ฟังเรื่อง แต่ไม่ได้ดูสิ่งที่กำลังมีใช่ไหม?

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 296
[แก้บท เอหิปสฺสิโก]
ธรรมชื่อ เอหิปสฺสิกะ เพราะควรซึ่งเอหิปัสสวิธีอันเป็นไปโดยความว่า "ท่านจงมาดูธรรมนี้" ดังนี้ ถามว่าก็เพราะเหตุไร ธรรมนั้นจึงควรซึ่งวิธีนั้น ตอบว่า เพราะธรรมนั้นเป็นสภาพมีอยู่ด้วย เพราะธรรมนั้นเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วย แท้จริงใครๆ แม้จะพูด (ลวง) ได้ว่าเงินหรือทองก็ตามมีอยู่ในกำมือเปล่า (แต่) ก็ไม่กล้าเรียก (ผู้อื่น) ว่า "จงมาดูเงินหรือทองนี้ซิ" เพราะอะไร เพราะเงินหรือทองนั้นไม่มีอยู่ และคูถหรือมูตรก็ตามแม้มีอยู่ใครๆ ก็หาอาจเรียก (ผู้อื่น) ว่า " จงมาดูคูถหรือมูตรนี้ เพื่อ (ให้) ร่าเริงใจซิ " โดยเผยความที่มันเป็นของน่าฟูใจ (ให้เขาดู) ได้ไม่ เพราะอะไร เพราะคูถหรือมูตรนั้น เป็นของโสโครก ส่วนโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ นี้โดยสภาพเป็นของมีอยู่ด้วยเป็นของบริสุทธิ์ดุจดวงจันทร์เพ็ญ ในอากาศอันปราศจากเมฆ และเปรียบดุจแก้วมณีแท้อันเขาวางไว้ที่ผ้ากัมพลเหลืองฉะนั้นด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเอหิปัสสิกะ เหตุว่าควรซึ่งเอหิปัสสวิธี เพราะความที่เป็นสภาพมีอยู่ และเพราะความเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วย
วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ [แก้บท โอปนยิโก]
ธรรมชื่อ โอปนยิกะ เพราะควรนำเข้าไป ก็แลความ (ต่อไป) นี้ เป็นวินิจฉัยในบทนี้ คือการนำเข้าไป ชื่อ อุปนยะ ธรรมย่อมควร ซึ่งการที่บุคคลแม้ผ้าหรือศีรษะไฟไหม้ก็เฉย (คง) นำเข้าไปในจิตของตนๆ โดยทำให้มีขึ้นจนได้ เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อ อุปนิยกะ อุปนิยกะนั้นเองเป็นโอปนยิกะ คำวิเคราะห์นี้ใช้ได้ในโลกุตตรธรรมที่เป็นสังขตะ ส่วนในโลกุตตรธรรมที่เป็นอสังขตะ (วิเคราะห์ว่า) ธรรมนั้นควรซึ่งการนำเข้าไปด้วยจิต เหตุนั้นจึงชื่อ โอปนยิกะ หมายความว่าควรซึ่งการผนึกเข้าโดยทำให้แจ้ง หรือมิฉะนั้น (ธรรม คือ) อริยมรรค ชื่อว่า อุปเนยฺย เพราะนำ (พระอริยบุคคล) เข้าไปถึงพระนิพพาน ธรรมคือผล แลพระนิพพานชื่อว่า อุปเนยฺย เพราะเป็นธรรมที่บุคคลพึงนำเข้าไปถึงความที่จะพึงทำให้แจ้ง โอปนยิกะ ก็ อุปเนยฺย นั่นเอง
อ.ณภัทร: เมื่อวานก็สนทนาได้นำคลิปสนทนาธรรมเตือนใจที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง เรื่องของคำว่า ควรเรียกให้มาดู ภาษาบาลี ก็คือ เอหิปัสสิโก ก็เคยได้ยินบ่อยๆ ครับในบทสวดมนต์ แต่ความลึกซึ้งนี่ยากสุดที่จะประมาณ เพราะว่า พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็งามในเบื้องต้น เพราะว่าผมฟังคลิปนี้ก็ประทับใจทุกข้อความที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวได้แสดงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงความเป็นจริงของธรรมเลยครับว่า ควรเรียกให้มาดู เพราะว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง ไม่เรียกผู้ฟัง ก็ไม่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมได้เลย
ผมก็ยกข้อความหนึ่งที่ท่านอาจารย์กล่าว ก็มีความประทับใจ ก็คือว่าไม่มีอะไรที่ควรจะดูให้เข้าใจให้ถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แล้วจะเอาคำไหนมาชวน มาเรียก นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ไม่ลืมทุกคำให้มาดูให้มาเข้าใจ
กราบท่านอาจารย์ครับ แม้เห็นมีทุกวัน คิดมีทุกวัน แต่ก็ยังไม่รู้จักเห็นว่า เห็นไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น กว่าที่จะรู้จริงๆ ว่า เห็นไม่ใช่เรา ก็ต้องเป็นการฟังแล้วฟังอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีก ก็เป็นความงามจริงๆ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ในเบื้องต้นครับ ก็กราบท่านอาจารย์ในเบื้องต้นครับว่า งามในเบื้องต้นนี่ครับ งามอย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่เอาเรียกให้มาดูแล้ว ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ก็ เรียกให้มาดูครับท่านอาจารย์ แต่ว่า ก็เพราะความเป็นจริงอย่างนั้นก็งาม ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ยังไม่เห็นตามความเป็นจริง จะงามไหม? มีอะไรงามบ้างเดี๋ยวนี้? งามไปหมดหรืออย่างไร หรือว่าความจริงไม่มีอะไรงามสักอย่างเดียว
เพราะฉะนั้น จะดูอะไร จะดูที่ไหนล่ะ? พอเห็น ไปไหนกัน!! เห็นแล้ว ไปไหนกัน!!
อ.ณภัทร: ครับ เห็นแล้วก็ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้างครับ
ท่านอาจารย์: คิดถึงสิ่งที่เห็น พอใจ แสวงหา แต่ เรียกให้มาดู เห็น ที่กำลังเห็น!!
เมื่อไหร่จะมาสักที?! เรียกอยู่นั่นแล้ว ก็ไม่ได้มาดู!!
อ.ณภัทร: ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ เรียกอยู่นั่นแล้ว ก็ไม่มาสักที ครับ
ท่านอาจารย์: จริงไหม กำลังเรียกล่ะ เดี๋ยวนี้แหละ เรียกล่ะเรียกให้มาดู ไม่ใช่ไปไหนอย่างเคย!! แต่ว่า เดี๋ยวนี่มีเห็น แล้วก็ให้รู้อะไร ให้เห็นอะไร แทนที่ไปดูอื่น มาดูเห็นซิ!! เห็นกำลังมีจริงๆ ดูหรือยัง?
อ.ณภัทร: แม้พระองค์ทรงแสดง ก็ยังเรียกว่าดื้อ ที่จะไม่ดูครับ ก็ยังดูยากจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงมีคำว่า เอหิปัสสิโก บ่อยๆ ใช่ไหม?
ผ่านไป มาดูอะไรกัน เรียกให้มาดู เพราะยังไม่ได้ดูสิ่งที่กำลังมีที่ควรจะดูอย่างยิ่ง กลับไปดูอื่นกันหมด เมื่อไหร่จะมาดูสิ่งที่กำลังมีสักที ควรดูไหม! เพราะกำลังมีจริงๆ!!
แต่ละคำนี่ ถ้าได้สะสมมานานมากในสังสารวัฏฏ์ เห็นคุณประโยชน์ทันที เพราะว่ามีความเข้าใจการที่สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้สามารถดูจนรู้ความจริงได้
แต่ถ้าไม่ดูจนรู้ความจริง ไม่มีทางจะรู้ความจริงของเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ไปดูอื่นกันหมด ไม่ดูเห็นที่กำลังเห็นจริงๆ
เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ตามคำ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปปาทะ โดยลืม เอหิปัสสิโก เห็นไหม
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ควรที่จะละเลยแม้เพียงคำเดียว
อ.ณภัทร: เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ อย่างข้อความที่ท่านอาจารย์กล่าวก็ดีจริงๆ ก็คือว่า ขณะใดที่สติสัมปชัญญะเกิด รู้คุณไหม? ที่กว่าจะได้มาถึงด้วยคำของพระองค์ที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เห็น คือเริ่มเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะทำให้ปัญญาระดับนั้นเกิดได้เอง ท่านอาจารย์ครับเป็นข้อความที่ตรงจริงๆ แล้วก็เป็นความจริงที่ไพเราะจริงๆ ครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทีละคำจะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหาศาล ไม่มีอะไรจะเปรียบได้ ไม่เคยดู ไม่เคยรู้ว่าควรดู แล้วจะรู้อะไรได้ตามความเป็นจริง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า เดี๋ยวนี้อะไรจริง จะได้ดูสิ่งนั้นจนได้พบความจริงของสิ่งนั้น ไม่เหมือนอย่างที่เคย ไม่เคยดูมาเลยในสังสารวัฏฏ์
อ.ณภัทร: ครับ เหมือนกับว่า พระธรรมที่ฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจเรื่องสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เห็น ได้ยิน คิดนึกที่เกิดขึ้นมีจริงๆ ครับ เมื่อรู้ตามความเป็นจริงในขั้นฟัง ก็ละคลายบรรเทาไปได้ ทีละนิดๆ แต่ก็เห็นถึงความเหนียวแน่นหนาแน่นของความไม่รู้จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อีกนานเท่าไหร่ก็ตรงตามความเป็นจริง ถ้าไม่เริ่มรู้เริ่มดูความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ไม่มีทางที่จะพบความจริง ไม่รู้แน่นอนว่า ความจริงคืออะไร
อ.ณภัทร: ครับ แล้วแม้ฟังว่า เห็นเป็นนามธรรมเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้อย่างนี้ครับ แล้วก็สิ่งที่ปรากฏเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นธาตุที่ไม่รู้อะไรเลย แม้ฟังแค่นี้ก็ยังไม่พอที่จะพิจารณาเห็นให้ปรากฏตามความเป็นจริง ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังเรื่อง แต่ไม่ได้ดูสิ่งที่กำลังมีใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ แต่การฟังเรื่องก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้มีการตรึก พิจารณาในเห็นที่กำลังปรากฏนี่ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เมื่อมีความมั่นคงว่า ขณะเห็น ไม่มีใครเลยทั้งสิ้นไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้น เป็นชั่วขณะที่มีปัจจัยทำให้เกิดเห็น เห็นแล้วดับ ควรดูไหม? นี่แหละ ความจริงถึงที่สุด
อ.ณภัทร: ควรดูอย่างยิ่ง ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เรียกแล้วเรียกอีกใช่ไหม มาดูเสียที
อ.ณภัทร: ครับ ก็ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์แล้วก็เป็นผู้ที่เข้าใจ ก็จะเป็นผู้ที่มีความเพียรที่จะศึกษาต่อ แล้วก็เพียรที่จะรู้ตามความเป็นจริงต่อไปครับ
ท่านอาจารย์: แล้วใครจะรู้ว่า ที่คุณณภัทรกำลังพูดนี่ บารมีมั่นคงแค่ไหน แล้วละด้วย และก็เป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้องในธรรมที่ลึกซึ้งเดี๋ยวนี้ด้วย มิฉะนั้น จะกล่าวเพียงว่า ลึกซึ้งๆ แต่ลึกซึ้งยังไง? ถ้าไม่ฟังผู้ได้ตรัสรู้ในความลึกซึ้ง ไม่มีทางที่จะพบหนทางที่จะประจักษ์แจ้งความลึกซึ้งได้
เพราะฉะนั้น พระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบปานได้ไหม? ไม่มีทางเลยในสังสารวัฏฏ์!! กว่าจะได้พบกว่าจะได้ฟังกว่าจะได้เข้าใจกว่าจะได้เห็นคุณ
อ.ณภัทร: ครับ แม้เพียงเข้าใจแค่การฟังในเบื้องต้น ก็เริ่มเห็นคุณแล้วครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ยังไม่ไปไหนเลย กลับมาที่เรียกให้มาดูนี่แหละ!!
อ.ณภัทร: ครับ เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกวัน ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม ก็ผ่านไป ไปดูอย่างอื่นอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ ก็เลยไปตลอดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังด้วยความเคารพสูงสุดในความลึกซึ้ง ดูจนกว่าจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีที่ปรากฏแต่ละหนึ่ง จึงจะรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.ณภัทร: ครับ ในขณะที่สติเกิดขึ้นระลึกสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนั้น ไม่มีใครเลยอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน ขณะนั้นต้องมีสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดปรากฏ
ท่านอาจารย์: เพียงได้ยินชื่อสติ รู้ลักษณะของสติหรือเปล่า? ถึงได้รู้ว่าสติเกิดหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ครับ จะรู้จักสติก็ต่อเมื่อรู้ว่า ลักษณะของเขาเป็นการระลึก ซึ่งต่างกับขณะที่ไม่ได้ระลึกอย่างไร ก็เห็นความต่างของขณะที่ระลึกเกิดขึ้นกับขณะที่หลงลืมไม่ได้ระลึก ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะเรียกให้มาดูสติ เห็นไหม แต่ละหนึ่ง แม้สติ ก็ต้องเรียกแล้วเรียกอีก ให้มาดู
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง พระองค์จึงทรงแสดงว่า เรียกให้มาดู ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มี จะดูอะไร ใช่ไหม? ถ้าไม่ดูโดยละเอียดยิ่ง จะรู้ความจริงหรือ? ผ่านๆ ไปเท่านั้นเอง ปนกันหมด
อ.ณภัทร: นี่ครับ แม้แต่คำว่า เรียกให้มาดู ก็ลึกซึ้งจริงๆ ครับ แค่เรียกให้มาดู
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ประมาทคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย แม้ปริยัติ รอบรู้ในแต่ละคำ เรียกให้มาดู ดูอะไร ใครเรียก ไม่ใช่คนอื่นเรียกใช่ไหม? ไม่ใช่ใครๆ ก็เรียก แต่ต้องเป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง จึงเรียกให้มารู้ความจริงซะที โดยการทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ตามลำดับขั้นของความลึกซึ้งของธรรมเดี๋ยวนี้เอง ยังไม่ได้ดูยังไม่ได้เห็นยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งความลึกซึ้งเลย
อ.ณภัทร: พระองค์ก็ทรงแสดงว่า เอหิปัสสิโก โอปนยิโก น้อมเข้ามาในตน ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าฟังด้วยความเป็นตัวตน หาทางน้อมแล้วใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แต่หารู้ไม่ว่า หนึ่งขณะเป็นใครหรือเปล่า? มีอะไรทำให้เกิดหนึ่งขณะนั้น แล้วดับไป ไม่เหลืออะไรเลยหรือเปล่า?
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งมากมายหลายอย่าง จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง และทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงโดยละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด ให้เริ่มเข้าใจให้เริ่มสะสมให้เริ่มละความหวังให้เริ่มละความไม่รู้ ซึ่งหนาแน่นแค่ไหนในสังสารวัฏฏ์ กว่าจะฟังแล้วเริ่มถึง ค่อยๆ เข้าใกล้ความจริง เพราะความจริงต่างกับที่กำลังปรากฏมหาศาล
ขณะนี้ไม่ปรากฏว่าอะไรเกิดดับอะไรสักอย่าง ใช่ไหม? และสิ่งที่ปรากฏไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่อย่างที่ปรากฏให้เห็น
แค่เห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นที่ถูกเห็น แค่นี้ก็กำลังเข้าใกล้ มาใกล้ๆ เพื่อที่จะรู้ว่า ความจริงเป็นอย่างนี้โดยที่ว่า ยังไม่ตรงลักษณะที่เป็นจริง เพียงแต่เริ่มฟัง และเริ่มรู้ความลึกซึ้งของแต่ละคำที่กล่าวถึงธรรมแต่ละหนึ่ง
อ.ณภัทร: ครับ ถ้าเริ่มตรงขึ้นเข้าใจตรงขึ้นในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏมากขึ้นครับ ก็จะเป็นผู้ที่มั่นคงมากขึ้น
ท่านอาจารย์: ละความคิดที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดใช่ไหม ทำไม่ได้ เกิดแล้ว ดับแล้วด้วย ถ้าไม่มีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ไม่สามารถที่จะแยกสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ออกจากกันให้รู้เพียงหนึ่ง แต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลายมาก ไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย
อ.ณภัทร: ครับ แล้วตอนท้ายของคลิป ท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า ศรัทธาของพระอริยบุคคล จึงมั่นคงกว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคล
ท่านอาจารย์: ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นพระอริยบุคคลต้องมั่นคงใช่ไหม มิเช่นนั้น ไม่ถึงแน่ ต้องอดทนปานใดไม่ได้หวังอะไร หวังไม่ได้ หวังเมื่อไหร่ปิดกั้นทันทีที่จะเข้าใกล้ความจริง ความหวังพาไปแล้วในทางที่ผิด
อ.ณภัทร: คลิปนี้ก็เป็นอีกคลิปหนึ่งครับก็งามจริงๆ ฟังแล้วก็แช่มชื่น ครับ รู้สึกว่าความเป็นจริงเป็นอย่างนั้น แล้วก็ไพเราะ เพราะเป็นความจริงถึงที่สุดครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เริ่มที่จะละความหวัง เพราะเริ่มรู้ความจริงลึกซึ้งอย่างยิ่งความจริงขณะนี้ ถ้าไม่มาดู ไม่มีทางรู้ความจริง
อ.ณภัทร: ไม่มีทางจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เริ่มสัจจบารมี มั่นคงขึ้นๆ
อ.ณภัทร: ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ในการอุปการะให้ความรู้ความเข้าใจมาโดยตลอด ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ
