จิตที่ทำให้เกิดวิญญัติ คือมีความประพฤติเป็นไป

  
เมตตา
วันที่  10 ก.ย. 2569
หมายเลข  53071
อ่าน  22

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 208

[๕๒๘] รูปที่เรียกว่า กายวิญญัติ นั้น เป็นไฉน

ความเคร่งตึง กิริยาที่เคร่งตึงด้วยดี ความเคร่งตึงด้วยดี การแสดงให้รู้ความหมาย กิริยาที่แสดงให้รู้ความหมาย ความแสดงให้รู้ความหมายแห่งกายของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล หรือมีจิตเป็นอกุศล หรือมีจิตเป็นอัพยากฤตก้าวไปอยู่ ถอยกลับอยู่ แลดูอยู่ เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ คู้เข้าอยู่ หรือเหยียดออกอยู่ อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า กายวิญญัติ.

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 245-246

อรรถกถา กายวิญญัตตินิทเทส

พึงทราบวินิจฉัยในกายวิญญัตินิทเทสต่อไป. ในข้อว่า กายวิญญัตติ นี้ก่อน.

สภาวะที่ชื่อว่า วิญญัตติ เพราะอรรถว่าความที่คนทั้งหลายก็ดี หรือสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ดี ให้รู้ภาวะของตนด้วยกาย แม้สัตว์ดิรัจฉานก็รู้ความหมายของคนได้ แม้คนก็รู้ความหมายของสัตว์ได้ด้วยสภาวธรรมที่ถือเอานี้โดยทำนองแห่งการถือเอากาย.

อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า วิญญัตติ เพราะอรรถว่า ตนเองย่อมให้ผู้อื่นรู้ได้โดยทำนองแห่งการกำหนดกาย. วิญญัตติคือกาย กล่าวคือการไหวกาย ที่ตรัสไว้ในคำมีอาทิว่า กาเยน สํวโร สาธุ (การสำรวมกายเป็นการดี) ดังนี้ชื่อว่า กายวิญญัตติ.

อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า กายวิญญัตติ เพราะอรรถว่า ย่อมแสดงให้รู้ด้วยกาย เพราะเป็นเหตุให้รู้ความประสงค์ด้วยการไหวกายต่างๆ และเพราะตนเองก็จะพึงรู้โดยประการนั้น.

ในคำมีอาทิว่า กุสลจิตฺตสฺส วา (ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล) อธิบายว่า จิตของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลด้วยจิต ๙ คือ กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง อภิญญาจิต ๑ ดวง หรือผู้มีจิตเป็นอกุศลด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง หรือมีจิตที่เป็นอัพยากฤต ด้วยกิริยาจิต ๑๑ ดวง คือ มหากิริยาจิต ๘ ดวง ปริตตกิริยาจิต ๒ ดวง อภิญญาที่เป็นรูปาวจรกิริยาจิต ๑ ดวง อื่นๆ จากนี้ย่อมไม่ยังวิญญัตติให้เกิดได้.

ก็พระเสกขะ พระอเสกขะ และปุถุชน ก็มีวิญญัตติด้วยจิตมีประมาณเท่านี้แหละ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงวิญญัตติโดยเป็นเหตุด้วยบททั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีกุศลเป็นต้นเหล่านี้ (คือ กุศล อกุศล กิริยา) .บัดนี้ เพื่อทรงแสดงวิญญัตติโดยผลด้วยบททั้ง ๖ จึงตรัสว่า อภิกฺกมุนฺตสส วา (ก้าวไปอยู่) เป็นต้น.

จริงอยู่ การก้าวไปเป็นต้น ชื่อว่า ผลของวิญญัตติ เพราะเป็นไปด้วยอำนาจวิญญัตติ. บรรดาบททั้งหลายมีการก้าวไปเป็นต้นเหล่านั้น

บทว่า อภิกฺกมนฺตสฺส (ก้าวไปอยู่) ได้แก่ นำกายไปข้างหน้า.

บทว่า ปฏิกฺกมนฺตสฺส (ถอยกลับอยู่) ได้แก่ นำกายกลับมาข้างหลัง.

บทว่า อาโลเกนฺตสฺส (แลดูอยู่) ได้แก่ แลดูตรงๆ .

บทว่า วิโลเกนฺตสฺส ได้แก่ แลดูทางโน้นแลดูทางนี้.

บทว่า สมฺมิญฺชนฺตสฺส (คู้เข้าอยู่) ได้แก่ งอข้อต่อทั้งหลาย.

บทว่า ปสาเรนฺตสฺส (เหยียดออกอยู่) ได้แก่ เหยียบข้อต่อทั้งหลาย.

บัดนี้ เพื่อแสดงวิญญัตติโดยสภาวะด้วยบททั้ง ๖ จึงตรัสว่า กายสฺสถมฺภนา (ความเคร่งตึงของกาย) เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า กายสฺส (ของกาย) ได้แก่ ของสรีระ. สภาวะที่ชื่อว่า ความเคร่งตึง (ถมฺภนา) เพราะอรรถว่า ทำกายให้แข็งแล้วให้กระด้าง. สภาวะที่เคร่งตึงนั้นนั่นแหละตรัสเรียกว่า กิริยาที่เคร่งตึงด้วยดี (สนฺถมฺภนา) เพราะเพิ่มด้วยอุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง ความเคร่งตึงมีกำลังมาก ชื่อว่า สันถัมภนา. ความเคร่งตึงด้วยดี ชื่อว่า สันถัมภิตัตตัง. ชื่อว่า วิญญัตติ (การแสดงให้รู้ความหมาย) ด้วยสามารถแห่งการให้รู้ให้เข้าใจ. กิริยาที่ให้เข้าใจความหมาย ชื่อว่า วิญญาปนา. ความแสดงให้รู้ความหมาย ชื่อว่า วิญญาปิตัตตัง. คำที่เหลือใดที่พึงกล่าวในที่นี้

คำนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ในทวารกถาในหนหลังแล้วแล.


อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ จริงๆ เท่าที่อ่านก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะเหตุว่า ท่านกล่าวถึงความประพฤติเป็นไปของบุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธรรมที่ดีงามที่เป็นกุศลธรรมครับ แล้วก็อกุศลธรรม แล้วก็มีความประพฤติเป็นไปของผู้ที่หมดกิเลส คือพระอรหันต์ด้วยครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณา อย่างเรื่องของจิตที่ทำให้เกิดวิญญัติเกิดขึ้นครับ ท่านก็จะกล่าวถึงโดยหลักๆ ก็จะมีเรื่องของจิตที่เป็นกุศล อกุศล แล้วก็เป็นจิตที่เป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ด้วย ที่จะเป็นเหตุให้มีวิญญัติ คือมีความประพฤติเป็นไปที่เป็นทางของการกระทำ เป็นกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือวาจา ครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ว่า

ถ้าเป็นอกุศลวิบากประเภทอื่นๆ หรือว่ากุศลวิบาก อย่าง เห็น ได้ยิน เป็นต้น ก็ไม่ได้เป็นเหตุให้วิญญัติเกิดขึ้น นะครับท่านอาจารย์ครับ ขอแสดงความคิดเห็นตรงนี้ครับ

ท่านอาจารย์: ก็เพิ่มเติมความชัดเจนทุกแง่มุมขึ้น ไม่ว่าจะพบที่ไหนก็ควรจะไตร่ตรองในความลึกซึ้ง มิเช่นนั้น จะไม่มีความต่างของกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรมนัยยะหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงศีลต้องต่างกับนัยยะนั้น เพราะหมายความถึงอย่างที่เราได้กล่าวแล้วตามลำดับทุกประการ

อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ ชัดเจนมั่นคงว่า การศึกษาพระธรรมจะคิดแบบตรรกะไม่ได้ เราไปเทียบธรรมมี กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา แล้วศีลก็มี ๓ เหมือนกัน กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล แล้วก็เลยไปเทียบกัน แล้วก็คิดว่า เหมือนกันกับธรรม ศีลก็เหมือนกับธรรมก็ไม่ได้เพราะว่า ท่านแสดงแล้ว เพราะว่าธรรมที่ไม่ใช่ศีลก็มีเยอะเยะ รูปก็ไม่ใช่ศีล นิพพานก็ไม่ใช่สภาพที่เป็นศีล แล้วก็วิบาก กิริยาก็ไม่ได้มุ่งที่จะเป็นศีล

ศีล หมายถึงเมื่อแล่นไปเป็นชวนะที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง หรือเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นมหากิริยาครับ เพียงแต่ว่า ในข้อความที่ท่านอธิบายอัพยากตศีลนี่ ท่านไม่ได้ระบุลงไปว่า เป็นมหากิริยาจิต ท่านก็กล่าวเพราะต้องเข้าใจอยู่แล้วว่า อัพยากตศีลนี่ครับ ก็เป็นอัพยากฤต ก็เป็นอัพยากตศีล ศีลที่เป็นอัพยากตะก็คือศีลที่เป็นความเป็นไปความประพฤติเป็นไปของจิตที่แทนที่กุศล อกุศลทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คือมหากิริยาจิตของพระอรหันต์ ก็เข้าใจตามที่ท่านอาจารย์ได้แสดงอย่างนี่เช่นนี้ครับ

ก็คงจะชัดเจนนะครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

กุสลา ธมฺมา [ธรรมสังคณี]

เจตนา เป็นศีล [ปฏิสัมภิทามรรค]

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ