ไม่รู้จักเห็นเพียงได้ยินว่าเห็นมีจริง

ข้อความใน สัทธัมมปกาสินี อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค
สัทธัมมปกาสินี หมายความถึง อรรถกถาที่ประกาศพระสัทธรรม เป็นอรรถกถาของ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ในข้อธรรมเรื่อง ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส
ข้อความใน สัทธัมมปกาสินี อรรถกถา มีว่า
คำว่า ย่อมรู้ ชานาติ คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น ด้วยญาณที่ปรารภภาวนาตามทำนองแห่งสุตตะ เพราะฉะนั้น ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วนั่นเองด้วยญาณ เช่นเดียวกับเห็นสิ่งที่เห็นด้วยจักษุ และเช่นเดียวกับที่ได้สัมผัสผลมะขามป้อมที่อยู่บนพื้นฝ่ามือ
เป็นเรื่องของความรู้ชัด ซึ่งเป็นปัญญา
คำว่า ย่อมรู้ ชานาติ คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น ด้วยญาณที่ปรารภภาวนา ตามทำนองแห่งสุตตะ
[เล่มที่ 30] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้า 60
ปฏิปัตติวรรคที่ ๔
๑. ปฏิปัตติสูตร
ว่าด้วยมิจฉาปฏิบัติและสัมมาปฏิบัติ
[๘๙] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมิจฉาปฏิบัติและสัมมาปฏิบัติแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.
[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิบัติเป็นไฉน คือ ความเห็นผิด ฯลฯ ความตั้งมั่นผิด นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิบัติ.
[๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิบัติเป็นไฉน คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งมั่นชอบ นี้เรียกว่าสัมมาปฏิบัติ.
จบปฏิปัตติสูตรที่ ๑
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์กล่าวถึงปัญญาขั้นฟัง สตมยปัญญา เมื่อวานก็มีข้อความในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ก็ขอรบกวน อ.วิชัย อีกสักครั้งนะครับ ซึ่งเป็นข้อความที่เกื้อกูลมากเลยที่ว่า เมื่อเริ่มภาวนา คือเริ่มอบรมเจริญปัญญา เชิญ อ.วิชัยเลย
อ.วิชัย: คำว่า ย่อมรู้ (ชานาติ) ได้แก่ย่อมรู้ด้วยญาณะในการเริ่มภาวนา โดยทำนองเดียวกับ สุตตะ (การฟัง) ครับ
ท่านอาจารย์: หมายความว่า ฟังแล้วต้องรู้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ความรู้เกิดจากการฟัง
ท่านอาจารย์: แน่นอน เพราะฉะนั้น ฟังแล้วไม่รู้ไม่เข้าใจ จงฟังหรือเปล่า? จงใส่ใจให้ดีหรือเปล่า?
ทุกคำลึกซึ้งมาก!!
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ก็ซาบซึ้งที่พระองค์ทรงแสดงปัญญา สุตมยปัญญา ครับ สุตมยญาณะ จนตามยญาณะ และก็ภาวนมยญาณะ ที่ท่านกล่าวว่า เมื่อเริ่มภาวนา คือเริ่มที่จะเป็นการที่ปัญญาเกิดขึ้นรู้ตรงสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็จะเป็นตามสุตตะที่ได้ฟังมา แต่ผมเห็นความสำคัญที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า การที่จะเป็นสุตตะจริงๆ คือเป็นการฟังจริงๆ ต้องใส่ใจด้วยดีจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ได้ยินแล้วคิดไป โอ้.. ปลาบปลื้ม ฟังอะไรไปคิดไป เอาความจริงของตัวเองมาต่อจากการได้ยินอย่างนี้
เพราะฉะนั้น นี่ก็จะเป็นสังขารขันธ์ตั้งแต่ปัญญาขั้นฟัง ที่จะเป็นสุตตะจริงๆ จะเป็นสังขารขันธ์ให้ปัญญาที่ปฏิปัตติ รู้ตรงลักษณะสภาพธรรมะเกิด ซาบซึ้งครับท่านอาจารย์ครับในข้อความในปฏิสัมภิทามรรค
ท่านอาจารย์: ผ่านไม่ได้เลยแม้คำพูดธรรมดา เห็นมีจริงไหม?
อ.อรรณพ: มีจริงครับ
ท่านอาจารย์: แค่นี้ปัญญาหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: ปัญญาครับ นิดหนึ่งครับ
ท่านอาจารย์: ถามเด็กถามใคร เขาก็บอกเห็นมีจริงทั้งนั้น
อ.อรรณพ: ก็แล้วแต่ผู้นั้นจะตอบด้วยอะไรครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ประมาทเลย เพียงฟังนี่ ตอบได้ แต่ที่พูดว่า เห็นมีจริง รู้ไหมว่าเห็นคืออะไร? เห็นไหม แค่ ๒ คำ เห็นมีจริงหรือไม่จริง?
อ.อรรณพ: ถ้าเป็นสาวกในสมัยพุทธกาล..
ท่านอาจารย์: แล้วคนสมัยนี้ คิดดูสิ แค่ตอบเห็นมีจริง แค่นี้หรือ?
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ใช้คำว่า หน้าตาเฉย
ท่านอาจารย์: ไม่ได้รู้จักเห็นเลย
อ.อรรณพ: พูดตอบไปแบบหน้าตาเฉยเลยว่า เห็นมีจริง เห็นเกิดดับไหมอะไรอย่างนี้ แต่จริงๆ ยังไม่รู้ด้วยสามารถลักษณะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัญญา คือความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตอบว่า เห็นมีจริง เข้าใจอะไร แค่เห็นมีจริง!? ทุกคนก็รู้ใช่ไหม แต่ไม่สามารถจะเข้าใจความจริงของเห็น
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ที่ตอบว่า เห็นมีจริงนี่ครับ แล้วแต่ปัญญาระดับไหม ถ้าเป็นปัญญาระดับที่รู้ตรงลักษณะของเห็นเป็นปฏิปัตติขึ้นไปนั้นก็ชัดเจน กราบถามท่านอาจารย์ว่า ปัญญาขั้นฟัง สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ที่จะเข้าใจว่า เห็นมีจริง ที่เป็นสุตตะจริงๆ ที่จะนำไปสู่การรู้ลักษณะจริงๆ นี่อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เคยได้ยินคำว่า เห็น ไหม? ทุกคนตอบ เคยได้ยินคำว่าเห็น เข้าใจหรือเปล่า?
เห็นไหม เคยได้ยินคำว่า โกรธ ไหม? เข้าใจหรือเปล่า? ไม่มีสักนิดเดียวในสังสารวัฏฏ์
อ.อรรณพ: พูดคำที่ไม่รู้จัก
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้!! แต่ว่า พระองค์ตรัสรู้ความจริง เห็นเป็นความจริง ใครรู้จักความจริงของ เห็น? ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!
เพราะฉะนั้น พระองค์ตรัสให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะแม้เดี๋ยวนี้มีจริงแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าอะไร ไม่รู้ไม่ใช่ปัญญา แต่เริ่มรู้เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีที่ไม่เคยรู้ตรงตามความเป็นจริง นั่นคือความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีทุกขณะในชีวิต แวดล้อมด้วยธรรมะหมด ไม่พ้นไปจากธรรมะเลย แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะเลยแม้สักนิดตั้งแต่เกิดจนตาย
จึงเริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นความละเอียดลึกซึ้งว่า ไม่ใช่สิ่งนี้ไม่มีนะ มีทุกขณะตั้งแต่เกิด เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าอะไร
อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญครับ เพราะว่าเมื่อมีความเข้าใจขึ้น ก็ต้องรู้ว่า ปัญญาจากที่ไม่เคยรู้ความจริงสิ่งที่มีเลย แล้วค่อยๆ รู้ขึ้น ต้องอาศัยเวลายาวนานมาก เพราะความไม่รู้ปกปิดเอาไว้ครับ แต่ความประมาทก็ดูเหมือนกับไม่ยากต่อการที่จะรู้ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์ถามว่า ได้ยินคำว่า เห็น แล้วรู้จักไหม? บางคนเริ่มฟังก็รู้ว่า เห็นเป็นธรรมะ ก็นี่ไงมีแต่ธรรมะ แต่การเจริญขึ้นของปัญญา ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ที่ถ้าไม่ใช่เป็นการอบรมเจริญที่จะรู้ความเป็นจริงของเห็นจริงๆ ว่าเป็นธรรมะ ก็ดูเหมือนกับพูดตาม แต่ความละเอียดของความเข้าใจตรงนี้ที่จะเจริญขึ้นจากการฟังแต่ละครั้ง ดูเหมือนกับเล็กน้อยบางมากครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: นั่นถูกต้อง เพราะไม่รู้มานานเท่าไหร่ บอกมาหน่อนซิ! ไม่รู้มานานเท่าไหร่?
อ.วิชัย: นานนับประมาณไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: แสนโกฏกัปป์ แล้วกำลังพูดถึงสิ่งที่มีที่ไม่รู้มาแสนโกฏกัปป์
อ.วิชัย: ครับ
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ การที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินว่า เห็น มีจริงเป็นธรรมะนี่ การที่จะเป็นการใส่ใจด้วยดีที่จะเป็นสุตตะ หรือเป็นปริยัตติ หรือจะใช้คำว่า สัจจญาณ คืออย่างไรที่จะเริ่มเป็นสุตตะ และจะเป็นสุตตะ เพิ่มขึ้นๆ ยังไม่ต้องถึงปฏิปัตติที่รู้ตรงลักษณะ
ท่านอาจารย์: ค่ะ เพราะฉะนั้น คนที่ฟังคำว่า เห็นมีจริง มีเยอะมาก
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่พูดทีไรทุกคนก็ เห็นมีจริง แต่มีใครสักคนไหมเพียงฟัง เห็นมีจริง เริ่มรู้ว่า ไม่รู้จักเห็น เห็นไหมต่างกันแล้ว
ฟังด้วยกันแต่ความคิดหลากหลายตามการสะสม เห็นมีจริง แล้วไม่รู้จักเห็น เพียงได้ยินว่า เห็นมีจริง
อ.อรรณพ: ต่างกับการฟังเผินว่า เห็นมีจริง ก็เห็นๆ อยู่นี่ไง แต่ก็ไม่ได้คิดว่า เราไม่ได้รู้จักในสภาพเห็น สภาวะเห็น ลักษณะเห็น
ท่านอาจารย์: ต่างกับเห็นมีจริง ไม่รู้จักเห็นตามความเป็นจริง ไม่รู้ว่าเห็นเป็นอะไร เห็นไหม สะสมมาที่จะเห็นความลึกซึ้งใน เห็น ซึ่งมีจริง
อ.อรรณพ: นี่คือการที่ปัญญาจะเริ่มเกิดเริ่มเป็นสุตตะจริงๆ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แต่ละคนฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลากหลายความเห็น บางคนฟังไม่มากรู้ความจริงจนประจักษ์แจ้ง ถ้าไม่ได้สะสมมาว่า ยังไม่รู้จักเห็น เห็นกำลังมีจริงๆ แต่ไม่รู้เลยว่าเห็นคืออะไร
อ.อรรณพ: นี่จึงจะเริ่มเป็นสุตตะ เป็นปริยัติจริงๆ เพราะถ้าฟังว่า เห็นมีจริงไหม ตอบได้เห็นมีจริง ก็ตอบมันไปอย่างนั้นเฉยๆ แล้วก็ไม่ได้เห็นว่าลึกซึ้งอะไร ไม่ได้เริ่มเป็นสุตตะว่า ไม่ได้รู้อย่างนั้น ยังไม่ได้รู้ความจริงของเห็น
ผมว่า อันนี้เป็น เรียกว่าจุดเริ่มของความเป็นสุตมยปัญญา จินตามยปัญญาที่จะนำไปสู่ภาวนามยปัญญาจริงๆ แล้วก็สมกับข้อความที่ อ.วิชัย ได้กล่าวถึง
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.วิชัย ด้วยค่ะ

