รู้อรรถะ รู้ธรรมะ

 
เมตตา
วันที่  18 ก.พ. 2569
หมายเลข  52023
อ่าน  38

[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้า 10-12

อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค

ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย

ข้าพเจ้าจะกล่าวอรรถกถาชื่อสัทธรรมปกาสินีนั้นโดยเคารพ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชุมชนเพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน ขอสาธุชนสัตบุรุษจงตั้งใจสดับทรงจำไว้เถิด.

ความที่ปฏิสัมภิทามรรคเป็นมรรคาแห่งปฏิสัมภิทา ข้าพเจ้าต้องกล่าวก่อน เพราะได้กล่าวไว้แล้วในคันถารัมภกถาว่า ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสิโต จ แปลว่า ซึ่งวิศิษฐปาฐะนั้น โดยนามอันวิเศษว่า ปฏิสัมภิทามรรค.

ก็ปฏิสัมภิทามี ๔ คือ

๑. อรรถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ,

๒. ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม,

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ,

๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ.

ทางคืออุบายเป็นเครื่องบรรลุปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปฏิสัมภิทามรรค, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเหตุแห่งการได้เฉพาะซึ่งปฏิสัมภิทา.


อ.อรรณพ: กราบถามท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะ รู้ธรรมะ มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ธรรมะคืออะไร อรรถะ?

อ.อรรณพ: อรรถะของธรรมะคืออะไร สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่ไม่ใช่คน สัตว์

ท่านอาจารย์: แล้ว ตัวธรรมะมีไหม?

อ.อรรณพ: ต้องมีแน่นอน

ท่านอาจารย์: ยังสงสัยอะไรอีกไหม?

อ.อรรณพ: ในความที่ตั้งแต่เบื้องต้นของ อรรถะ และธรรมะ ครับ รู้อรรถะ รู้ธรรมะ แล้วมีความละเอียดขึ้นอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ได้ยินคำว่า ธรรมะ เป็นอรรถะใช่ไหม? มีความหมายว่าอะไร ธรรมะ?

อ.อรรณพ: มีความหมายว่า สิ่งที่มีจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนััน สิ่งที่มีจริงกำลังมีจริงหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: กำลังมีจริงครับ

ท่านอาจารย์: นั่นคือ เริ่มรู้ตัวธรรมะ

อ.อรรณพ: เริ่มรู้ตัวธรรมะ คือรู้อรรถะ

ท่านอาจารย์: เพราะเข้าใจคำว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นอรรถะของสิ่งที่มีทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงรู้ว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ก็กำลังมีนั่นคือตัวธรรมะ เพราะเข้าใจอรรถะของคำว่าธรรมะ หมายความว่าอะไร

อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์เพื่อชัดเจนยิ่งขึ้นครับ อรรถะนี่มีหลากหลายระดับอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา ได้ยินแต่คำว่า มีจริง รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เคยจำเคยคิด เพราะนั่นไม่ใช่อรรถะของธรรมะ ถ้าธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ความลึกซึ้งคือสิ่งนั้นมีแน่นนอน ไม่มีไม่ได้ เห็นแน่นอน และเห็นไม่ใช่เราเห็น เห็นมีจริง เห็นเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยให้เกิดแล้วดับ จะเป็นอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว นอกจากเป็นธรรมะซึ่งไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เราเห็น ไม่ใช่นกเห็น ไม่ใช่แมวเห็น

อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะของธรรมะ กับรู้อรรถะรู้ธรรมะนี่เหมือนกันไหมครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เข้าใจอรรถะเลย เป็นตัวเราที่พยายามทำใช่ไหม? ไม่รู้จักความหมายของคำว่า อนัตตา

อ.อรรณพ: ก็ไม่รู้อรรถะ คือไม่รู้ตัวธรรมะ

ท่านอาจารย์: พูดคำว่า ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา แต่ทำวิปัสสนา!!

อ.อรรณพ: แสดงว่า ไม่รู้อรรถะไม่รู้ธรรมะ

ท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะของธรรมะ แต่ว่า ที่ท่านแสดงท่านใช้พยัญชนะว่า รู้อรรถะรู้ธรรมะเป็นความละเอียดแตกต่างกันหรือไม่อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ธรรมะ จะทำอะไรไหม? หรือเข้าใจถูกต้องทันทีที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เกิดขึ้นแล้ว จะทำอะไร!!

อ.อรรณพ: ไม่ทำถ้าเข้าใจ เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์กล่าวพระพุทธพจน์สำคัญ คือธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะทำเห็นไหม?

อ.อรรณพ: ไม่ครับ

ท่านอาจารย์: จะทำได้ยินไหม?

อ.อรรณพ: ไม่ครับ

ท่านอาจารย์: จะทำคิดไหม?

อ.อรรณพ: ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น

ท่านอาจารย์: แล้วทำไมไปทำวิปัสสนา?

อ.อรรณพ: เพราะไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้อรรถะของพยัญชนะที่พระองค์ทรงแสดง

ท่านอาจารย์: และไม่รู้ธรรมะ

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะ กับรู้ธรรมะ มีความแตกต่างกันอย่างไร?

ท่านอาจารย์: ตรงกันไหม? อรรถะว่าธรรมะมีจริง

อ.อรรณพ: เนื้อความนั้น

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้อะไรมีจริง

อ.อรรณพ: คิด มีจริง

ท่านอาจารย์: ตรงกันไหม?

อ.อรรณพ: ตรงกัน คือรู้อรรถะของธรรมะแต่ละอย่างนั่นเองใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ลอยๆ ไม่ใช่ไม่มี สิ่งที่มีนั่นแหละ เพราะความมีเป็นอย่างที่มี จึงได้ทรงแสดงความจริงเป็น อรรถะ ของสิ่งที่มี

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ อรรถะของพระพุทธพจน์แต่ละคำ ก็เป็นอรรถะระดับหนึ่งครับ แล้วก็อรรถะของสภาพธรรมะที่ไม่มีชื่อ

ท่านอาจารย์: และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะที่ไม่มีชื่อหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: ตรัสรู้ธรรมะที่ไม่มีชื่อครับ

ท่านอาจารย์: แล้วจึงทรงแสดงด้วยอรรถะเพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของสิ่งนั้น

อ.อรรณพ: จึงทรงแสดงพยัญชนะที่จะทำให้อรรถะปรากฏ คืออรรถะ เนื้อความของสภาพธรรมะนั้น จนไปถึงสภาวะของสภาพธรรมนั้น

เพราะฉะนั้น กราบท่านอาจารย์อีกหน่อยว่า อรรถะที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นเป็นอย่างไรบ้างครับ

ท่านอาจารย์: ทวารทางรู้อารมณ์มีกี่ทาง?

อ.อรรณพ: ๖ ทาง

ท่านอาจารย์: ละเอียดไหม?

อ.อรรณพ: ละเอียดครับ

ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งไหมว่า แต่ละทางเป็นทางเดียวกันไม่ได้ คนละทางคนละทวาร

อ.อรรณพ: คนละทางคนละทวาร อันนี้คืออรรถะที่เขยือบขึ้นไปอีก ท่านอาจารย์ก็ยกตัวอย่างทวารทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นคนละทวาร ก็ได้เข้าใจอรรถะของความเป็นธรรมะที่เป็นไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือความเข้าใจในอรรถะของคำ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เผินๆ รอบรู้ในความจริงที่ละเอียดลึกซึ้ง

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้เบื้องต้นก็ละเอียดแล้วว่า รู้อรรถะของพระพุทธพจน์จึงจะเป็นพหูสูต

ท่านอาจารย์: จึงรู้ได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 19 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ