รู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามปกติตามความเป็นจริง

 
เมตตา
วันที่  27 ก.พ. 2569
หมายเลข  52057
อ่าน  20

ภาษาบาลี ๑ คำ คติธรรมประจำสัปดาห์ “อสรีร ”

โดย อ.คำปั่น อักษรวิลัย

อสรีร อ่านตามภาษาบาลีว่า อะ - สะ - รี - ระ มาจากคำว่า ศัพท์ปฏิเสธ (ไม่มี) กับคำว่า สรีร (รูปร่าง, สรีระ) [แปลง น เป็น อ] จึงรวมกันเป็น อสรีร เขียนเป็นไทยได้ว่า อสรีระ แปลว่า ไม่มีรูปร่าง, ไม่มีสรีระ เป็นอีก ๑ คำ ที่แสดงถึงความเป็นจริงของจิต ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ เป็นสภาพที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสรีระ ไม่มีรูปธรรมใดๆ เจือปนกับจิตเลย

ข้อความในธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ได้อธิบายความเป็นจริงของจิตว่าเป็นสภาพที่ไม่มีรูปร่าง ดังนี้

“สรีรสัณฐานก็ดี ประเภทแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้นเป็นประการก็ดี ของจิต ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จิต จึงชื่อว่า อสรีรํ”


อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับว่า การที่จะเริ่มเข้าใจเห็นครับ ก็ฟังเรื่องเห็นนี่มานานครับ แต่เหมือนกับว่า พอได้ฟังแล้วก็คิดตามคำที่ได้ฟัง ไตร่ตรองตามคำที่ได้ฟัง ก็เหมือนกับจะเข้าใจว่า ตัวเองฟังเป็นเพราะว่าฟังคำที่ท่านอาจารย์กล่าวแล้วก็ไตร่ตรอง แล้วก็มีความเข้าใจ แต่เหมือนกับว่า คือฟังมาฟังมาเหมือนกับความเข้าใจก็ยังเท่าเดิม เหมือนกับยังไม่ได้ก้าวหน้าไปกว่านี้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แค่ได้ยินคำว่า ธาตุรู้ ถ้าสะสมมามากพอ น่าอัศจรรย์ เพียงแค่คำว่า ธาตุรู้ภาวะที่รู้ไม่มีรูปร่างเลย น่าอัศจรรย์ไหม!! มีตลอดวันไม่รู้เลย เพราะความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรอัศจรรย์เท่าปาฏิหาริย์ที่ทำให้สามารถฟังเข้าใจขึ้นจนกระทั่งประจักษ์ความจริงอริยสัจจธรรม จะขาดการฟังไม่ได้ แล้วฟังด้วยกันนี่ แต่ละคนก็ต่างนั่งฟัง นั่งนิ่ง หูผี่งฟัง แต่ว่าการสะสมมามากแค่ไหนที่จะรู้ความห่างไกลของการที่เพียงได้ฟัง ยังไม่ถึงการที่จะรู้จักความจริงของสภาพธรรมะ

แค่ ธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น และถ้าธาตุรู้ไม่เกิด อะไรก็ไม่มีที่จะปรากฏ เห็นไหมต้องปานนั้นที่สะสมมาที่จะเพียงได้ยินคำว่า ธาตุรู้ เห็นความอัศจรรย์อย่างยิ่งของธาตุรู้ ซึ่งทุกคนเผินมาก เห็น เป็นธาตุรู้ ได้ยินเป็นธาตุรู้ แต่ความน่าอัศจรรย์ของธาตุรู้ ไม่ใช่สี ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่เรื่องราว แต่เป็นสภาพที่ไม่มีรูปร่างลักษณะใดๆ เลยทั้งสิ้น เกิดขึ้นเพราะปัจจัยรู้แล้วดับ แต่ยังไม่ใช่ปัญญา

เห็นไหม แต่ละคำ ก็เป็นธาตุรู้ทั้งนั้น แต่ธาตุรู้หลากหลายมาก ธาตุรู้ที่มีปัจจัยเกิดจึงเกิดรู้สิ่งที่กระทบตา แค่นั้นเอง!! แค่นั้นนะ แต่อิทธิพลมากไหม?! ถ้าไม่มีเห็นเลย ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ นาๆ ประเทศต่างๆ คนต่างๆ สงคราม สันติภาพอะไร จะมีได้ไหม? นี่แหละค่ะ เริ่มรู้ว่าไม่รู้อะไรในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นธรรมะทั้งหมดต่างกันเป็นธาตุรู้ประเภทนี้ กับธาตุที่มีจริงเกิดจริงแต่ไม่รู้อะไร

อ.คำปั่น: กราบท่านอาจารย์ครับ ได้ฟังก็ไตร่ตรองตามคำจริงที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวครับว่า ความน่าอัศจรรย์ของธาตุรู้ครับ ซึ่งไม่มีรูปร่าง ซึ่งข้อความในอรรถกถา ท่านก็แสดงด้วยคำว่า อสรีระ คือไม่มีรูปร่างเลยครับ แล้วก็เกิดขึ้นสั้นแสนสั้น แล้วก็รู้สิ่งนั้นแล้วก็ดับไป ซึ่งเหตุปัจจัยที่ทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้นก็มากมาย เพียงเห็นขณะเดียวก็ปัจจัยก็มาก ปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เห็นเกิดขึ้น เหมือนกับพอได้ฟังอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าตามไม่ทัน ตามตัวเห็นไม่ทัน

ท่านอาจารย์: เข้าใจสะสมไว้ เพราะฉะนั้น ธาตุรู้จริงๆ เมื่อปรากฏ อย่างอื่นปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สัจจบารมีต้องตรงต่อความเป็นจริงว่า ลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงไม่หลงไปคอยไปทำหรืออะไรทั้งสิ้น เพราะรู้สิ่งที่เกิดแล้วเท่านั้นที่ปรากฏ แล้วเดี๋ยวนี้ล่ะ เกิดแล้วไม่รู้ ตรงไหม? รู้สิ่งที่เกิดแล้วปรากฏเพราะดับ ปานนั้น!! นี่คือการตรัสรู้ ซึ่งกว่าจะตรัสรู้ต้องบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ ถึงความเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งทั้งปวงถึงที่สุดไม่มีอะไรเหลือเลย เหนือผู้ใดทั้งสิ้น ไม่ว่า เทวดาพรหมสักคนนานเท่าไหร่ อีกนานต่อจะให้มีใครรู้เท่าไหร่ก็ไม่เท่าตราบใดที่พระศาสนายังไม่อันตธาน

คำของพระองค์สามารถได้ยินได้ฟังได้ไตร่ตรอง เพราะฉะนั้น แล้วแต่การสะสมในความเข้าใจถูกต้องซึ่งลึกซึ้งแม้แต่เพียงความลึกซึ้งของธาตุรู้ และความลึกซึ้งของธาตุรู้ที่เข้าใจความจริงถึงที่สุด แทงตลอดความจริงเดี๋ยวนี้ได้อย่างนี้ตามปกติ จึงเป็นความอัศจรรย์ความสามารถที่รู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามปกติตามความเป็นจริง

อ.คำปั่น: และที่ๆ สำคัญครับท่านอาจารย์ที่ว่า ธรรมะก็มีลักษณะมีภาวะของแต่ละธรรมะนั้น อย่างเห็นครับ เห็นก็ลักษณะของเห็น ก็คือมีการรู้แจ้งซึ่งสีซึ่งอาศัยจักขุปสาทะเป็นลักษณะ ก็เหมือนกับพอได้ฟังก็คือคิดตามคำ คิดตามพยัญชนะว่า เป็นความจริงอย่างนี้ แต่ลักษณะของธาตุรู้ที่เป็นสภาพเห็นก็ไม่ปรากฏครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะทันทีที่เกิดก็ดับ น่าอัศจรรย์!! แค่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับความจริงหนึ่ง ในความจริงตลอดกาลหมายความว่า เปลี่ยนไม่ได้เลย แสนโกฏกัปป์ก็เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ ต่อไปก็เป็นอย่างนี้ แล้วไม่รู้ใช่ไหม? หมดความสงสัยในธาตุของอวิชชา

อ.คำปั่น: ธาตุใหญ่มากครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

[คำที่ ๗๑๗] อสรีร

ขอเชิญฟังเพิ่มได้ที่ ..

อะไรเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ และ ปัญญา

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ