
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือความเข้าใจในอรรถะของคำ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เผินๆ รอบรู้ในความจริงที่ละเอียดลึกซึ้ง
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้เบื้องต้นก็ละเอียดแล้วว่า รู้อรรถะของพระพุทธพจน์จึงจะเป็นพหูสูต
ท่านอาจารย์: จึงรู้ได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร
อ.อรรณพ: จากการรู้อรรถะในแต่ละคำของพระองค์ จึงรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นใคร ช่างอัศจรรย์! คำ ของพระองค์เป็นพยัญชนะที่จะทำให้อรรถะปรากฏ ที่จะรู้ตั้งแต่อรรถะของความหมายของคำนั้น จนกว่าจะรู้อรรถะคือสภาวะของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ แล้วก็จริงเดี๋ยวนี้ ก็คือเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์เน้นย้ำตลอดว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้
ท่านอาจารย์ครับ อรรถะของ เห็น คืออย่างไร?
ท่านอาจารย์: เห็นเปล่าๆ เห็นเป็นคำพูด หรือเห็นมีจริง?
อ.อรรณพ: เห็นมีจริง
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ แล้วเห็นเป็นอะไร นั่นคืออรรถะของเห็น
อ.อรรณพ: เห็น คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่เราเห็น
ท่านอาจารย์: แล้วเห็นคิดหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: เห็นไม่คิดครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ อรรถะของเห็น
อ.อรรณพ: ที่ต่างจากอรรถะของคิด
ท่านอาจารย์: เห็นคิดได้ไหม?
อ.อรรณพ: เห็นคิดไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละอรรถะของเห็น
อ.อรรณพ: อรรถะของเห็น ก็คือ
ท่านอาจารย์: ความจริงทั้งหมดของเห็น เห็นเสียงได้ไหม?
อ.อรรณพ: เห็นเสียงไม่ได้
ท่านอาจารย์: เห็นคนได้ไหม?
อ.อรรณพ: เห็นคนก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ อรรถะของเห็น
อ.อรรณพ: อรรถะของเห็น ก็คือเห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาตามที่ท่านแสดงไว้
ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้น จะไม่รู้จักเห็นเลย ปนเปกันไปหมด
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่เป็นความตรงอย่างยิ่งที่จะเข้าใจอรรถะของเห็น
กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า อรรถะของสภาพธรรมะ
ท่านอาจารย์: ทั้งหมด ถ้าไม่มีลักษณะนั้น จะมีอรรถะที่แสดงความเป็นอย่างนั้นไหม?
อ.อรรณพ: ถ้าไม่มีลักษระของธรรมะแต่ละอย่าง ก็ไม่มีอรรถะ
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ข้อความที่มีอยู่มากในพระไตรปิฎก ก็คือสมบูรณ์พร้อมด้วยอรรถะ และพยัญชนะ กลับมาเริ่มต้นใหม่ครับท่านอาจารย์ พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมบูรณ์พร้อมทั้งอรรถะ และพยัญชนะ
ท่านอาจารย์: เห็นมีไหม?
อ.อรรณพ: เห็นมีจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: อรรถะของเห็น มีเห็นใช่ไหม? เห็นมีจริงๆ
อ.อรรณพ: อรรถะของเห็น เห็นมีจริงๆ ไม่ใช่เราที่เห็น
ท่านอาจารย์: แล้วพยัญชนะว่า เห็น ไม่ใช่พยัญชนะว่าได้ยิน
อ.อรรณพ: คำว่า เห็น ไม่ใช่คำว่า ได้ยิน เพราะฉะนั้น พยัญชนะว่า เห็น เพื่อที่จะเข้าใจอรรถะของเห็นว่า เห็นนี่เป็นธาตุรู้ที่รู้สิ่งที่กระทบตา พยัญชนะว่าได้ยินก็เป็นพยัญชนะที่จะให้อรรถะของได้ยินปรากฏ คือได้ยินสิ่งที่กระทบหู คือเสียง ทรงแสดงพระธรรมสมบูรณ์พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ
ท่านอาจารย์: ต้องตรงกันใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ต้องตรงกันจริงๆ ท่านอาจารย์ครับ บางนัยยะท่านก็แสดงว่ารู้อรรถ รู้ธรรมะนี่ท่านก็แสดงว่า รู้อรรถะ ก็คือรู้ตั้งแต่เนื้อความ และถ้าในระดับปัญญาที่ระลึกตรงก็คือรู้ในอรรถะลักษณะอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว ทีนี้ธรรมะนี่ท่านก็แสดงว่า เป็นเหตุครับ เป็นเหตุ รู้เหตุ อันนี้ก็จะเป็นนัยยะที่แตกต่างกันอย่างไรครับ รู้ผลรู้เหตุ
ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้นโดยประการทั้งปวง แล้วก็จะพูดเพียงแค่ เห็นมีจริง เป็นธาตุรู้เท่านั้นหรือ?
อ.อรรณพ: ไม่พอ
ท่านอาจารย์: แล้วจะเข้าใจได้ไหมแค่นั้น?
อ.อรรณพ: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงความจริงโดยประการทั้งปวงโดยนัยยะประการต่างๆ ว่า ธรรมทั้งหมดที่เป็นอนัตตา ธรรมนี้เป็นเหตุ ธรรมนั้นเป็นผล เพราะเหตุเป็นเหตุ ผลเป็นผล ปนกันไม่ได้
อ.อรรณพ: รู้อรรถะ รู้ธรรมะ คือรู้ผลที่เกิดจากเหตุ
ท่านอาจารย์: อรรถะเป็นความเป็นจริงเป็นลักษณะเป็นความหมายของธรรมะ ถ้าเราไม่พูดว่า เรื่องเห็นเป็นอย่างนี้ๆ ๆ ๆ แล้วใครจะรู้จักเห็นบ้าง
อ.อรรณพ: แล้วธรรมะนัยยะที่หมายถึงเหตุมีความละเอียด และสอดคล้องกับอรรถะอย่างไร
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้จักธรรมะเลยจะรู้จักเหตุไหม?
อ.อรรณพ: ต้องรู้อรรถะของธรรมะนั้นก่อนครับ
ท่านอาจารย์: ต้องรู้จักธรรมะ จึงจะรู้ว่า ธรรมะใดเป็นเหตุ ธรรมะใดไม่ใช่เหตุ
ถ้ากล่าวโดยนัยยะของธรรมะที่เป็นเหตุ และผล
ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่ ..
ทรงแสดงลักษณะ อรรถะ ที่มีของแต่ละธรรม
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
รู้อรรถ - รู้ธรรม
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ