เริ่มเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสิ่งที่มีจริง

[เล่มที่ 78] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 583
ติกนิทเทส
[๘๐๔] ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน? ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณหรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ย่อมได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณอันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา. สุตมยปัญญา เป็นไฉน? ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลได้ฟังจากผู้อื่นแล้ว จึงได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ท่านอาจารย์: เป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่ปรากฏจะไปเอาความจริงมาแต่ไหน? แต่เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ปัญญา คือการรู้ความจริง เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
ถ้าฟังอย่างนี้ ผู้ที่ตรงรู้เลย ประมาณไม่ได้เลยในความไม่รู้และความไม่เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ เริ่มเข้าใจความลึกซึ้งของทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีทุกขณะ มีจริงๆ กำลังมีด้วยทุกขณะด้วย แต่ไม่รู้ความจริงเพราะไม่ใช่ปัญญา
อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ ขอร่วมสนทนาครับ ท่านอาจารย์กล่าวถึงความเห็นถูกต้องครับ ซึ่งพระธรรมก็แสดงความละเอียดของปัญญาว่า มีระดับต่างๆ กัน อย่างขั้นการฟังสุตตมยญาณะ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟังก็ระดับหนึ่ง จินตามยญาณะก็เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากการคิดไตร่ตรอง ก็เป็นลักษณหนึ่งที่เกิดขึ้นครับ แล้วก็เป็นความรู้ในขั้นปริยัติจนถึงปฏิปัตติ
การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงความละเอียดของปัญญา แสดงให้เห็นถึงว่า ความรู้นี่ครับ คือแม้จะรู้ก็ตามที่จะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่จะไม่เข้าใจผิดว่า เป็นปัญญาที่รู้ในความเป็นจริงแล้วหรือครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ปัญญาจะไม่เข้าใจผิดแน่นอน จึงชื่อว่าปัญญาเพราะไม่เข้าใจผิด แต่เพราะเข้าใจถูกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละเป็นสภาพธรรมะที่สามารถที่จะรู้ความจริง เข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงที่กำลัง
อ.วิชัย: คือความละเอียดของปัญญา อย่างมีโอกาสได้ฟังก็รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างเห็นก็มี แต่ไม่ได้เข้าใจว่า เห็น เป็นธรรมะ แต่พอได้ยินก็คิดพิจารณาไตร่ตรองว่า เห็นเป็นธรรมะ แต่ความเจริญขึ้นครับ ความละเอียดที่จะพอฟังแล้วก็รู้ขึ้นเร็วกว่าก่อนๆ ที่ฟังครับ
ท่านอาจารย์: ตอนนี้กำลังเข้าใจสิ่งที่ปรากฏหรือเปล่า?
อ.วิชัย: หลงลืมแล้วครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม? แล้วจะถึงระดับนั้นได้อย่างไร? ความละเอียดความลึกซึ้งความไม่ประมาท แม้เราจะไม่ใช้คำว่า ปัญญา แต่ว่าสามารถรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ไหม? นั่นล่ะ เราไม่ไปติดที่ปัญญาแต่ละขั้นแต่ละระดับ แต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงปรากฏแน่นอนว่ามีจริงๆ มีความเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นหรือยัง? นี่ค่ะเบื้องต้น!! ไม่ใช้คำว่า ปัญญา ในภาษาไทย แต่ใช้คำว่า ความเข้าใจความจริง
เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่า ปัญญา เดี๋ยวนี้เอง รู้ว่ามีปัญญาหรือเปล่า? เพราะว่า ปัญญาคือความเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างขณะที่สมัยที่ฟังธรรมะ หรือศึกษาธรรมะแรกๆ ครับ ได้ยินปัญญา ก็นึกเลยตามความหมายว่า เป็นความเห็นถูกเป็นความเข้าใจถูก ก็พูดตามสิ่งที่ได้ยินอย่างคล่องครับ แต่ไม่ได้เข้าใจในลักษณะของปัญญา
ท่านอาจารย์: นี่เลยค่ะ เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษา ไม่ใช่เพียงได้ยินคำ ปัญญา ก็พูดตามกันไปหมด แต่ศึกษา สิกขา ให้เข้าใจถูกต้องในความจริงของสิ่งที่มี แต่ละหนึ่ง แม้คำว่า ปัญญา
แต่ละหนึ่ง ลึกซึ้งมาก เราใช้คำที่เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงโดยไม่เข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเริ่มเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสิ่งที่มีจริง เพราะถ้าใช้คำว่า ความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง เมื่อไหร่ละ!? เคยมีมาก่อนไหม อยู่มาตั้งนาน? แล้วพูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ทุกคำต้องไตร่ตรอง สุตมยปัญญาเข้าใจถูกในปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง ไม่ใช่แค่ได้ยิน
ทุกครั้งแม้ในพระสูตร ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสคำใด พระองค์ตรัสว่า จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เตือนแล้วใช่ไหม ไม่ใช่แค่ฟังเปล่าๆ แค่ได้ยิน แต่จงฟัง ฟังไม่ใช่เพียงแต่ได้ยิน และผ่านไป และจำคำ และคิดว่าเข้าใจแล้ว จงใส่ใจให้ดีสิ่งที่มีจริงทั้งหมดมีจริงแน่นอน ต้องเกิดขึ้นจึงรู้ว่า มีลักษณะอย่างนี้เดี๋ยวนี้จริง แต่ แล้วก็ไม่ใช่อะไรเลย ถ้าเป็นปัญญา คือสามารถเข้าใจถูกในความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ แค่นี้ค่ะ เป็นเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด ปริยัติ จงฟัง!!
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ตามที่ได้ฟังตามที่เข้าใจก็พิจารณาเห็นว่า แม้แต่ความรู้ที่จะเกิดขึ้น ก็ต้องมีความใส่ใจด้วยดีอย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสก่อนจะแสดงธรรมครับว่า เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดีๆ ดังนั้นจะสังเกตว่า ปกติฟังไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่ได้ฟังเลยครับ ดูเหมือนกับการสะสมมาก็รู้ว่า จะคิดถึงเรื่องอื่น หรือคิดเกินจากสิ่งที่ได้ฟังครับ
ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัส ไม่อย่างนั้นจะตรัสทำไม จงฟัง ไม่ใช่ไปคิดเรื่องอื่น แล้วใส่ใจในอะไร ในสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่ไปคิดเองหมดเลย เพียงเท่านี้ก็ต้องเห็นความลึกซึ้ง และความละเอียดอย่างยิ่งของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ยังตรัสว่า จงฟัง จงใส่ใจให้ดี
อ.อรรณพ: ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นได้ยิน แล้วก็คิดไปเอง ไม่ใช่การฟัง ตรงนี้เตือนใจมากครับ ไม่อย่างนั้นคนก็จะนึกว่า ได้ยินเสียง โอ้.. แล้วก็เป็นเสียง แล้วก็คิดเลยว่านี่เป็นเสียงของพระธรรมนะ แล้วก็คิดไปว่า เราโชคดีที่ได้ฟังพระธรรมอย่างโน้นอย่างนี้ คิดไปดูว่าเป็นกุศลอะไรต่ออะไร แต่ว่าไม่ได้ใส่ใจด้วยดีที่จะเป็นการฟังครับท่านอาจารย์
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เลยซาบซึ้งขณะที่ฟังซ้ำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอยู่เสมอว่า เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าว จึงมีประโยชน์ มิเช่นนั้น เราคุ้นเคยกับอย่างที่ อ.วิชัย พูดว่า เราได้ยินแล้วเราก็คิดอะไรของเราไปอย่างนี้ครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ

