รู้อรรถะของพระพุทธพจน์จึงจะเป็นพหูสูต

 
เมตตา
วันที่  18 ก.พ. 2569
หมายเลข  52024
อ่าน  312

อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือความเข้าใจในอรรถะของคำ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เผินๆ รอบรู้ในความจริงที่ละเอียดลึกซึ้ง

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้เบื้องต้นก็ละเอียดแล้วว่า รู้อรรถะของพระพุทธพจน์จึงจะเป็นพหูสูต

ท่านอาจารย์: จึงรู้ได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร

อ.อรรณพ: จากการรู้อรรถะในแต่ละคำของพระองค์ จึงรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นใคร ช่างอัศจรรย์! คำ ของพระองค์เป็นพยัญชนะที่จะทำให้อรรถะปรากฏ ที่จะรู้ตั้งแต่อรรถะของความหมายของคำนั้น จนกว่าจะรู้อรรถะคือสภาวะของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ แล้วก็จริงเดี๋ยวนี้ ก็คือเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์เน้นย้ำตลอดว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้

ท่านอาจารย์ครับ อรรถะของ เห็น คืออย่างไร?

ท่านอาจารย์: เห็นเปล่าๆ เห็นเป็นคำพูด หรือเห็นมีจริง?

อ.อรรณพ: เห็นมีจริง

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ แล้วเห็นเป็นอะไร นั่นคืออรรถะของเห็น

อ.อรรณพ: เห็น คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่เราเห็น

ท่านอาจารย์: แล้วเห็นคิดหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: เห็นไม่คิดครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ อรรถะของเห็น

อ.อรรณพ: ที่ต่างจากอรรถะของคิด

ท่านอาจารย์: เห็นคิดได้ไหม?

อ.อรรณพ: เห็นคิดไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละอรรถะของเห็น

อ.อรรณพ: อรรถะของเห็น ก็คือ

ท่านอาจารย์: ความจริงทั้งหมดของเห็น เห็นเสียงได้ไหม?

อ.อรรณพ: เห็นเสียงไม่ได้

ท่านอาจารย์: เห็นคนได้ไหม?

อ.อรรณพ: เห็นคนก็ไม่ได้

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ อรรถะของเห็น

อ.อรรณพ: อรรถะของเห็น ก็คือเห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาตามที่ท่านแสดงไว้

ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้น จะไม่รู้จักเห็นเลย ปนเปกันไปหมด

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่เป็นความตรงอย่างยิ่งที่จะเข้าใจอรรถะของเห็น

กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า อรรถะของสภาพธรรมะ

ท่านอาจารย์: ทั้งหมด ถ้าไม่มีลักษณะนั้น จะมีอรรถะที่แสดงความเป็นอย่างนั้นไหม?

อ.อรรณพ: ถ้าไม่มีลักษระของธรรมะแต่ละอย่าง ก็ไม่มีอรรถะ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ข้อความที่มีอยู่มากในพระไตรปิฎก ก็คือสมบูรณ์พร้อมด้วยอรรถะ และพยัญชนะ กลับมาเริ่มต้นใหม่ครับท่านอาจารย์ พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมบูรณ์พร้อมทั้งอรรถะ และพยัญชนะ

ท่านอาจารย์: เห็นมีไหม?

อ.อรรณพ: เห็นมีจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: อรรถะของเห็น มีเห็นใช่ไหม? เห็นมีจริงๆ

อ.อรรณพ: อรรถะของเห็น เห็นมีจริงๆ ไม่ใช่เราที่เห็น

ท่านอาจารย์: แล้วพยัญชนะว่า เห็น ไม่ใช่พยัญชนะว่าได้ยิน

อ.อรรณพ: คำว่า เห็น ไม่ใช่คำว่า ได้ยิน เพราะฉะนั้น พยัญชนะว่า เห็น เพื่อที่จะเข้าใจอรรถะของเห็นว่า เห็นนี่เป็นธาตุรู้ที่รู้สิ่งที่กระทบตา พยัญชนะว่าได้ยินก็เป็นพยัญชนะที่จะให้อรรถะของได้ยินปรากฏ คือได้ยินสิ่งที่กระทบหู คือเสียง ทรงแสดงพระธรรมสมบูรณ์พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ

ท่านอาจารย์: ต้องตรงกันใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ต้องตรงกันจริงๆ ท่านอาจารย์ครับ บางนัยยะท่านก็แสดงว่ารู้อรรถ รู้ธรรมะนี่ท่านก็แสดงว่า รู้อรรถะ ก็คือรู้ตั้งแต่เนื้อความ และถ้าในระดับปัญญาที่ระลึกตรงก็คือรู้ในอรรถะลักษณะอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว ทีนี้ธรรมะนี่ท่านก็แสดงว่า เป็นเหตุครับ เป็นเหตุ รู้เหตุ อันนี้ก็จะเป็นนัยยะที่แตกต่างกันอย่างไรครับ รู้ผลรู้เหตุ

ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้นโดยประการทั้งปวง แล้วก็จะพูดเพียงแค่ เห็นมีจริง เป็นธาตุรู้เท่านั้นหรือ?

อ.อรรณพ: ไม่พอ

ท่านอาจารย์: แล้วจะเข้าใจได้ไหมแค่นั้น?

อ.อรรณพ: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงความจริงโดยประการทั้งปวงโดยนัยยะประการต่างๆ ว่า ธรรมทั้งหมดที่เป็นอนัตตา ธรรมนี้เป็นเหตุ ธรรมนั้นเป็นผล เพราะเหตุเป็นเหตุ ผลเป็นผล ปนกันไม่ได้

อ.อรรณพ: รู้อรรถะ รู้ธรรมะ คือรู้ผลที่เกิดจากเหตุ

ท่านอาจารย์: อรรถะเป็นความเป็นจริงเป็นลักษณะเป็นความหมายของธรรมะ ถ้าเราไม่พูดว่า เรื่องเห็นเป็นอย่างนี้ๆ ๆ ๆ แล้วใครจะรู้จักเห็นบ้าง

อ.อรรณพ: แล้วธรรมะนัยยะที่หมายถึงเหตุมีความละเอียด และสอดคล้องกับอรรถะอย่างไร

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้จักธรรมะเลยจะรู้จักเหตุไหม?

อ.อรรณพ: ต้องรู้อรรถะของธรรมะนั้นก่อนครับ

ท่านอาจารย์: ต้องรู้จักธรรมะ จึงจะรู้ว่า ธรรมะใดเป็นเหตุ ธรรมะใดไม่ใช่เหตุ

ถ้ากล่าวโดยนัยยะของธรรมะที่เป็นเหตุ และผล

อ.อรรณพ: คือตรง นี้ครับ แตกต่างกับที่เราพูดกันทางโลก เราจะต้องพูดว่า เหตุผล เราก็จะพูดเหตุมาก่อนแล้วก็ผล เหตุมาก่อนแล้วก็ผล แต่ว่าในทางพระธรรมต้องรู้ลักษณะ คือรู้อรรถะของธรรมะนั้นๆ ก่อน จึงจะรู้ในความละเอียดยิ่งๆ ขึ้นว่า ธรรมะอะไรที่จะเป็นเหตุให้ผลนั้น เช่นเห็นเป็นผลให้เกิด

ท่านอาจารย์: ถ้าเราไม่ได้ว่า เหตุผล ก็เป็นธรรมะใช่ไหมแต่ละอย่าง?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วว่าจะกล่าวโดยนัยยะไหน

อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น อรรถะและธรรมะ ก็คือสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ อรรถะก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ แต่เมื่อมีความรู้ที่ละเอียดเพิ่มขึ้นๆ ๆ ก็จะรู้ในธรรมะที่เป็นเหตุของสิ่งที่กำลังเกิด แต่ละอย่างๆ

ท่านอาจารย์: ละเอียดอย่างยิ่งไหม?

อ.อรรณพ: ละเอียดครับ พอท่านอาจารย์พูดอย่างนี้ ละเอียดเพราะว่า ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ ไม่ใช่แค่อรรถะของคำ แต่อรรถะคือสภาวะลักษณะของธรรมะ

ท่านอาจารย์: แม้แต่คำว่า เหตุ มีกี่อย่าง?

อ.อรรณพ: เหตุมี ๔ อย่าง เรียนมาจำได้

ท่านอาจารย์: เป็นธรรมะหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: เป็นธรรมะทั้ง ๔ อย่าง

ท่านอาจารย์: แล้วแสดงโดยนัยยะของเหตุ

อ.อรรณพ: โอ้ .. กราบเท้าท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ปัจจัยทั้ง ๒๔ นั่นแหละที่เป็นธรรมะที่เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดผล ก็คือสภาพธรรมะที่มีลักณะที่กำลังปรากฏ เช่น เห็น เกิดจากธรรมะที่เป็นปัจจัยอะไรบ้าง ไม่ว่าจะ สี กระทบตา หรือตา หรือจิตที่เกิดก่อนเห็นอะไรอย่างนี้ครับมากมาย

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ลึกซึ้งสุดประมาณ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแตกฉานในอรรถปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในอรรถะ และก็ธรรมปฏิสัมภิทา แตกฉานในความเป็นเหตุที่ให้สภาพธรรมะนั้นๆ เกิด

ท่านอาจารย์: แต่สำหรับพระองค์ทรงตรัสรู้ยิ่งกว่านั้นอีก

อ.อรรณพ: ต้องยิ่งกว่านั้น เพราะฉะนั้น แม้พระสาวกทั้งหลาย แม้พระโสดาบัน ท่านก็มีปฏิสัมภิทาเหล่านี้ อรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา ก็รู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ รู้อรรถะรู้ละเอียดเพิ่มขึ้น รู้ธรรมะต่างๆ แล้วก็รู้ธรรมะใดที่เป็นเหตุให้ธรรมะหนึ่งๆ เกิดขึ้น โอ้โห!! ท่านอาจารย์ครับไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยเป็นเรื่องของความเป็นปัจจัย ปัจจยาการ คือใช้ชื่อก็ปฏิจจสมุปาทะ

ท่านอาจารย์: เป็นความเข้าใจซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย คิดดู!! จนสามารถจะค่อยๆ เข้าใจความละเอียดของความลึกซึ้งความเป็นธรรมะได้ กว่าจะละความเป็นเรา ความเห็นผิดต่างๆ ที่ยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัตตา เพราะไม่รู้จักความเป็นอนัตตา

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่จะเผินๆ พื้นๆ ง่ายๆ ก็เป็นผู้ที่แตกฉานในการู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏจนรู้ถึงเหตุของสภาพธรรมะนั้น ก็เลยซาบซึ้งว่า เวลาที่ท่านจะแสดงสธรรมะหนึ่งสธรรมะใดท่านถึงแสดงกิจ อาการปรากฏ และเหตุที่ใกล้ที่สุดเป็นประการสุดท้ายจริงๆ

ก็ต้องเริ่มต้นจากการรู้ลักษณะก่อน คือรู้อรรถะก่อน กว่าปัญญาจะบ่มไปจนรู้สภาพธรรมะ แต่ละหนึ่งๆ อย่างละเอียดๆ จนถึงปัญญาที่ประจักษ์ในการรู้ในความเป็นเหตุของสภาพธรรมะ เป็นความละเอียดมากครับ

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธวิปัสสนาสุดประมาณจริงๆ ที่ท่านพิจารณาความเป็นไปของปัจจัย ปัจจยาการ เราก็ตามสมควร นี่คือผู้ที่ค่อยๆ สะสมกันไป แต่ผู้ที่ท่านประจักษ์แจ้งเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบัน ท่านก็ต้องรู้อรรถะรู้ธรรมะอย่างแตกฉานจริงๆ ครับ

ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่ ..

ทรงแสดงลักษณะ อรรถะ ที่มีของแต่ละธรรม

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

รู้อรรถ - รู้ธรรม

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 19 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ