กว่าจะมั่นคงไม่ใช่แค่พูด

  
เมตตา
วันที่  11 ก.ย. 2569
หมายเลข  53084
อ่าน  49

[เล่มที่ 44] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 127

พาหิยสูตร

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟังเมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ดูก่อนพาหิยะท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูก่อนพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใด ท่านไม่มีในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์. ลำดับนั้นแล จิตของพาหิยทารุจีริยกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพาหิยทารุจีริยกุลบุตรด้วยพระโอวาทโดยย่อนี้แล้ว เสด็จหลีกไป.


อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ ผมก็เคยมีผู้ที่ถามเหมือนกันว่า พระอรหันต์ คือผู้ที่ดับกิ่ลสหมดสิ้นแล้ว ไม่มีกิเลสใดๆ หลงเหลืออยู่เลย อาสวะดับหมดทุกอย่าง อนุสัยดับหมดทุกอย่าง แต่เขามีความสงสัยว่า แล้วกุศลพระอรหันต์ก็ไม่มี แต่กุศลนี่ท่านดับด้วยหรือเปล่า? นี่คือคำถามที่เขายังมีความสงสัยว่า พระอรหันต์ดับกิเลสแล้ว กุศลล่ะ ต้องดับด้วยหรือเปล่า กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องรู้ก่อน กุศลคืออะไร จึงจะหมดสงสัย?

อ.ณภัทร: กุศล ก็คือความประพฤติดีงามทั้งหลายครับ

ท่านอาจารย์: เป็นเหตุหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: เป็นเหตุครับ

ท่านอาจารย์: เป็นเหตุให้เกิดอะไร?

อ.ณภัทร: เป็นเหตุให้เกิดวิบากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ปรินิพพานแล้ว เกิดวิบากไหม?!

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: ก็เป็นคำตอบอยู่แล้วใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ข้ามไป ไปคิดถึงพระอรหันต์ โน่น นี่ นั่น แต่ต้องรู้แม้แต่คำว่า วิบากจิต กุศลจิต ต่างกันอย่างไร เหตุจะเป็นผลไม่ได้

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจปัจจัยจริงๆ ตั้งแต่ต้นทุกคำ ก็ไม่มีความสงสัยในคำอื่นๆ ต่อไป แต่จะเห็นความลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนไม่มีทางที่จะประมาณได้ว่า เมื่อไหร่จะเข้าใจขึ้นจนถึงดับความสงสัยได้

เดี๋ยวนี้สงสัย เห็น ไหม?

อ.ณภัทร: ยังสงสัยอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะถึงความเป็นพระโสดาบัน จะขาด ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะ ไม่ได้เลย

อ.ณภัทร: ครับ แล้วการที่จะเริ่มไม่สงสัยเห็น ก็ต้องเป็นความเข้าใจในเห็น ทีละน้อยๆ ครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอน! กุศล อกุศล วิบาก กิริยา เข้าใจทั้ง ๔ คำนี้แล้วหรือยัง? ปนกันไม่ได้หรือยัง?

อ.ณภัทร: ต้องเข้าใจ ไม่ปนกันครับ

ท่านอาจารย์: ทีละคำเลย ตั้งแต่คำว่า ธรรมคืออะไร? มั่นคง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ความจริงถึงที่สุดคืออะไร แต่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ในความสว่างตรงกันข้ามกับความเป็นจริง แล้วอย่างนี้จะไม่เห็นว่า ลึกซึ้งแค่ไหนความจริง

ผู้ที่ได้สะสมมาแล้วเพียงแค่ฟัง ยังสามารถที่จะเข้าใจได้ลึกซึ้ง

อ.ณภัทร: พูดถึงผู้ที่สะสมมา ผมก็อยากที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือท่านพระพาหิยะ เป็นผู้ที่สะสมมาแล้ว ก็อยากที่จะพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้เดินทางมาเพื่อที่จะมาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพบแล้วก็อยากที่จะถามปัญหาธรรมให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมกับตนเอง แต่ว่า พระองค์ก็ยังไม่ทรงแสดง เพราะว่าพระองค์ทรงมีพระญาณที่รู้ว่า อินทรีย์ยังไม่แก่กล้าเพราะว่าด้วยความที่รีบมา ด้วยความที่เหน็ดเหนื่อยเพราะว่าเดินทางมาไกลครับ

ท่านพระพาหิยะก็ทูลพระสัมมาสัมพุทํเจ้าถึง ๓ ครั้งเพื่อที่จะให้ทรงแสดงธรรม แต่พระองค์ก็ยังไม่ทรงแสดง แต่พอได้เวลาครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสกับท่านพระพาหิยะว่า กูก่อน พาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นแล ดูก่อน พาหิยะ จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ดูก่อนพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มี ในกาลใดท่านไม่มี ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์ ครับท่านอาจารย์ ท่านพระพาหิยะก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรมครับ

เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงแสดงว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง อันนี้ก็เป็น ธาตุรู้ ที่ควรจะต้องรู้ยิ่งครับที่พระองค์ทรงแสดงครับ กราบเรียนท่านอาจารย์ในความละเอียดครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เป็นไง รู้ยิ่งหรือยัง!! พูดได้ แต่เข้าใจๆ หมล่ะว่า รู้ยิ่งคืออย่างไร?

อ.ณภัทร: ยังห่างไกลมากเลยครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องตรงตามความเป็นจริงถึงจะเข้าใจ ถ้าไม่มีเหตุที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม อย่างเช่น ท่านพระพาหิยะ ใครจะเป็นอย่างนั้นได้ไหม?

อ.ณภัทร: เป็นไปไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: หมดห่วงใช่ไหม? จะรู้แจ้ง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา คำเพียงแค่นี้ ความเป็นอนัตตาต้องมั่นคงแค่ไหน!!

อ.ณภัทร: ครับ แม้พระองค์ทรงแสดงว่า เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ก็แสดงถึงความเป็นธาตุรู้ที่เป็นจิต

ท่านอาจารย์: จะเป็นอื่นได้ยังไงไม่ต้องอาศัยสักคำ เพราะประจักษ์แจ้งอย่างนั้น

อ.ณภัทร: ครับ หรือว่า เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟังนี่ครับ

ท่านอาจารย์: ดับไหม?

อ.ณภัทร: ดับครับ

ท่านอาจารย์: อนัตตาไหม?

อ.ณภัทร: ต้องเป็นอนัตตาแน่นอน ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่สงสัยเลย ต่างกับผู้ที่ฟังแล้วสงสัย

อ.ณภัทร: ครับ แต่ลักษณะของอนัตตาไม่ได้ปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: เพราะไม่รู้ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: เพราะไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เราใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ใช่เราครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอนัตตาใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: กว่าจะมั่นคงไม่ใช่แค่พูด

อ.ณภัทร: ดังนั้น ถ้ารู้ตามความเป็นจริงตามที่ท่านพระพาหิยะรู้นะครับ ขณะนั้นที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนั้นปัญญาก็แทงตลอดในสภาพธรรมทั้งหลาย

ท่านอาจารย์: ไม่สงสัยในความหมายของอนัตตาเลย

อ.ณภัทร: ไม่สงสัยในความหมายของอนัตตาเลย เพราะไม่มีใครจริงๆ ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล มีแต่สภาพธรรมที่ปรากฏ

ท่านอาจารย์: ไม่ต้องหวังรอ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องอะไรหมด มีเหตุปัจจัยจึงเกิดเท่านั้น ถ้าไม่มีเกิดไม่ได้

อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น บารมีครับท่านอาจารย์ที่ฟังเรื่องธาตุรู้อยู่บ่อยๆ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส มีในชีวิตประจำวันเป็นธาตุรู้ ฟังบ่อยๆ ก็เป็นการสะสมไปที่วันหนึ่ง ชาติหนึ่ง ที่จะนานแสนนานที่อาจจะเหมือนกับท่านพระพาหิยะก็ได้

ท่านอาจารย์: ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงเป็นบารมี ไม่รอใช่ไหม? ไม่หวัง แล้วแต่ปัจจัย ในขณะนี้เป็นปัจจัยเข้าใจหรือยัง เข้าใจแค่ไหน!! นี่แหละตัวปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นประจักษ์แจ้งโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวไม่ได้รอคอยเลย

ท่านพระสารีบุตรรอคอยหรือเปล่า? เห็นไหม ท่านพระมหาโมคคัลลานะรอคอยหรือเปล่า? หรือไม่รู้เลย แต่พอได้ยินความเข้าใจที่ได้สะสมมาต่างกับคนที่ไม่ฟังเลย หรือเริ่มจะฟัง ยังสงสัยอีกเยอะแยะ ไกลนักจากการที่จะรู้ความจริง

เพราะฉะนั้น แต่ละคนที่เข้าใกล้ความจริงจนสามารถที่จะรู้ความจริงได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย ต้องเป็นความเข้าใจในในอนัตตามั่นคงขึ้น

อ.ณภัทร: ครับ พระองค์จึงทรงแสดงว่า ควรเรียกให้มาดูนี่ครับ มีอยู่ทุกขณะเลยครับ

ท่านอาจารย์: ไม่มาสักที เดี๋ยวนี้กำลังเรียกอยู่ เมื่อไหร่จะมา

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ใครจะมาได้ แต่มั่นคงในความเป็นอนัตตา ไม่มาเพราะอะไร มาเพราะอะไร

อ.ณภัทร: ครับ ก็ต้องเป็นไปตามปัจจัยที่จะให้มา หรือไม่มา ครับ

ท่านอาจารย์: ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อ.ณภัทร: ครับ ก็ค่อยๆ สะสมความมั่นคงในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนครับ

ท่านอาจารย์: นี่นะ.. เท่านั้น ไม่ใช่ตื่นเต้นว่า โอ้ย คนนั้นประจักษ์แจ้ง คนนี้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ นั่นไม่ได้ละอะไรเลยทั้งสิ้น กลับพอกพูนความไม่รู้ความติดข้องต้องการผล จึงตื่นเต้นมาก

อ.ณภัทร: ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

เห็นสักแต่ว่าเห็น [พาหิยสูตร]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ