เริ่มจะรู้ว่าขณะนี้เห็น ใส่ใจในอาการรู้

 
เมตตา
วันที่  15 มี.ค. 2569
หมายเลข  52126
อ่าน  40

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความเข้าใจต้องตรง ต้องรู้ว่าไม่ใช่เรา เริ่มฟังและเริ่มมั่นคงว่า เป็นสิ่งที่มีจริงที่ต้องเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยหลากหลายจึงเป็นอย่างนั้นได้ และทันทีที่เกิดก็ดับ เกิดแล้วต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้นแล้วก็ดับ ค่อยๆ เข้าใจจนมั่นคง ปลูกฝังความเข้าใจ บารมีที่ตรงต่อความเป็นจริง จนกระทั่งไม่เป็นอื่น ถ้าปัญญาเกิดขึ้นเข้าใจอะไร?! เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เข้าใจเห็นหรือเปล่า? เข้าใจสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือเปล่า? ก็ได้ยินมาว่า เห็นเป็นธาตุรู้ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่รู้อะไร ก็แค่นี้เองหรือ? หรือว่าฟังแล้วก็เข้าใจขึ้นมั่นคงขึ้นที่เริ่มจะรู้ว่า ขณะนี้เห็น ใส่ใจในอาการรู้ และขณะนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องที่เคยคิดเรื่องโลภ เรื่องโกรธ เรื่องหลง เรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีเท่าไหร่ยังไงเป็นเรื่องราวต่างๆ แต่เริ่มรู้ว่า ฟังมาทั้งหมดเพื่อรู้ลักษณะของสิ่งที่เป็นอย่างที่เข้าใจโดยไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร?! เห็นไหม ต้องละเอียด

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงสภาพธรรมะที่เป็นฝ่ายกุศลครบถ้วนโดยประการทั้งปวง และทางฝ่ายที่เป็นอกุศล ทั้งๆ ที่เป็นชีวิตประจำวันมากมายก่ายกองไม่เคยรู้เลย ให้เห็นความต่างของการจำกับการระลึกได้ในกุศล สัญญาเจตสิกไม่ใช่สติเจตสิก ถ้าไม่ฟังอย่างนี้จะรู้ไหมว่า ทั้งวันที่ว่าไม่มีเรานี่เป็นอะไรบ้าง!! สภาพจำ จำผิดใช่ไหม? พอเห็นแล้วไปจำสีสันนิมิตรูปร่างสัณฐานจนปรากฏว่ามีทุกอย่างในสีสันวัณณะ ถูกหรือผิด? ต้องไตร่ตรองในความลึกซึ้งจึงจะสามารถประจักษ์แจ้งได้ว่า ไม่มีทางที่สิ่งที่ปรากฏทางตาจะเป็นใครได้เลยทั้งสิ้นเป็นอะไรก็ไม่ได้

เพราะฉะนั้น ก็ตรงต่อความเป็นจริงเป็นเพียงสิ่งที่กระทบตาได้ แล้วปรากฏแล้วดับ มั่นคงไหม ไม่ไปทำอื่นเลย

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ครับ ขณะที่ฟังแล้วก็ไตร่ตรองในคำที่ท่านอาจารย์กล่าวก็เป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ เกิดขึ้นครับ แล้วก็มั่นคงขึ้นว่า สิ่งที่ปรากฏที่เคยจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงเป็นเพียงสีที่ปรากฏ แต่ความคิดถึงรูปร่างนิมิตสัณฐาน แล้วก็คิดถึงว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ยังมีความมั่นคงในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ครับ แต่พอได้ยินได้ฟังก็เพียงความเข้าใจขึ้นบ้างจากการได้ยินได้ฟังเล็กๆ น้อยๆ ครับ

และในประเด็นนี้ก็มีประเด็นที่จะเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ เพราะปกติการฟังเรื่องสิ่งที่ปรากฏนี่ครับ ก็จะมีการคิดไตร่ตรองถึงคำที่กล่าวถึงสิ่งที่ปรากฏ อย่างสีสันวัณณะต่างๆ มีจริง เสียงมีจริง ขณะที่ไตร่ตรองก็เป็นความคิดพิจารณา แต่ก็ดูเหมือนว่า การที่จะมั่นคงที่จะรู้จักหนทางว่า ความเข้าใจ นั่นคือหนทาง ดังนั้น ขณะที่การคิดไตร่ตรองนี่ครับ ความเข้าใจที่จะค่อยๆ ปรุงค่อยๆ มีปัจจัยทำให้ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยครับ แล้วรู้ว่าเป็นธรรมะ ไม่ใช่เป็นเราที่พิจารณา ตรงนี้ครับท่านอาจารย์เพราะว่า ความยึดมั่นในความเป็นตัวเรานี่ ทั้งสิ่งที่ปรากฏที่ยึดมั่นมานานก็ดี หรือว่าที่ตัวเราแม้แต่รูปร่างกายทั้งตัว หรือแม้แต่นามธรรม จิต หรือเจตสิก ที่ประกอบกับจิต ก็ยังมีความยึดมั่น ดังนั้น ขณะที่ความเข้าใจค่อยๆ เกิดขึ้น ปัญญาก็ต้องรู้ในความเป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรือเปล่าครับท่านอาจารย์ครับที่จะมั่นคงในธรรมะที่เป็นหนทางว่า เป็นปัญญาจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วใครรู้?

อ.วิชัย: ก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้ขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: ต้องเป็น.. แต่เวลานี้ใครรู้?

อ.วิชัย: ตอนนี้ยังเป็นตัวกระผมรู้อยู่ครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าความเข้าใจธรรมะจะละเอียดขึ้นทุกคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง จึงสามารถที่จะค่อยๆ รู้ว่า นอกจากความเข้าใจ อะไรอีกล่ะที่เป็นปัจจัยให้เข้าใจ อยู่ดีๆ เข้าใจเกิดไม่ได้แน่ เพราะฉะนั้น จึงต้องศึกษาธรรมะแต่ละคำ แต่เพื่อให้เข้าใจความละเอียดอย่างยิ่งของธรรมะแต่ละขณะ อย่างสติอย่างนี้คืออะไร? เห็นไหม? 

อ.วิชัย: ครับ ดูเหมือนจะรู้ความหมายครับ ระลึกได้ครับท่านอาจารย์?

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะไม่รู้เลย เพราะว่า เพียงชื่อเพียงเรื่องของสิ่งที่เกิดดับหลากหลายต่างกันโดยประการทั้งปวงในชั่วขณะเดียวซึ่งรวมกัน กว่าจะแยกออกได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องตรงต่อความเป็นจริงซึ่งเป็นธาตุรู้มีแน่ แต่ธาตุรู้ไม่ใช่มีอย่างเดียว เห็นไหม!! 

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีธาตุรู้เลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุรู้จะไปเข้าใจอะไรได้?! จะรู้ว่ามีอะไรได้? 

เพราะฉะนั้น จึงแสดงให้เห็นว่า ธาตุรู้ต้องเกิดขึ้นรู้แต่หลากหลายมาก เกิดมาจริง มีสิ่งที่ปรากฏจริง เป็นลักษณะรู้ไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า แต่ลักษณะนั้นไม่สามารถเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี แค่นี้!! เริ่มเห็นว่า ความไม่รู้ระดับไหน มากแค่ไหน เกิดไม่รู้อะไรบ้าง? จึงจะรู้ว่า ความไม่รู้ต้องต่างกับการเริ่มเข้าใจความจริงซึ่งกล่าวถึงแต่ละหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ไม่รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้มีเห็น ถูกต้องไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะไม่ใช่เรา ถ้าเห็นไม่มี ความเข้าใจผิดว่าเป็นเราก็จะไปเข้าใจได้อะไรว่า เห็นไม่ใช่เราถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น แต่ทันทีที่เห็นเกิดขึ้นไม่รู้ว่า นั่นแหละมีจริงๆ แค่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ

เพราะฉะนั้น แค่นี้ยังไม่พอ ต้องรู้ว่า แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นรู้สิ่งที่กำลังปรากฏตา ความเข้าใจนี้แหละ ละเอียดขึ้นๆ เป็นปริยัติ 

ถ้าความเข้าใจเผินมาก ไม่สามารถที่จะเข้าใจขึ้นในความลึกซึ้ง ไม่มีปัจจัยพอที่ปัญญาอีกขั้นหนึ่งซึ่งไม่ใช่เพียงฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริง แต่ขณะนั้นเพราะเข้าใจว่า แต่ละหนึ่งหลากหลาย เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏจึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้น ก็ต้องไม่ใช่เพราะอกุศล

เพราะฉะนั้น เราจะไม่รู้จักกุศล และอกุศล และธรรมะทั้งหมดเลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งให้รู้ว่า ต่างกันอย่างไรกว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ใช่เราแต่ละหนึ่ง เห็นไหม นี่คือการศึกษาธรรมะ เพื่ออะไร? เพื่อเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้ง

ไม่ใช่เราศึกษาธรรมะเราเข้าใจ เราปฏิบัติเราประจักษ์แจ้ง นั่นไม่ใช่คำสอนที่จะทำให้เข้าใจ แต่เป็นคำสอนที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงว่า ถ้ายังคงไม่รู้ตามความเป็นจริงที่ละเอียด ไม่สามารถที่จะละความยึดถือในสิ่งที่มี ที่มีมานานแล้ว และยังมีต่อไปเพราะไม่รู้ความจริงว่า ขณะนั้นอะไรบ้าง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 16 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ