
[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้า 10-12
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค
ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย
ข้าพเจ้าจะกล่าวอรรถกถาชื่อสัทธรรมปกาสินีนั้นโดยเคารพ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชุมชนเพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน ขอสาธุชนสัตบุรุษจงตั้งใจสดับทรงจำไว้เถิด.
ความที่ปฏิสัมภิทามรรคเป็นมรรคาแห่งปฏิสัมภิทา ข้าพเจ้าต้องกล่าวก่อน เพราะได้กล่าวไว้แล้วในคันถารัมภกถาว่า ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสิโต จ แปลว่า ซึ่งวิศิษฐปาฐะนั้น โดยนามอันวิเศษว่า ปฏิสัมภิทามรรค.
ก็ปฏิสัมภิทามี ๔ คือ
๑. อรรถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ,
๒. ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม,
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ,
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ.
ทางคืออุบายเป็นเครื่องบรรลุปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปฏิสัมภิทามรรค, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเหตุแห่งการได้เฉพาะซึ่งปฏิสัมภิทา.
อ.อรรณพ: กราบถามท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะ รู้ธรรมะ มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ธรรมะคืออะไร อรรถะ?
อ.อรรณพ: อรรถะของธรรมะคืออะไร สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่ไม่ใช่คน สัตว์
ท่านอาจารย์: แล้ว ตัวธรรมะมีไหม?
อ.อรรณพ: ต้องมีแน่นอน
ท่านอาจารย์: ยังสงสัยอะไรอีกไหม?
อ.อรรณพ: ในความที่ตั้งแต่เบื้องต้นของ อรรถะ และธรรมะ ครับ รู้อรรถะ รู้ธรรมะ แล้วมีความละเอียดขึ้นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ได้ยินคำว่า ธรรมะ เป็นอรรถะใช่ไหม? มีความหมายว่าอะไร ธรรมะ?
อ.อรรณพ: มีความหมายว่า สิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนััน สิ่งที่มีจริงกำลังมีจริงหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: กำลังมีจริงครับ
ท่านอาจารย์: นั่นคือ เริ่มรู้ตัวธรรมะ
อ.อรรณพ: เริ่มรู้ตัวธรรมะ คือรู้อรรถะ
ท่านอาจารย์: เพราะเข้าใจคำว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นอรรถะของสิ่งที่มีทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงรู้ว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ก็กำลังมีนั่นคือตัวธรรมะ เพราะเข้าใจอรรถะของคำว่าธรรมะ หมายความว่าอะไร
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์เพื่อชัดเจนยิ่งขึ้นครับ อรรถะนี่มีหลากหลายระดับอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา ได้ยินแต่คำว่า มีจริง รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เคยจำเคยคิด เพราะนั่นไม่ใช่อรรถะของธรรมะ ถ้าธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ความลึกซึ้งคือสิ่งนั้นมีแน่นนอน ไม่มีไม่ได้ เห็นแน่นอน และเห็นไม่ใช่เราเห็น เห็นมีจริง เห็นเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยให้เกิดแล้วดับ จะเป็นอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว นอกจากเป็นธรรมะซึ่งไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เราเห็น ไม่ใช่นกเห็น ไม่ใช่แมวเห็น
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะของธรรมะ กับรู้อรรถะรู้ธรรมะนี่เหมือนกันไหมครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เข้าใจอรรถะเลย เป็นตัวเราที่พยายามทำใช่ไหม? ไม่รู้จักความหมายของคำว่า อนัตตา
อ.อรรณพ: ก็ไม่รู้อรรถะ คือไม่รู้ตัวธรรมะ
ท่านอาจารย์: พูดคำว่า ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา แต่ทำวิปัสสนา!!
อ.อรรณพ: แสดงว่า ไม่รู้อรรถะไม่รู้ธรรมะ
ท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะของธรรมะ แต่ว่า ที่ท่านแสดงท่านใช้พยัญชนะว่า รู้อรรถะรู้ธรรมะเป็นความละเอียดแตกต่างกันหรือไม่อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ธรรมะ จะทำอะไรไหม? หรือเข้าใจถูกต้องทันทีที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เกิดขึ้นแล้ว จะทำอะไร!!
อ.อรรณพ: ไม่ทำถ้าเข้าใจ เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์กล่าวพระพุทธพจน์สำคัญ คือธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะทำเห็นไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ครับ
ท่านอาจารย์: จะทำได้ยินไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ครับ
ท่านอาจารย์: จะทำคิดไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
ท่านอาจารย์: แล้วทำไมไปทำวิปัสสนา?
อ.อรรณพ: เพราะไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้อรรถะของพยัญชนะที่พระองค์ทรงแสดง
ท่านอาจารย์: และไม่รู้ธรรมะ
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ รู้อรรถะ กับรู้ธรรมะ มีความแตกต่างกันอย่างไร?
ท่านอาจารย์: ตรงกันไหม? อรรถะว่าธรรมะมีจริง
อ.อรรณพ: เนื้อความนั้น
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้อะไรมีจริง
อ.อรรณพ: คิด มีจริง
ท่านอาจารย์: ตรงกันไหม?
อ.อรรณพ: ตรงกัน คือรู้อรรถะของธรรมะแต่ละอย่างนั่นเองใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ลอยๆ ไม่ใช่ไม่มี สิ่งที่มีนั่นแหละ เพราะความมีเป็นอย่างที่มี จึงได้ทรงแสดงความจริงเป็น อรรถะ ของสิ่งที่มี
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ อรรถะของพระพุทธพจน์แต่ละคำ ก็เป็นอรรถะระดับหนึ่งครับ แล้วก็อรรถะของสภาพธรรมะที่ไม่มีชื่อ
ท่านอาจารย์: และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะที่ไม่มีชื่อหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: ตรัสรู้ธรรมะที่ไม่มีชื่อครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจึงทรงแสดงด้วยอรรถะเพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของสิ่งนั้น
อ.อรรณพ: จึงทรงแสดงพยัญชนะที่จะทำให้อรรถะปรากฏ คืออรรถะ เนื้อความของสภาพธรรมะนั้น จนไปถึงสภาวะของสภาพธรรมนั้น
เพราะฉะนั้น กราบท่านอาจารย์อีกหน่อยว่า อรรถะที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นเป็นอย่างไรบ้างครับ
ท่านอาจารย์: ทวารทางรู้อารมณ์มีกี่ทาง?
อ.อรรณพ: ๖ ทาง
ท่านอาจารย์: ละเอียดไหม?
อ.อรรณพ: ละเอียดครับ
ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งไหมว่า แต่ละทางเป็นทางเดียวกันไม่ได้ คนละทางคนละทวาร
อ.อรรณพ: คนละทางคนละทวาร อันนี้คืออรรถะที่เขยือบขึ้นไปอีก ท่านอาจารย์ก็ยกตัวอย่างทวารทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นคนละทวาร ก็ได้เข้าใจอรรถะของความเป็นธรรมะที่เป็นไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือความเข้าใจในอรรถะของคำ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เผินๆ รอบรู้ในความจริงที่ละเอียดลึกซึ้ง
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้เบื้องต้นก็ละเอียดแล้วว่า รู้อรรถะของพระพุทธพจน์จึงจะเป็นพหูสูต
ท่านอาจารย์: จึงรู้ได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ