ใส่ใจในสิ่งที่จิตรู้

 
เมตตา
วันที่  16 มี.ค. 2569
หมายเลข  52129
อ่าน  17

อ.ชุมพร: หนูได้ฟังคำอธิบายของท่านอาจารย์กล่าวถึงลักษณะที่แตกต่างกันของสภาพธรรมะที่ปรากฏ เช่น ใช้คำว่า ใส่ใจ จงใจ ใคร่ที่จะรู้ ท่านอาจารย์คะ สภาพธรรมะเวลาเขาเกิดขึ้นเหมือนหนังสือที่อ่านไม่ออก ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า การที่จะใส่ใจในปริยัติ แล้วค่อยๆ ละเอียดในลักษณะสภาพธรรมะที่ปรากฏ ขอความละเอียดด้วยค่ะ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีอะไรปรากฏหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: คิดค่ะ

ท่านอาจารย์: เคยใส่ใจในคิดไหม? คิดมีจริง กำลังคิด

อ.ชุมพร: ใส่ใจในคิดค่ะ เคยค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ใส่ใจแล้วค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจว่า คิดเป็นอะไรใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ใส่ใจที่ผิด กับใส่ใจที่ถูก ต่างกันอย่างไรค่ะ?

ท่านอาจารย์: กำลังพูดถึงใส่ใจใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เวลานี้ใส่ใจหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: ใส่ใจค่ะ

ท่านอาจารย์: ใส่ใจอะไร?

อ.ชุมพร: ใส่ใจในความคิด

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มรู้ว่า คิดเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ไม่เป็นอื่น?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้ว "คิด" เป็นอะไร ถ้าใส่ใจก็ต้องค่อยๆ รู้ขึ้นว่าคิดเป็นอะไร?

อ.ชุมพร: ค่ะ ค่อยๆ ละเอียดขึ้นด้วยใส่ใจค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ลักษณะสภาพธรรมะละเอียดมาก ใส่ใจเกิดทุกขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เห็นไหม? ใส่ใจทุกขณะเมื่อมีสิ่งใดปรากฏ แต่ตามประเภทของสภาพของจิตที่เกิดร่วมกับเจตสิกว่า มีเจตสิกอะไรบ้าง อย่างเห็นอย่างนี้ ไม่มีโลภะ โทสะเกิดร่วมด้วย แต่มีใส่ใจในสิ่งที่ปรากฏ มิฉะนั้น จะโลภะติดข้องไหม หรือว่าจะไม่ชอบ ถ้าไม่รู้เลยว่า ขณะนั้นอะไร มีสิ่งที่ปรากฏติดข้องหรือไม่พอใจ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

แต่ทำไมชอบล่ะ?! ถ้าไม่ใส่ใจจะชอบไหม?

และ ทำไมไม่ชอบล่ะ?! ถ้าไม่ใส่ใจในอารมณ์นั้นจะไม่ชอบไหม?

เพราะฉะนั้น แม้ในขณะเห็น ยังไม่มีความชอบหรือไม่ชอบเกิดร่วมด้วย แต่ก็ใส่ใจในลักษณะของอารมณ์นั้น เป็นปัจจัยที่จะให้ขณะต่อไปพอใจ ติดข้อง หรือไม่พอใจในสิ่งที่ปรากฏนั้น เพราะใส่ใจมีทุกขณะจิต แล้วแต่ขณะนั้นจิตเป็นจิตประเภทไหน สิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร การใส่ใจก็ทำให้สภาพของเจตสิกทั้งหลายเกิดขึ้นเป็นไปตามการใส่ใจได้

ถ้าไม่ได้ใส่ใจว่า แค่มีสิ่งนั้นเกิด และมีธาตุรู้เกิดเท่านั้น ก็จะคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกระทั่งรวมกันและเป็นคนเป็นสัตว์ ละเอียดไหมลึกซึ้งไหม แตกย่อยลงไปเป็นแต่ละหนึ่งขณะมีอะไรบ้างซึ่งต่างกันเป็นธาตุรู้ประเภทต่างๆ หรือเป็นเพียงสิ่งที่กระทบตา ซึ่งจะเป็นอื่นไม่ได้ สัจจะ ความจริงของสิ่งที่กระทบตากำลังปรากฏเพียงแค่เป็นอย่างที่เห็น เป็นอย่างที่เห็นแต่ไม่ใช่เป็นคนเป็นดอกไม้เป็นอะไรเลย เห็นอะไรก็เป็นอย่างที่เห็นเท่านั้น เป็นสีน้ำตาลก็น้ำตาล เหลืองก็เหลือง แดงก็แดงเท่านั้น

อ.ชุมพร: หมายความว่า สภาพธรรมะเขาเกิดขึ้นมาทำกิจที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ว่าเจตสิกที่ประกอบกับความใส่ใจก็เป็นลักษณะที่แตกต่างกัน ฉะนั้น อาศัยปริยัติที่ได้เข้าใจจึงจะสามารถพิจารณาความต่างของนามธรรมเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: นี่เราแทรกความคิดของเราเข้าไปแล้วใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ หมายความว่า คิดจากสิ่งที่เคยศึกษา ยังคิดผิดหรือคะ?

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ค่ะ ให้รู้ว่า เราใส่ใจในสิ่งที่เป็นอารมณ์ที่ปรากฏจริงๆ หรือเปล่า? หรือได้ยินอย่างนี้ ไปใส่ใจเรื่องอื่นล่ะ? แล้วจะรู้ลักษณะของสภาพที่ใส่ใจไหมว่า เกิดทุกขณะที่จิตเกิด และใส่ใจอะไร!! ใส่ใจสิ่งที่จิตรู้ และเขาเองก็รู้สิ่งนั้นด้วยการใส่ใจในสิ่งนั้น แต่ละหนึ่งภาวะที่มีในขณะนั้นหลากหลาย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ ใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ความละเอียดลึกซึ้งของหนึ่งขณะที่มีอะไรบ้างที่ละเอียดอย่างยิ่งต่างกันทั้งหมด จึงเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น รู้สิ่งเดียวกัน แต่ลักษณะและกิจการงานต่างกันหมด

เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นสิ่งเดียว นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวเลยหลากหลายมาก ละเอียดอย่างยิ่ง แม้แต่ใส่ใจ ขณะนั้นต้องเกิดกับจิตที่กำลังรู้อารมณ์ แต่ไม่ใช่จิตที่รู้อารมณ์ ก็เป็นนามธรรมที่รู้ลักษณะใส่ใจในอารมณ์ จิตแค่รู้ว่ามีอะไรปรากฏ ไม่ใช่รู้ว่านะ รู้สิ่งที่ปรากฏ เห็นไหม? น้ำตาลอย่างนี้ ไม่ต้องเอ่ยชื่อ จิตเห็นอะไร? เห็นสิ่งนั้น

เพราะฉะนั้น ใส่ใจในสิ่งนั้น จึงรู้ว่า น้ำตาลอ่อนหรือแก่แต่ไม่ใช่เป็นชื่อเลย เพียงแต่ใส่ใจในสิ่งที่จิตรู้ เพราะเกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน

อ.ชุมพร: ก็เป็นความละเอียดของการสะสมสภาพธรรมะจากได้ยินได้ฟัง แล้วค่อยๆ ละเอียดขึ้นตามการสะสมที่จะสามารถที่จะใส่ใจในสิ่งนั้นจนกระทั่งเกิดความเข้าใจเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ก็ต้องเป็นการฟังของแต่ละคน แล้วก็เริ่มรู้ด้วยตัวเองว่า มีจริงไหม ใส่ใจ แต่ปรากฏหรือ? ธรรมะจริงทั้งหมดเกิดดับเร็ว ไม่ได้ปรากฏให้รู้เพราะความรวดเร็ว แต่บางธรรมะปรากฏในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนจะรู้ไหมว่า นั่นเป็นสิ่งที่มีจริงหนึ่งอย่างซึ่งต่างกับเห็น ต่างกับอะไร

เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมะจึงต้องละเอียดลึกซึ้งด้วยความเคารพมั่นคงในความเป็นสิ่งนั้นเปลี่ยนไม่ได้ และเริ่มเห็นความลึกซึ้งของธรรมะเมื่อไหร่ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้น

อ.ชุมพร: ค่ะ หมายความว่า การศึกษาในความละเอียดของปริยัติที่จะกล่าวถึงลักษณะของสภาพธรรมะที่แตกต่างกัน แต่เมื่อขณะใดสภาพธรรมะใดปรากฏ สิ่งที่เคยเข้าใจความละเอียดของปริยัติก็จะค่อยๆ สามารถที่จะวินิจฉัยสภาพธรรมะที่ปรากฏตามกำลังของการที่ได้ศึกษาในขั้นเรื่องราว จนกว่าจะพิจารณาละเอียดในสภาพธรรมะจริงๆ ที่กำลังปรากฏ อันนี้คือค่อยๆ ละเอียดขึ้นเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: นี่ก็คิดเอง เติมเข้าไปเยอะเลย แต่ใส่ใจในสภาพที่มีจริงที่ใส่ใจทุกขณะ คิดดู!! มีจริง เห็นไหม ไม่ต้องใช้คำมากมายอะไร

อ.ชุมพร: ฉะนั้น นี่ค่ะ ถ้าเราพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่สภาพธรรมะนั้นเวลาปรากฏ อย่างท่านอาจารย์กล่าวถึงความรวดเร็วของสภาพธรรมะ ความเข้าใจจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏก็ไม่ใช่ง่ายใช่ไหมคะ ถ้าความเข้าใจที่ได้ฟังแล้วสะสมจนกระทั่งสามารถเป็นปัจจัยให้ความรู้ความเข้าใจเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วใช่ไหมคะ

ท่านอาจารย์: ถ้าง่าย จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม?

อ.ชุมพร: คงไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แทนที่จะคิดเรื่องอื่นมากมาย ใส่ใจในลักษณะที่ได้ยินได้ฟัง ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ธาตุรู้ที่รู้แจ้งสิ่งนั้นเกิดทำหน้าที่เดียว แต่ว่า สภาพธรรมะอื่นซึ่งปรุงแต่งกันอาศัยกันและกันเกิดขึ้นหลากหลายมาก จนแม้ว่ามีการใส่ใจในอารมณ์นั้น ก็ไม่ปรากฏ ใครจะรู้มนสิการเจตสิก ใส่ใจในอารมณ์ที่ปรากฏเท่านั้น ไม่ต้องมีคำพูดอะไรมากมาย แต่เป็นธรรมะที่มีจริง ที่สิ่งใดปรากฏ มีธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ใส่ใจไม่ได้ รู้สึกไม่ได้ อะไรไม่ได้ เพราะจะต้องเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์อย่างเดียวเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง

ขอเชิญฟังเพิ่มได้ที่ ..

คิดมีจริง เป็นธรรมอย่างหนึ่ง

ลักษณะของปัญญา-จิตคิด

ถ้าไม่มีจิต ก็จะไม่มีบัญญัติ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 16 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ