ไม่รู้จักเห็นเพียงได้ยินว่าเห็นมีจริง
โดย เมตตา  26 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 52048

ข้อความใน สัทธัมมปกาสินี อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค

สัทธัมมปกาสินี หมายความถึง อรรถกถาที่ประกาศพระสัทธรรม เป็นอรรถกถาของ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ในข้อธรรมเรื่อง ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส

ข้อความใน สัทธัมมปกาสินี อรรถกถา มีว่า

คำว่า ย่อมรู้ ชานาติ คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น ด้วยญาณที่ปรารภภาวนาตามทำนองแห่งสุตตะ เพราะฉะนั้น ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วนั่นเองด้วยญาณ เช่นเดียวกับเห็นสิ่งที่เห็นด้วยจักษุ และเช่นเดียวกับที่ได้สัมผัสผลมะขามป้อมที่อยู่บนพื้นฝ่ามือ

เป็นเรื่องของความรู้ชัด ซึ่งเป็นปัญญา

คำว่า ย่อมรู้ ชานาติ คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น ด้วยญาณที่ปรารภภาวนา ตามทำนองแห่งสุตตะ


[เล่มที่ 30] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้า 60

ปฏิปัตติวรรคที่ ๔

๑. ปฏิปัตติสูตร

ว่าด้วยมิจฉาปฏิบัติและสัมมาปฏิบัติ

[๘๙] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมิจฉาปฏิบัติและสัมมาปฏิบัติแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.

[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิบัติเป็นไฉน คือ ความเห็นผิด ฯลฯ ความตั้งมั่นผิด นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิบัติ.

[๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิบัติเป็นไฉน คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งมั่นชอบ นี้เรียกว่าสัมมาปฏิบัติ.

จบปฏิปัตติสูตรที่ ๑


อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์กล่าวถึงปัญญาขั้นฟัง สตมยปัญญา เมื่อวานก็มีข้อความในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ก็ขอรบกวน อ.วิชัย อีกสักครั้งนะครับ ซึ่งเป็นข้อความที่เกื้อกูลมากเลยที่ว่า เมื่อเริ่มภาวนา คือเริ่มอบรมเจริญปัญญา เชิญ อ.วิชัยเลย

อ.วิชัย: คำว่า ย่อมรู้ (ชานาติ) ได้แก่ย่อมรู้ด้วยญาณะในการเริ่มภาวนา โดยทำนองเดียวกับ สุตตะ (การฟัง) ครับ

ท่านอาจารย์: หมายความว่า ฟังแล้วต้องรู้ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ความรู้เกิดจากการฟัง

ท่านอาจารย์: แน่นอน เพราะฉะนั้น ฟังแล้วไม่รู้ไม่เข้าใจ จงฟังหรือเปล่า? จงใส่ใจให้ดีหรือเปล่า?

ทุกคำลึกซึ้งมาก!!

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ก็ซาบซึ้งที่พระองค์ทรงแสดงปัญญา สุตมยปัญญา ครับ สุตมยญาณะ จนตามยญาณะ และก็ภาวนมยญาณะ ที่ท่านกล่าวว่า เมื่อเริ่มภาวนา คือเริ่มที่จะเป็นการที่ปัญญาเกิดขึ้นรู้ตรงสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็จะเป็นตามสุตตะที่ได้ฟังมา แต่ผมเห็นความสำคัญที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า การที่จะเป็นสุตตะจริงๆ คือเป็นการฟังจริงๆ ต้องใส่ใจด้วยดีจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ได้ยินแล้วคิดไป โอ้.. ปลาบปลื้ม ฟังอะไรไปคิดไป เอาความจริงของตัวเองมาต่อจากการได้ยินอย่างนี้

เพราะฉะนั้น นี่ก็จะเป็นสังขารขันธ์ตั้งแต่ปัญญาขั้นฟัง ที่จะเป็นสุตตะจริงๆ จะเป็นสังขารขันธ์ให้ปัญญาที่ปฏิปัตติ รู้ตรงลักษณะสภาพธรรมะเกิด ซาบซึ้งครับท่านอาจารย์ครับในข้อความในปฏิสัมภิทามรรค

ท่านอาจารย์: ผ่านไม่ได้เลยแม้คำพูดธรรมดา เห็นมีจริงไหม?

อ.อรรณพ: มีจริงครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้ปัญญาหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: ปัญญาครับ นิดหนึ่งครับ

ท่านอาจารย์: ถามเด็กถามใคร เขาก็บอกเห็นมีจริงทั้งนั้น

อ.อรรณพ: ก็แล้วแต่ผู้นั้นจะตอบด้วยอะไรครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ประมาทเลย เพียงฟังนี่ ตอบได้ แต่ที่พูดว่า เห็นมีจริง รู้ไหมว่าเห็นคืออะไร? เห็นไหม แค่ ๒ คำ เห็นมีจริงหรือไม่จริง?

อ.อรรณพ: ถ้าเป็นสาวกในสมัยพุทธกาล..

ท่านอาจารย์: แล้วคนสมัยนี้ คิดดูสิ แค่ตอบเห็นมีจริง แค่นี้หรือ?

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ใช้คำว่า หน้าตาเฉย

ท่านอาจารย์: ไม่ได้รู้จักเห็นเลย

อ.อรรณพ: พูดตอบไปแบบหน้าตาเฉยเลยว่า เห็นมีจริง เห็นเกิดดับไหมอะไรอย่างนี้ แต่จริงๆ ยังไม่รู้ด้วยสามารถลักษณะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัญญา คือความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตอบว่า เห็นมีจริง เข้าใจอะไร แค่เห็นมีจริง!? ทุกคนก็รู้ใช่ไหม แต่ไม่สามารถจะเข้าใจความจริงของเห็น

อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ที่ตอบว่า เห็นมีจริงนี่ครับ แล้วแต่ปัญญาระดับไหม ถ้าเป็นปัญญาระดับที่รู้ตรงลักษณะของเห็นเป็นปฏิปัตติขึ้นไปนั้นก็ชัดเจน กราบถามท่านอาจารย์ว่า ปัญญาขั้นฟัง สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ที่จะเข้าใจว่า เห็นมีจริง ที่เป็นสุตตะจริงๆ ที่จะนำไปสู่การรู้ลักษณะจริงๆ นี่อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เคยได้ยินคำว่า เห็น ไหม? ทุกคนตอบ เคยได้ยินคำว่าเห็น เข้าใจหรือเปล่า?

เห็นไหม เคยได้ยินคำว่า โกรธ ไหม? เข้าใจหรือเปล่า? ไม่มีสักนิดเดียวในสังสารวัฏฏ์

อ.อรรณพ: พูดคำที่ไม่รู้จัก

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้!! แต่ว่า พระองค์ตรัสรู้ความจริง เห็นเป็นความจริง ใครรู้จักความจริงของ เห็น? ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!

เพราะฉะนั้น พระองค์ตรัสให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะแม้เดี๋ยวนี้มีจริงแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าอะไร ไม่รู้ไม่ใช่ปัญญา แต่เริ่มรู้เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีที่ไม่เคยรู้ตรงตามความเป็นจริง นั่นคือความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีทุกขณะในชีวิต แวดล้อมด้วยธรรมะหมด ไม่พ้นไปจากธรรมะเลย แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะเลยแม้สักนิดตั้งแต่เกิดจนตาย

จึงเริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นความละเอียดลึกซึ้งว่า ไม่ใช่สิ่งนี้ไม่มีนะ มีทุกขณะตั้งแต่เกิด เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าอะไร

อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญครับ เพราะว่าเมื่อมีความเข้าใจขึ้น ก็ต้องรู้ว่า ปัญญาจากที่ไม่เคยรู้ความจริงสิ่งที่มีเลย แล้วค่อยๆ รู้ขึ้น ต้องอาศัยเวลายาวนานมาก เพราะความไม่รู้ปกปิดเอาไว้ครับ แต่ความประมาทก็ดูเหมือนกับไม่ยากต่อการที่จะรู้ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์ถามว่า ได้ยินคำว่า เห็น แล้วรู้จักไหม? บางคนเริ่มฟังก็รู้ว่า เห็นเป็นธรรมะ ก็นี่ไงมีแต่ธรรมะ แต่การเจริญขึ้นของปัญญา ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ที่ถ้าไม่ใช่เป็นการอบรมเจริญที่จะรู้ความเป็นจริงของเห็นจริงๆ ว่าเป็นธรรมะ ก็ดูเหมือนกับพูดตาม แต่ความละเอียดของความเข้าใจตรงนี้ที่จะเจริญขึ้นจากการฟังแต่ละครั้ง ดูเหมือนกับเล็กน้อยบางมากครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: นั่นถูกต้อง เพราะไม่รู้มานานเท่าไหร่ บอกมาหน่อนซิ! ไม่รู้มานานเท่าไหร่?

อ.วิชัย: นานนับประมาณไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: แสนโกฏกัปป์ แล้วกำลังพูดถึงสิ่งที่มีที่ไม่รู้มาแสนโกฏกัปป์

อ.วิชัย: ครับ

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ การที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินว่า เห็น มีจริงเป็นธรรมะนี่ การที่จะเป็นการใส่ใจด้วยดีที่จะเป็นสุตตะ หรือเป็นปริยัตติ หรือจะใช้คำว่า สัจจญาณ คืออย่างไรที่จะเริ่มเป็นสุตตะ และจะเป็นสุตตะ เพิ่มขึ้นๆ ยังไม่ต้องถึงปฏิปัตติที่รู้ตรงลักษณะ

ท่านอาจารย์: ค่ะ เพราะฉะนั้น คนที่ฟังคำว่า เห็นมีจริง มีเยอะมาก

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่พูดทีไรทุกคนก็ เห็นมีจริง แต่มีใครสักคนไหมเพียงฟัง เห็นมีจริง เริ่มรู้ว่า ไม่รู้จักเห็น เห็นไหมต่างกันแล้ว

ฟังด้วยกันแต่ความคิดหลากหลายตามการสะสม เห็นมีจริง แล้วไม่รู้จักเห็น เพียงได้ยินว่า เห็นมีจริง

อ.อรรณพ: ต่างกับการฟังเผินว่า เห็นมีจริง ก็เห็นๆ อยู่นี่ไง แต่ก็ไม่ได้คิดว่า เราไม่ได้รู้จักในสภาพเห็น สภาวะเห็น ลักษณะเห็น

ท่านอาจารย์: ต่างกับเห็นมีจริง ไม่รู้จักเห็นตามความเป็นจริง ไม่รู้ว่าเห็นเป็นอะไร เห็นไหม สะสมมาที่จะเห็นความลึกซึ้งใน เห็น ซึ่งมีจริง

อ.อรรณพ: นี่คือการที่ปัญญาจะเริ่มเกิดเริ่มเป็นสุตตะจริงๆ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แต่ละคนฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลากหลายความเห็น บางคนฟังไม่มากรู้ความจริงจนประจักษ์แจ้ง ถ้าไม่ได้สะสมมาว่า ยังไม่รู้จักเห็น เห็นกำลังมีจริงๆ แต่ไม่รู้เลยว่าเห็นคืออะไร

อ.อรรณพ: นี่จึงจะเริ่มเป็นสุตตะ เป็นปริยัติจริงๆ เพราะถ้าฟังว่า เห็นมีจริงไหม ตอบได้เห็นมีจริง ก็ตอบมันไปอย่างนั้นเฉยๆ แล้วก็ไม่ได้เห็นว่าลึกซึ้งอะไร ไม่ได้เริ่มเป็นสุตตะว่า ไม่ได้รู้อย่างนั้น ยังไม่ได้รู้ความจริงของเห็น

ผมว่า อันนี้เป็น เรียกว่าจุดเริ่มของความเป็นสุตมยปัญญา จินตามยปัญญาที่จะนำไปสู่ภาวนามยปัญญาจริงๆ แล้วก็สมกับข้อความที่ อ.วิชัย ได้กล่าวถึง

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

เห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.วิชัย ด้วยค่ะ