ต้องตรงทุกอย่างที่กำลังปรากฏ_สนทนาธรรมไทย-ฮินดี วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๗

 
เมตตา
วันที่  8 มิ.ย. 2567
หมายเลข  47819
อ่าน  84

ต้องตรงทุกอย่างที่กำลังปรากฏ_สนทนาธรรมไทย-ฮินดี วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๗

[เล่มที่ 77] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 172

อนึ่ง จักขุนั้น ชื่อว่า เป็นอนัตตา ด้วยอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ.อีกอย่างหนึ่ง ความที่จักขุนั้นเป็นไปในอำนาจของใครๆ ในฐานะ ๓ เหล่านี้คือ จักขุนี้เกิดขึ้นแล้วขอจงอย่าถึงการตั้งอยู่ ถึงการตั้งอยู่แล้ว จงอย่าแก่ ถึงการแก่แล้ว จงอย่าแตกดับ ดังนี้ หามีได้ไม่ เป็นของสูง ไปจากอาการที่เป็นไปในอำนาจนั้น เพราะฉะนั้น จักขุนั้น จึงชื่อว่า เป็นอนัตตา เพราะเหตุ ๔ เหล่านั้น คือ โดยความเป็นของสูญ ๑ โดยความไม่มีเจ้าของ ๑ โดยเป็นสิ่งที่ควรทำตามชอบใจไม่ได้ ๑ โดยปฏิเสธต่ออัตตา ๑.

มานิช: อยากจะสื่อถึงการที่ท่านอาจารย์และคณะไปสนทนาธรรมที่อินเดีย ในความคิดรู้สึกอนุโมทนา

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีคำถามอะไรไหม? ธรรมเป็นสิ่งละเอียด ลึกซึ้ง เป็นเรื่องขัดเกลากิเลส และรู้ความจริง

มานิช: ตั้งแต่เริ่มฟังมา ทุกครั้งที่ฟังก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละนิดทีละหน่อย และเมื่อมีความเข้าใจเมื่อไหร่ก็เพิ่มความสนใจที่จะฟังต่อมากขึ้น วันนี้มีคำถามว่า สำหรับคนเริ่มต้น ควรเริ่มต้นจากไหนครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มต้นจากรู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏทุกขณะในชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของแต่ละขณะ ต้องเคารพ คำ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า?

มานิช: ครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีอะไร?

มานิช: มีเห็น มีได้ยิน

ท่านอาจารย์: ทีละหนึ่ง พร้อมกันได้ไหม?

มานิช: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มตรงต่อ ความจริง ทุกคำ

มานิช: ครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้คุณมานิชรู้ไหมว่า ไม่ใช่คุณมานิชเห็น?

มานิช: ถ้าพูดจริงๆ แล้วยังไม่ได้เห็นเป็นธรรม ถ้าฟังแล้วพิจารณาได้ว่า เป็นอย่างนี้จริง แต่ว่าเมื่อออกจากห้องนี้แล้ว ออกจากการพิจารณาแล้วก็เหมือนเดิมว่า เราก็คิดว่า ตัวเราเองเห็น ตัวเราเองได้ยิน ครับ

ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาพูดเรื่องเห็นบ่อยๆ ไม่ใช่ครั้งเดียว ให้เริ่มรู้จากความจริงขณะที่เห็นว่า มีเห็นจริงๆ นี่เป็นการเริ่มต้นที่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้เริ่มจากคำอายตนะ ปฏิจจสมุปาทะอะไรเลย

ถ้าไม่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เข้าใจเดี๋ยวนี้ จะไม่มีทาง ไม่มีวันที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องตรงทุกสิ่งที่กำลังปรากฏ

ขณะเห็น อะไรมีจริง?

มานิช: เห็น เป็นจริงครับ

ท่านอาจารย์: นี่เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง ไม่ใช่อยากรู้เรื่องอื่น แต่ไม่รู้จักเห็นจริงๆ ที่กำลังเห็น ขณะเห็น อะไรเป็นธรรม?

มานิช: สิ่งที่เห็นครับ

ท่านอาจารย์: และ เห็น เป็นธรรมหรือเปล่า?

มานิช: เห็น เป็นธรรมครับ

ท่านอาจารย์: ไม่มีคุณมานิช เริ่มรู้ความจริง ขณะที่เห็น ไม่มีคุณมานิช แล้วมีโต๊ะ เก้าอี้ ไฟฟ้า น้ำ ไหม?

มานิช: ไม่มีโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอะไรครับ

ท่านอาจารย์: ขณะนั้นมีอะไร?

มานิช: เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นครับ

ท่านอาจารย์: อะไรเป็นธรรม?

มานิช: เห็นเป็นธรรม และ สิ่งที่ถูกเห็นเป็นธรรมครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้จักธรรม ตัวธรรมจริงๆ มีเห็น มีสิ่งที่ถูกเห็น ไม่มีคุณมานิช ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี๊ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

กำลังได้ยิน อะไรเป็นธรรม?

มานิช: ได้ยิน กับเสียงครับ

ท่านอาจารย์: ได้ยิน กับเสียง เป็นธรรมอันเดียวกันหรือเปล่า?

มานิช: ไม่ครับ ต่างกัน

ท่านอาจารย์: เวลาได้กลิ่น อะไรเป็นธรรม?

มานิช: การได้กลิ่น และกลิ่นเป็นธรรมครับ

ท่านอาจารย์: เวลารับท่านอาหาร รู้รส กับรส อะไรเป็นธรรม?

มานิช: ทั้งสองเป็นธรรมต่างกัน

ท่านอาจารย์: เวลาคิดนึก อะไรเป็นธรรม?

มานิช: ที่คิด และสิ่งที่คิดคิดครับ ทั้งสองอย่างต่างกันครับ

ท่านอาจารย์: ทั้งวัน เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม ได้กลิ่นเป็นธรรม ลิ้มรสเป็นธรรม รู้สิ่งที่กระทบกายเป็นธรรม คิดนึกเป็นธรรม ไม่มีเรา ไม่มีอะไร ใช่ไหมนอกจากธรรม

คุณสุคิน: ท่านอาจารย์ครับ เมื่อกี๊ที่ท่านอาจารย์ถามว่า เวลาคิด อะไรเป็นธรรม แล้วมานิชตอบว่า คิดเป็นธรรม และสิ่งที่คิดคิดเป็นธรรมด้วย ตรงนั้น ...

ท่านอาจารย์: แน่นอนค่ะ เพราะธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง แต่เป็นธรรมอะไรอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่ได้ถามเขาว่าเป็นธรรมอะไร

คุณสุคิน: ในใจผมคิดว่า สิ่งที่คิดคิดเป็นบัญญัติ ไม่ใช่ธรรม

ท่านอาจารย์: เป็นบัญญัติ แต่ต้องรู้ว่าขณะนั้นเป็นอะไร แต่เรายังไม่ได้พูดถึง เราพูดถึงสิ่งที่มีวันหนึ่งๆ ว่า ถ้าสิ่งที่ถูกคิดเป็นธรรมก็เป็นสิ่งที่มีธรรมบ้างไม่มีธรรมบ้าง ไม่เป็นธรรมบ้างเป็นธรรมบ้างใช่ไหม?

ขอเชิญอ่านได้ที่ ...

อนัตตาสุดโต่ง ใครพูด? ไปเอาคำนี้มาจากไหน? กล่าวตู่ บิดเบือนคำสอน อันตรายอย่างยิ่ง!!

คำว่า อนัตตา หมายความว่าอย่างไร

ขอเชิญฟังได้ที่ ...

ฟังจนมั่นคงในความเป็นอนัตตา

ความเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ และกราบยินดีในกุศลของคุณสุคิน ผู้ถ่ายทอดคำท่านอาจารย์เป็นภาษาฮินดีค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
วันที่ 8 มิ.ย. 2567

คุณสุคิน: ท่านอาจารย์ครับผมอยากให้แน่ใจว่าความหมายของมานิชคืออะไร การที่เราสนทนาธรรมอยู่เราก็เข้าใจเท่าที่เราเข้าใจ เห็น สิ่งที่เห็นเป็นธรรม ได้ยิน กับเสียงเป็นธรรม แต่ว่าเมื่อกี๊เราพูดถึงอาหาร และการลิ้มรส ก็ไม่ได้ถามว่าควรเป็นอย่างนั้นหรือไม่ว่า ตรงนี้เราเข้าใจเท่าที่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ตอนที่เราออกจากห้องนี้แล้ว อย่างเช่นตอนที่เราทานอาหารควรจะมีการพยายามพิจารณาด้วย เพื่อความแน่ใจผมถามเขาว่า ที่พยายามจะถามคำถามอยากรู้ว่า อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล อะไรถูกอะไรผิด หรือว่าถามว่าควรจะทำตัวอย่างไร เขาก็บอกว่า ควรจะไหมว่า เราพยายามที่จะพิจารณาในชีวิตประจำวันครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เขาจะไม่มีวันรู้เป็นธรรมไม่ใช่เขา และทุกอย่างเป็นอนัตตาเพราะเขาจะทำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ไม่ใช่เพียงแสดงแค่นี้แล้วให้ทำอะไร

เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคงที่จะรู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มานิช: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตาย เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ทุกวัน คิดนึกทุกวัน แต่ไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรม ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คุณสุคิน: มานิชถามว่า การที่เรามาที่นี่เพื่ออะไร เพื่อบรรลุหรือว่าเพื่อเข้าใจ ผมถามเขาว่าแล้วมาที่นี่เพื่ออะไร เขาตอบว่า เพื่อความเข้าใจ แล้วผมก็ถามเขาว่า บรรลุนี่คืออย่างไร แล้วจะไปถึงนั่นอย่างไร ผมก็พูดว่าเป็นการเจริญความเข้าใจทีละเล็กทีละหน่อยใช่หรือไม่ เขาก็ตอบว่า ตกลงการบรรลุนี่เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: คุณมานิชจะบรรลุอะไร?

มานิช: บรรลุสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้รู้แล้วหรือยัง?

มานิช: รู้ว่ากำลังดำเนินทางนั้นอยู่ครับ มีความเข้าใจนิดหน่อยครับ

ท่านอาจารย์: เวลาที่ได้ยินว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แล้วคุณมานิชจะทำเพื่อรู้ธรรม ขณะนั้นรู้จักธรรมหรือเปล่า?

มานิช: เข้าใจครับว่า ตอนนั้นไม่มีความเข้าใจ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะบรรลุอะไร?

คุณสุคิน: ฟังคำตอบแล้ว คุณมานิชก็พูดว่า ตอนนี้ความคิดผิดๆ มีมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่เราพูดแล้ว เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกทุกวันทั้งวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย

มานิช: เข้าใจครับว่าพระพุทธองค์สอนให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รีบร้อนจะรู้ได้ไหม?

มานิช: ไม่ได้ครับ ยิ่งพยายามเร่งก็ยิ่งผิด

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะเข้าใจมั่นคงในธรรมแต่ละหนึ่งธรรม ๔๕ พรรษา แล้วเดี๋ยวนี้กี่คำ? ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องอื่น แต่เป็นเรื่องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ตลอดทุกวันทั้งชีวิต

เดี๋ยวนี้คุณมานิชรู้จักธรรมหรือยัง?

มานิช: ยังครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังละเอียด ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เดี๋ยวนี้มีเห็นไหม?

มานิช: มีครับ

ท่านอาจารย์: เห็น เกิดหรือเปล่า?

มานิช: เกิดครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าเห็นไม่เกิด มีเห็นไหม?

มานิช: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดแล้วต้องดับไปใช่ไหม?

มานิช: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ หนึ่ง เกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้น เห็น คุณมานิชทำให้เห็นเกิดได้ไหม?

มานิช: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ใครทำให้เห็นเกิดได้?

มานิช: ไม่มีใครครับ

ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมทุกอย่างเกิดเมื่อมีเหตุอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าไม่มีจักขุปสาทะ จะเห็นได้ไหม?

มานิช: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วทำไมจักขุปสาทะเกิดได้?

มานิช: ตา เกิดเพราะเหตุปัจจัยครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงเหตุปัจจัย ใครจะรู้ไหมว่าทุกอย่างเกิดเพราะอะไร?

มานิช: คิดก็ไม่ได้ คิดก็ไม่ถึงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงแสดงความจริงให้รู้ แม้แต่ เห็น หนึ่งขณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า อะไรเป็นปัจจัยให้เห็นเกิด

เห็นเกิดแล้วไม่ดับได้ไหม?

มานิช: ถ้าเกิด ต้องดับครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมีปัจจัยทำให้เกิดแล้วดับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
วันที่ 8 มิ.ย. 2567

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
วันที่ 8 มิ.ย. 2567

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
chatchai.k
วันที่ 8 มิ.ย. 2567

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Wisaka
วันที่ 9 มิ.ย. 2567

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ