เพราะมีผัสสะเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ ต้องไปทำคอร์สขึ้นมารู้หรือ?

[เล่มที่ 26] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้า 130-132
๔. อัญญติตถิยสูตร
ว่าด้วยทุกข์ในวาทะ ๔
[๗๓] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย.
อ.อรรณพ: ผมก็เห็นในความอัศจรรย์ในการแสดงพระธรรมของท่านอาจารย์โดยเฉพาะในช่วงนี้ครับ ท่านอาจารย์จะกล่าวธรรมะได้เลยครับ อย่างผม ผมก็ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณตั้มที่ได้กล่าว ที่บอกว่า ถามท่านอาจารย์นี่ คุณตั้มบอกได้คำตอบที่เกินกว่าที่เราคิดเลยว่า ชีวิตในขณะแต่ละขณะนี้เป็นอย่างไร อยากให้ท่านอาจารย์กล่าวถึงชีวิตในขณะนี้ที่เป็นไป เพราะอะไร
ท่านอาจารย์กล่าวว่า เป็นเพราะผัสสะครับ โอ้โห!! ท่านอาจารย์กล่าวตรงนี้ ผมขอกราบเรียนถามตรงนี้เลยครับว่า กว่าจะเข้าใจผัสสะนี่ครับ ธาตุรู้ ยังต้องเข้าใจก่อนว่า ธาตุรู้นี่คืออะไร และธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานนี่ครับ
ท่านอาจารย์: อ้าว .. ทำคอร์สมาเลยๆ
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ไม่ทำคอร์ส แต่ทำไมท่านอาจารย์ถึง..
ท่านอาจารย์: ใช่ ให้เห็นไงว่า ..
อ.อรรณพ: อยู่ดีๆ ก็กล่าวผัสสะขึ้นมาเลย
ท่านอาจารย์: ให้เห็นไงว่า จะเข้าใจหรือ?
อ.อรรณพ: คือพอคุณตั้มถามอย่างนี้เรื่องชีวิตแต่ละขณะ ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึง ผัสสะขึ้นมาเลย แล้วท่านอาจารย์ก็อธิบายไปจนถึงอาหารปัจจัยไปอย่างนี้เลยนะครับ
ท่านอาจารย์: คุณอรรณพรู้ไหมว่า เพราะอะไร?
อ.อรรณพ: รู้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะมีผัสสะเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ ต้องไปทำคอร์สขึ้นมารู้หรือ?
อ.อรรณพ: ใช่ครับๆ ผมถึงซาบซึ้งนะครับในพระคุณของท่านอาจารย์ แล้วก็มั่นคงว่า ทุกคำของพระองค์เพื่อเข้าใจธรรมะที่มีเดี๋ยวนี้ที่ยังไม่รู้ ที่ยังไม่ต้องรู้ขั้นประจักษ์ ที่ยังไม่ต้องพูดถึงรู้ขั้นเข้าถึง หรือปฏิปัตติ
ท่านอาจารย์: ผู้มาฟังอย่างนี้ไม่เข้าใจ คอร์สจะทำให้เข้าใจได้ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่มีทางครับ ก็ขันเกลียวของความอยาก และความไม่รู้เพิ่มขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ได้พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะรู้ตัว!!
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ในประเด็น อ.กุล นำสนทนา ก็คือขันเกลียวของสังสารวัฏฏ์ให้แน่นเข้าไปอีก หรือคลายเกลียวก็เป็นประเด็นนี้ต่อเนื่องกันเลยนะครับ อ.กุลวิไล
เพราะฉะนั้น แม้จะโชคดีได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้วนี่ แม้ความอยากความที่จะให้เป็นอย่างนี้อย่างโน้น ขณะนั้นกำลังขันเกลียวของโลภะ และความไม่รู้ ให้แน่นเข้าไปๆ
แต่ที่จะคลายเกลียวนี่ ผมต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ แต่นี่เป็นความคิดเปรียบเทียบของผมเองนะครับว่า ความไม่รู้ก็ดีความอยากก็ดี ความลังเลสงสัย ความสงสัยของพวกเราทั้งหลายนี่มันยุ่งเหยิงเหมือนเชือกกองหนึ่งที่พันกันจนยุ่งจนเป็นไม่รู้กี่ปมต่อกี่ปม แต่ท่านอาจารย์นี่เป็นโอกาสที่จะคลายปมไหน ท่านอาจารย์ก็คลายปมนั้น เราก็คลายไปได้นิดหนึ่ง เข้าใจไปได้อีกหน่อยหนึ่ง
เพราะฉะนั้น เข้าใจในความลึกซึ้งของแต่ละคำ ก็เข้าใจความลึกซึ้งขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ลึกซึงตลอดแจ้งทีเดียวในคำเดียว แล้วท่านอาจารย์ก็เหมือนกับแก้ปมนี้อีกครับ แก้ปมนั้นปมนี้ซึ่งมันโยงใยกัน แล้วก็เข้าใจขึ้นๆ ในแต่ละคำ แล้วก็เห็นความสอดคล้องของแต่ละคำ ก็คือจนกระทั่งวันใดวันหนึ่งปมทั้งหลายที่ค่อยๆ ถูกแก้ด้วยคำท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ครับ จะบรรจบกันจนกระทั่งแก้สิ่งพวกนี้ได้หมด
ผมเลยซาบซึ้งว่า ท่านอาจารย์ประมวลแสดงธรรมะเป็นอัศจรรย์ที่ทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แม้ธาตุรู้ที่เป็นจิตเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ ก็แสดงให้รู้
ธาตุรู้ที่เป็นปัจจัยให้จิตเกิด ที่เกิดกับจิตคือผัสสะ มีจริงๆ ขณะนี้ แม้ขณะที่พูดที่ฟังที่คิดอยู่นี่ก็ต้องมี แม้ยังไม่รู้โดยขั้นประจักษ์ แต่ให้รู้โดยฟัง อาศัยแต่ละคำว่า ผัสสะ ก็ค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งของสภาพธรรมะนี้ว่า มีเดี๋ยวนี้แหละ
เพราะฉะนั้น เข้าใจความเป็นธรรมะเดี๋ยวนี้ที่เป็นผัสสะในขั้นปริยัติ ก็เข้าใจว่า ผัสสะก็เป็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังกระทบอยู่ แต่ว่าความลึกซึ้งสุดประมาณกว่าที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของแม้คำๆ เดียว คำว่า ธรรมะ ที่จะลึกซึ้งจริงๆ ก็เป็นพระอรหันต์นะครับ แต่ว่า กว่าจะเป็นอย่างนั้นก็ต้องเริ่มต้นให้ถูกต้องอย่างนี้ที่เป็นกัลยาณชนเพิ่มขึ้นๆ
ท่านอาจารย์: แล้วพระโสดาบันไม่เห็นความลึกซึ้งของธรรมะหรือ?
อ.อรรณพ: ต้องเห็นครับ ไม่เห็นก็ไม่เป็นครับ เพราะฉะนั้น ผมถึงซาบซึ้งว่า แต่ก่อน โอ้.. อาหารปัจจัยมี ๔ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณอาหาร แล้วก็กวฬิงการาหาร อะไรอย่างนี่พืดไปเลย เราก็นึกว่าเรารู้ แต่ขณะนี้เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ที่ท่านอาจารย์ว่า ธรรมะคือเดี๋ยวนี้
ท่านอาจารย์: อันนี้คอร์สใช่ไหม?
อ.อรรณพ: อันนั้นคอร์ส
ท่านอาจารย์: แล้วงัย? เข้าใจอย่างที่กำลังสนทนาไหม?
อ.อรรณพ: ไม่เลยครับ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปจัด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร เมื่อกี้ผมก็ซาบซึ้งว่า เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า คนนี้เข้าใจแค่นี้ เราไปรู้ในจิตเขาหรือ เราไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะไปรู้ความยิ่งความหย่อนของอินทรีย์ว่า คนนี้นะหรือแม้แต่ตัวคนนั้นเองก็ไม่รู้อุปนิสัยไม่รู้จริตของตนเอง หรือไม่รู้การสะสมของตนเองหรอกว่า ฉันจะต้องไปเข้าคอร์สไหน แต่ฟังเดี๋ยวนี้ค่อยๆ เข้าใจซิ! ไม่เข้าใจก็ถามนะครับ ไม่จำกัด
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ศึกษามาแล้ว ถ้าท่านถามธรรมะท่านอาจารย์ และคณะอาจารย์ เราก็ยินดีที่จะกล่าวแสดง แล้วท่านใดที่ยังเริ่มต้น และท่านยังไม่เข้าใจ ท่านก็ถามได้เลย แต่ทุกคนต้องเข้าใจคำแรก คือคำว่า ธรรมะคืออะไร? และธรรมะนั้นก็เป็น เดี๋ยวนี้ๆ หมด
เมื่อคืนก็คุยกันนะครับว่า อ้าว! ถ้าธรรมะทั้งหมดเป็นเดี๋ยวนี้ แล้วปฏิสนธิจิตล่ะ ก็ไม่ใช่เดี๋ยวนี้สิ ผมก็เลยบอกว่า ก็เมื่อไหร่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น ขณะนั้นก็เป็นเดี๋ยวนี้ของปฏิสนธิจิต แต่ขณะนี้เห็นเกิดขึ้นก็เป็นเดี๋ยวนี้ของเห็น ขณะนี้ได้ยินเกิดขึ้นก็เป็นเดี๋ยวนี้ของได้ยิน
ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้มาจากไหนล่ะ?
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ก็มาตั้งแต่ปฏิสนธิครับ
ท่านอาจารย์: นั่นสิ แล้วไม่ใช่เดี๋ยวนี้หรือว่า เดี๋ยวนี้มาจากไหน
อ.อรรณพ: ไม่ว่าจะถามอะไรนะครับ หรือว่าจะเรียกว่า อุปมาจะโยนของเข้าไป ท่านอาจารย์ก็จับได้หมด ปัดได้หมด แล้วก็เป็นประโยชน์หมดทั้งสิ้น ซึ่งในส่วนของผมนี่ได้กราบเรียนถามท่านอาจารย์ตรงนี้ ผมคิดว่าจะได้เป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไปในการเผยแพร่พระธรรมของมูลนิธิต่อๆ ไปครับ
ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่ ..
ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น [อัญญติตถิยสูตร]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


