Print 
เห็นสักแต่ว่าเห็น [พาหิยสูตร]
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  17 เม.ย. 2553
หมายเลข  15906
อ่าน  5,088
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 127

                          ความบางตอนจากพาหิยสูตร        พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนพาหิยะ   เพราะเหตุนั้นแล  ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า     เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น     เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟังเมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ   เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง   ดูก่อนพาหิยะท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล    ดูก่อนพาหิยะ   ในกาลใดแล   เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น  เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง  เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ  เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง  ในกาลนั้น  ท่านย่อมไม่มี  ในกาลใด  ท่านไม่มีในกาลนั้น    ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้   ย่อมไม่มีในโลกหน้า  ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง  นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์.           ลำดับนั้นแล  จิตของพาหิยทารุจีริยกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง   ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า     ลำดับนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพาหิย-ทารุจีริยกุลบุตรด้วยพระโอวาทโดยย่อนี้แล้ว  เสด็จหลีกไป.
                            
คำอธิบายจากอรรถกถา       แต่เมื่อพระองค์จะทรงแสดงอาการที่จะพึงศึกษา  จึงตรัสคำมีอาทิว่าทิฏฺเฐ  ทิฏฺฐมตฺตํ  ภวิสฺสติ  เมื่อเห็นก็เป็นเพียงแต่เห็น.       บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า  ทิฏฺเฐ  ทิฏฺฐมตฺตํ  ได้แก่  สักว่าการเห็นรูปายตนะ  ด้วยจักขุวิญญาณ.  อธิบายว่า  เธอพึงศึกษาว่า  จักขุ-วิญญาณเห็นซึ่งรูปในรูปเท่านั้น     หาเห็นสภาพลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นไม่   ฉันใด   รูปที่เหลือจักเป็นเพียงอันเราเห็นด้วยวิญญาณที่เป็นไปทางจักขุทวารนั้นเท่านั้น.   อีกอย่างหนึ่ง   อธิบายว่า   การรู้แจ้งซึ่งรูปในรูปด้วยจักขุวิญญาณ  ชื่อว่า เห็นรูปในรูปที่เห็น.  บทว่า  มตฺตา แปลว่าประมาณ.   ประมาณแห่งรูปนี้ที่เห็นแล้ว    เพราะฉะนั้น   จึงชื่อว่า  ทิฏฐ-    มัตตะ.   อธิบายว่า   จิตเป็นเพียงจักขุวิญญาณเป็นประมาณเท่านั้น.  ท่านอธิบายไว้ว่า จักขุวิญญาณ  ย่อมไม่กำหนัด ขัดเคือง หลงในรูปที่มาปรากฏฉันใด  เราจักตั้งชวนจิตไว้โดยประมาณแห่งจักขุวิญญาณอย่างนี้ว่า  ชวน-จิตของเราจักเป็นเพียงจักขุวิญญาณเท่านั้น      เพราะเว้นจากราคะเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง รูปที่จักขุวิญญาณเห็น  ชื่อว่า  ทิฏฐะ.  จิต ๓  ดวงคือสัมปฏิจ-ฉนจิต   สันติรณจิตและโวฏฐัพพนจิต   ที่เกิดขึ้นเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละชื่อว่า  ทิฏฐมัตตะ.  พึงทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า   จิต  ๓ ดวงนี้   ย่อมไม่กำหนัด  ขัดเคือง  ลุ่มหลง  ฉันใด   เมื่อรูปมาปรากฏ  เราก็จักให้ชวน-จิตเกิดขึ้นโดยประมาณสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้นนั่นแหละ      เราจะไม่ให้ก้าวล่วงประมาณนั้นเกิดขึ้นด้วยความกำหนัดเป็นต้น    ฉันนั้น.    ในสุตะและมุตะก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็บทว่า มุตํ พึงทราบคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะกับด้วยวิญญาณ ซึ่งมีคันธายตนะ  รสายตนะ  และโผฏฐัพ-พายตนะนั้นเป็นอารมณ์.   ก็ในคำว่า  วิญฺญาเต  วิญฺญาณมตฺตํ  นี้  มีวินิจ-ฉัยดังต่อไปนี้     ชื่อว่า   วิญญาตะ  ได้แก่  อารมณ์ที่มโนทวาราวัชชนจิต แจ้งแล้ว.   เมื่อรู้แจ้งอารมณ์นั้นก็เป็นอันชื่อว่า   มโนทวาราวัชชนจิตรู้แจ้งแล้ว   เหตุนั้น   จึงชื่อว่า  มีอาวัชชนจิตเป็นประมาณ.     ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า   อาวัชชนจิตย่อมไม่กำหนัด  ขัดเคือง  ลุ่มหลง  ฉันใด  เราจักพักจิตโดยประมาณแห่งอาวัชชนจิตเท่านั้น ไม่ยอมให้เกิดขึ้นด้วยความกำหนัดเป็นต้น  ฉันนั้น.  บทว่า  เอวญฺหิ   เต  พาหิย  สิกฺขิตพฺพํ  ความว่า  พาหิยะเธอพึงศึกษาโดยคล้อยตามสิกขาทั้ง ๓ ด้วยปฏิปทานี้อย่างนี้.        ดังนี้นั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า    จึงทรงจำแนกอารมณ์อันแตกต่าง โดยประเภทอารมณ์ ๖  พร้อมวิญญาณกาย  ๖   อย่างย่อและตามความพอใจของพาหิยะ  ด้วยวิปัสสนา  โดยโกุฏฐาสะทั้ง ๔ มีรูปอันตนเห็นแล้วเป็นต้นแล้วจึงทรงแสดงญาตปริญญาและตีรณปริญญาในข้อนั้นแก่เธอ.  อย่างไร ?เพราะว่า   ในข้อนี้รูปารมณ์เป็นอันชื่อว่า ทิฏฐะ   เพราะอรรถว่าอันจักขุ-วิญญาณพึงเห็น.  ส่วนจักขุวิญญาณพร้อมวิญญาณที่เป็นไปทางจักขุทวารนั้น ชื่อว่า ทิฏฐะ   เพราะอรรถว่าเห็น.   แม้ทั้งสองอย่างนั้น   เป็นเพียงธรรมที่เป็นไปตามปัจจัยเท่านั้น.   ในข้อนี้   ใคร ๆ จะทำเองหรือให้ผู้อื่นทำก็หาได้ไม่.  จริงอยู่   ในข้อนี้   มีอธิบายดังนี้  ว่า จักขุวิญาณนั้นชื่อว่าไม่เที่ยง  เพราะมีแล้วกลับไม่มี   ชื่อว่า  เป็นทุกข์  เพราะถูกความเกิดขึ้นและดับไปบีบคั้น  ชื่อว่า  เป็นอนัตตา  เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจเหตุนั้น  ในข้อนั้น  จะจัดเป็นโอกาสของธรรมมีความกำหนัดเป็นต้นแห่งบัณฑิตได้ที่ไหน. ฯลฯ

เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ