานั้นแล้วจึง

ตรัสว่า  " กุมาร  เธออย่าโศกเลย,  ข้อนั้นเป็นฐานะเป็นที่จมลงของชน

พาลทั้งหลาย  ดังนี้แล้ว  ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

" ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้๑  อันตระการ  ดุจ

ราชรถ,  ที่พวกคนเขลาหมกอยู่,  (แต่)  พวกผู้รู้หา

ข้องอยู่ไม่."

ในเวลาจบเทศนา  พระราชกุมารตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว,  พระ-

ธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แม้เเก่ผู้ประชุมกัน  ดังนี้แล.

เรื่องอภัยราชกุมาร  จบ.

 
  ความคิดเห็น 4  
 
ajarnkruo
วันที่ 14 มี.ค. 2551
การปลอบโยนด้วยพระธรรม...เป็นการแก้ที่ถูกจุดและถูกทางที่สุดครับ...อนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็น 5  
 
study
วันที่ 14 มี.ค. 2551
คำปลอบโยนเป็นชื่อหนึ่งของพระธรรมเช่นกันครับ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 21

  อีกนัยหนึ่ง  พระพุทธเจ้าผู้เป็นวีรบุรุษเปรียบเหมือนผู้ประทานความไม่มีภัยพระธรรมเปรียบเหมือนไม่มีภัย พระสงฆ์ผู้ล่วงภัยทุกอย่าง เปรียบเหมือนชนผู้ถึงความไม่มีภัย  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ปลอบ พระธรรมเปรียบเหมือนการปลอบ  พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ถูกปลอบ  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนมิตรดี  พระธรรมเปรียบเหมือนคำสอนที่เป็นหิตประโยชน์  พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ประสบประโยชน์ตน  เพราะประกอบหิตประโยชน์.  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบ่อเกิดทรัพย์พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์ที่เป็นสาระ พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ใช้ทรัพย์ที่เป็นสาระ
 
  ความคิดเห็น 6  
 
saifon.p
วันที่ 14 มี.ค. 2551

การปลอบโยนผู้ที่มีความทุกข์  ต้องมีทั้งเมตตาและกรุณา

การอยู่เป็นเพื่อน...การได้พูดคุย ซักถาม  สัมผัสที่อ่อนโยน ช่วยให้เขาได้พูดระบายความรู้สึก ให้เขารู้ว่า ยังมีคนที่เข้าใจ เห็นใจ  พร้อมช่วยเหลือ

อาจทำให้ความทุกข์เบาบางลงได้ชั่วคราว  แต่เดี๋ยวๆ ก็ทุกข์ต่อ ตามเหตุปัจจัย

อนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 7  
 
ป้าจาย
ป้าจาย
วันที่ 14 มี.ค. 2551
อนุโมทนา ความแยบคายของผู้ตั้ง และผู้ตอบกระทู้

ไม่เคยเห็นกระทู้ไหน ที่ตั้งคำถามได้กระชับเท่านี้

และผู้ตอบ ก็ตอบได้หมดจด ประทับใจ
 
  ความคิดเห็น 8  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 15 มี.ค. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 9  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 15 มี.ค. 2551

พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้วิธีปลอบโยนแบบละมุมละม่อน  เช่น   ตอนที่พระวัลกลิติดในรูปพระ

พุทธเจ้า  ภายหลังพระพุทธเจ้าก็บอกว่าจะมาติดอะไรกับรูปกายที่เปื่อยเน่า ไล่พระวักลิไป

พระวักลิเศร้าโศกเสียใจ  คิดจะไปฆ่าตัวตาย  พระพุทธเจ้าก็ไปโปรดและปลอบโยนพระ

วักลิ ภายหลังท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ผู้ที่เลิศด้วยศรัทธาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ