ชีวิตประจำวันรู้จักสติไหม?

ลักขณาทิจตุกะ
ลกฺขณ (เครื่องหมายรู้) + อาทิ (เป็นต้น) + จตุกฺก (หมวด ๔)
ธรรมหมวด ๔ มีลักษณะเป็นต้น หมายถึง
ลักษณะ ๑
กิจ ๑
ปัจจุปัฏฐาน (ผลปรากฏ) ๑
ปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิด) ๑
ของสภาพธรรมต่างๆ ซึ่งเมื่อเข้าใจลักขณาทิจตุกะของปรมัตถธรรมแล้วจะเป็นปัจจัยให้สามารถสังเกต ระลึกศึกษาสภาพธรรมจนค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงและถ่ายถอนความยึดถือความเป็นตัวตนได้ในที่สุด
อ.ณภัทร: เมื่อวานก็มีการสนทนาโดยมีการนำคลิปเสียงการบรรยายพระธรรมของท่านอาจารย์ในหัวข้อเรื่อง ฟังจนกว่าจะเข้าใจลักษณะของสติ เพราะฉะนั้น สติก็เป็นสภาพธรรมะอย่างหนึ่งที่มีจริงๆ แต่ว่า รู้ได้โดยยาก
เพราะฉะนั้น ข้อความในพระไตรปิฏก กล่าวไว้ว่า สติมีการระลึกเป็นลักษณะ มีการไม่หลงลืมเป็นรสะ ก็คือเป็นกิจ มีการอารักขาเป็นปัจจุปัฏฐานะ ก็คือเป็นอาการปรากฏ หรือมีการมุ่งตรงต่ออารมณ์เป็นปทัฏฐาน ก็คือเป็นเหตุใกล้ให้เกิด มีการจำได้อันมั่นคงเป็นปทัฏฐาน หรือว่ามีกายคตสติปัฏฐาน เป็นต้นเป็นปทัฏฐาน ก็บัณฑิตพึงเห็นสติเหมือนเสาเขื่อนเพราะตั้งอยู่มั่นคงในอารมณ์ และเหมือนนายทวารผู้รักษาประตูเพราะรักษาประโยชน์ทั้งหลาย มีจักขุทวาร เป็นต้น
ท่านอาจารย์ครับ เมื่อได้ศึกษาข้อความในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงลักษณะของสติ หน้าที่คือกิจของสติ อาการที่ปรากฏของสติ หรือแม้แต่เหตุใกล้ให้เกิดของสติ ก็คือสภาพธรรมะที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ที่จะเป็นเหตุใกล้ที่จะทำให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ได้ เป็นต้นอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้น การศึกษาโดยลักษณะของสติก็ดี โดยกิจของสติก็ดี อาการที่ปรากฏ หรือแม้แต่เหตุใกล้ให้เกิดก็ดีครับ ไม่ใช่เพียงศึกษาเพื่อจำได้ แต่อะไรครับที่จะเป็นประโยชน์ที่จะเข้าใจ แล้วก็รู้จักสติที่กำลังมีจริงๆ เพราะว่า ในชีวิตประจำวันนี่ครับ สติเกิดก็มี สติไม่เกิดก็มี และบางครั้งสติเกิดก็ไม่รู้ว่ามีสติ อย่างนี้ครับก็กราบเท้าท่านอาจารย์ในความละเอียดตรงนี้ด้วยครับ
ท่านอาจารย์: รู้จักแต่ชื่อสติ ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วก็เรื่องราวของสติ ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพื่อที่จะรู้จริงๆ ว่า ชีวิตจริงๆ เป็นปกติอย่างนี้ เมื่อไหร่เป็นสติใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นเดี๋ยวนี้เป็นเราหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าสติไม่เกิดก็เป็นเราครับ
ท่านอาจารย์: ถามว่า เห็นเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เองเป็นเราหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เป็นเราครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่รู้ลักษณะของสติ ไม่รู้ลักษณะของเห็นเช่นเดียวกันใช่ไหม?
อ.ณภัทร: เช่นเดียวกันครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงเป็นการฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง และค่อยๆ เข้าใจว่า สิ่งที่มีจริง คือแต่ละขณะในชีวิตจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ฟังธรรมะไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร
เพราะฉะนั้น พอฟังแล้ว สติต่างจากขณะที่หลงลืมสติ นี่เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ขณะไหนล่ะ หลงลืมสติ? จึงจะรู้ว่า ขณะไหนมีสติใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ทั้งวันนี่หลงลืมสติเมื่อไหร่?
อ.ณภัทร: ทั้งวันเลยครับ ถ้าสติไม่เกิดก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นหลงลืมสติครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามซึ่งชีวิตดำเนินไปด้วยความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ด้วยความติดข้องต้องการอยู่ร่ำไป ขณะนั้นไม่ใช่สติ
เพราะฉะนั้น จึงต้องละเอียดมากที่จะรู้ว่า สติก็คือชีวิตประจำวันเหมือนขณะอื่นๆ ซึ่งต้องการก็เป็นชีวิตประจำวัน แต่ลักษณะของสติกับลักษณะของโลภะต่างกัน ถูกต้องไหม?
อ.ณภัทร: ถูกต้องครับ
ท่านอาจารย์: ขั้นฟัง ทุกอย่างที่ตั้งแต่ลืมตาเกิดขึ้นเต็มไปด้วยความต้องการใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ทำอะไรบ้างด้วยความต้องการตั้งแต่ลืมตา?
อ.ณภัทร: แค่เอื้อมมือที่จะไปล้างหน้าครับ
ท่านอาจารย์: แค่นั้นหรือ?
อ.ณภัทร: มากมายครับ
ท่านอาจารย์: ตลอดเวลา รับประทานอาหาร ใส่รองเท้า ไปซื้อของ ทุกสิ่งทุกอย่าง เขียนหนังสือ ขณะนั้นต้องรู้ว่า ไม่ใช่กุศลธรรม
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ที่จะเป็นกุศลได้เพราะสติเกิด แต่ก็ไม่รู้เลยเป็นกุศลไปแล้ว ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
เพราะฉะนั้น ชีวิตประจำวันไม่มีใครรู้ความจริงว่า เป็นธรรมะแต่ละหนึ่งซึ่งต่างกันละเอียดมากยากที่จะรู้ได้
เพราะฉะนั้น จึงต้องค่อยๆ ฟัง ใส่ใจในความเป็นจริงที่ลึกซึ้ง จึงสามารถที่จะรู้ว่า เริ่มรู้จักสติในชีวิจประจำวันก่อน ซึ่งต่างกับขณะอื่นๆ คือขณะใดก็ตามที่มีการกระทำ หรือคำพูดที่ดีที่เป็นประโยชน์ ขณะนั้นจะต่างกับคำพูดด้วยความต้องการใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: หยิบพริกไทยให้หน่อย เป็นสติหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ไม่ใช่สติครับ
ท่านอาจารย์: แต่กำลังหยิบพริกไทยให้คนอื่นที่กำลังต้องการ นั่นต่างกันแล้วใช่ไหม?
อ.ณภัทร: นั่นต่างกันครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะรู้จักสติ หรือสภาพธรรมะใดๆ ก็ตาม ต้องในชีวิตประจำวัน เพราะชีวิตประจำวันเป็นธรรมะทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ให้ทำสติ แต่ว่าไม่รู้เลยว่า สติเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แล้วก็คิดว่า จะทำสติก็ผิดแล้ว
เพราะฉะนั้น ธรรมะทั้งหมดธรรมะทั้งปวงลึกซึ้งมากยากที่จะรู้ได้ แค่ฟังก็เผินไม่ได้ ถ้าคิดว่าเข้าใจแล้วก็เป็นชื่อทั้งหมด แต่ตัวจริงไม่ได้รู้เลย ทั้งๆ ที่เป็นโลภะบ้าง เป็นสติบ้าง เป็นปัญญาบ้าง หรือเป็นอะไรก็ตามแต่ ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงที่ลึกซึ้ง เพราะแม้แต่ "ชื่อ" ฟังรู้ความต่างของโลภะกับสติ แต่เวลาที่โลภะเกิดไม่รู้ เวลาที่สติเกิดไม่รู้ จึงเป็นเราตลอด แต่ว่า ถ้าเข้าใจธรรมะ แต่ละหนึ่งๆ ๆ ๆ นั่นคือไม่มีเราเลย เพิกความเป็นเรา เพราะรู้ความจริงว่าเป็นธรรมะ
ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้ว่า สติ เป็นธรรมะที่เกิดเป็นไปในขณะที่ทำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นหรือว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เมื่อไหร่ก็ตามแต่ ต่างกับขณะที่ต้องการประโยชน์
พอที่จะรู้นะต่อไปนี้ว่า ทั้งวันไม่เคยรู้เลยทั้งๆ ที่กำลังทำความดี เพราะขณะนั้นสติเกิด ทำให้เป็นความดีที่ไม่ลืมว่าขณะนั้นเป็นสิ่งที่เกิดดี ไม่ใช่เกิดไม่ดีเหมือนอย่างขณะอื่น เห็นไหม!!
เพราะฉะนั้น แม้แต่ชื่อ สติ ก็เอาไปใช้กันว่า มีสติ ทำสติ เจริญสติ แต่ชีวิตประจำวันนี่รู้จักสติไหม? ถ้าชีวิตประจำวันไม่รู้จักสติ แล้วขณะอื่นจะไปรู้ได้อย่างไรว่า สติเป็นอะไร?
เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ธรรมะประมาทไม่ได้เลย ถ้าไม่เห็นความลึกซึ้งอย่างนี้ ละความเป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย
อ.ณภัทร: ครับ
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ

