เจตนา เป็นศีล [ปฏิสัมภิทามรรค]
[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้า 589-590
ในการแก้ปัญหาว่า กติ สีลานิ - ศีลมีเท่าไร เพราะปกติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ ในโลก ท่านกล่าวว่า สีลํ ไว้ในบทนี้ว่า กุสลสีลํ - กุศลเป็นศีล อกุสลสีลํ - อกุศลเป็นศีล อพฺยากตสีลํ - อัพยากฤตเป็นศีล, อาจารย์ทั้งหลายกล่าวหมายถึงศีลว่า นี้เป็นสุขศีล - ความสุขเป็นศีล นี้เป็น ทุกขศีล - ความทุกข์เป็นศีล นี้เป็น กลหศีล - การทะเลาะกันเป็นศีล นี้เป็น มัณฑนศีล - การตบแต่งเป็นศีล. ฉะนั้นโดยปริยายนั้น แม้อกุสลศีล ท่านก็กล่าวว่าเป็นศีลด้วยการยกเอาความขึ้น แต่ศีลที่ท่านประสงค์เอาในที่นี้ไม่มีเพราะบาลี ว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺา - ปัญญาในการฟังแล้วสำรวม ดังนี้.
อนึ่ง เพราะจิตที่สัมปยุต เป็นสมุฏฐานของศีลอันเป็นประเภทมีเจตนาเป็นต้น, ฉะนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า กุสลจิตตสมุฏฺานํ กุสลสีลํ - กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน,
บทว่า สํวรสโมธานํ สีลํ - ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร ได้แก่ ขันธ์สัมปยุตด้วยความสำรวม. จริงอยู่ ขันธ์เหล่านั้นมาพร้อมกับด้วยความสำรวม ท่านจึงกล่าวว่า มิสฺสีภูตา - เป็นสิ่งปนกัน สํวรสโมธานํ- เป็นที่ประชุมแห่งสังวร. แม้ศีลเป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง ก็พึงทราบอย่างนี้.
บทว่า ตถาภาเว ชาตเจตนา สโมธานํ สีลํ - ศีลเป็นที่ประชุมแห่งเจตนาอันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ได้แก่ ขันธ์อันสัมปยุตด้วยเจตนาอันเกิดในความสำรวม ในความไม่ก้าวล่วง. อนึ่ง ท่านประสงค์เอาธรรมสัมปยุตด้วยเจตนานั้น ในเจตนาแม้ทั้ง ๓, ฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ชี้แจงศีลเป็นที่ประชุมแห่งเจตสิกไว้ต่างหากกัน เพราะแม้เจตสิกท่านก็วิเคราะห์ด้วยการประชุมแห่งเจตนา. ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า สีลํ ไว้ในภายหลังแล้ว. พึงทราบว่า ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อแสดงว่า ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่ศีลอย่างเดียว, แม้ธรรมสัมปยุตด้วยศีลนั้นก็เป็นศีลเหมือนกัน.

