โลณกสูตร
 
piman
วันที่  1 ก.ย. 2550
หมายเลข  4693
อ่าน  936

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
 
 
โลณกสูตร...    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไรๆ เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใดๆ เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ ฯเนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  บรรทัดที่ ๖๕๖๖ - ๖๖๔๖.  หน้าที่  ๒๘๐ - ๒๘๓.
//84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=6566&Z=6646&pagebreak=0

ไม่เข้าใจตอนท้ายนี่แหละครับ ช่วยอธิบาย เป็นบุญหน่อยเถอะครับ ขอบคุณครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 2 ก.ย. 2550

ขอเชิญอ่านคำอธิบายจากอรรถกถาโดยตรงครับ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 496     อรรถกถาโลณกสูตร   พึงทราบวินิจฉัยในโลณกสูตรที่ ๙  ดังต่อไปนี้ :-   .........บทว่า  ตถาตถา  ตํ  ได้แก่  ตถา  ตถา  ตํ  กมฺมํ.  มีคำอธิบายดังนี้ว่า  ผู้ใดพึงกล่าวไว้อย่างนี้ว่า  บุคคลทำกรรมไว้โดยประการใดๆ   ก็จะเสวยวิบาก(ผล)  ของกรรมนั้นโดยประการนั้นๆ เพราะว่าใครๆ ไม่สามารถที่จะไม่เสวยวิบากของกรรมที่ทำไว้แล้ว   เพราะฉะนั้น    บุคคลทำกรรมไว้เท่าใด  ก็จะเสวยวิบากของกรรมเท่านั้นทีเดียว.    บทว่า  เอวํ  สนฺตํ  คือ  เอวํ  สนฺเต  แปลว่า  เมื่อเป็นอย่างนี้. บทว่า พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ความว่า อุปปัชชเวทนียกรรมใดที่ทำไว้ก่อนการทำมรรคให้เกิดมี   เพราะอุปปัชชเวทนียกรรมนั้นอันตนจะต้อง เสวยเป็นแน่แท้    พรหมจรรย์แม้อยู่จบแล้ว    ก็ไม่เป็นอันอยู่เลย.      บทว่าโอกาโส  น  ปญฺญายติ  สมฺมา  ทุกฺขสฺส  อนฺตกิริยาย  ความว่า   ก็เพราะเหตุที่เมื่อเป็นเช่นนี้      การประมวลกรรม    และการเสวยผลของกรรมยังคงมีอยู่   ฉะนั้น    โอกาสแห่งการทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์    โดยเหตุโดยนัยชื่อว่าไม่ปรากฏ.    บทว่า  ยถา  ยถา  เวทนิยํ  ได้แก่  อันตนพึงเสวยโดยอาการใดๆ .  บทว่า  ตถา  ตถาสฺส  วิปากํ  ปฏิสํเวทิยติ  ความว่า  เสวยวิบากของกรรมนั้นโดยอาการนั้น ๆ .   มีคำอธิบายดังนี้ว่า    ในชวนจิตทั้ง ๗   กรรมในชวนจิตที่ ๑ นั้นใดเมื่อมีปัจจัย  ก็ได้วาระที่จะให้ผลทันที  กรรมนั้นจัดเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมเมื่อไม่มีปัจจัย    ก็จะชื่อว่าเป็นอโหสิกรรม    ส่วนกรรมในชวนจิตที่ ๗ อันใดกรรมนั้นเมื่อมีปัจจัย  ก็จะเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม  เมื่อไม่มีปัจจัย  ก็จะชื่อว่าเป็นอโหสิกรรม    และกรรมในชวนจิตทั้ง ๕ ในท่ามกลางอันใด    กรรมนั้นชื่อว่า  อปราปริยเวทนียกรรม  ตราบเท่าที่ยังท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ   บุรุษ(บุคคล)   นี้ทำกรรมนั้นไว้จะพึงเสวยได้   โดยอาการใดๆ    ในบรรดาอาการเหล่านี้    ก็จะเสวยวิบากของกรรมนั้นโดยอาการนั้นๆ ทีเดียว.  แท้จริง  ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า กรรมที่ได้วาระให้ผลแล้วเท่านั้น   ชื่อว่า ยถาเวทนิย-กรรม.   บทว่า  เอวํ   สนตํ  ภิกฺขเว  พฺรหฺมจริยวาโส  โหติ  ความว่าคำที่กล่าวไว้ว่า   ชื่อว่ามีการอยู่พรหมจรรย์ที่ทำกรรมให้สิ้นไป   เพราะกรรมที่ จะต้องทำให้สิ้นไป  ยังมีอยู่ดังนี้   เป็นอันกล่าวไว้ดีแล้วทีเดียว.  บทว่า   โอกาโส   ปญฺญายติ   สมฺมา  ทุกฺขสฺส    อนฺตกิริยายความว่า    เพราะเหตุที่เมื่อเป็นเช่นนี้    ก็จะไม่เกิดวัฏทุกข์ต่อไปในภพนั้น  ๆ เพราะอภิสัขารวิญญาณดับไปด้วยมรรคนั้นๆ   ฉะนั้น    โอกาสแห่งการทำที่สุดแห่งทุกข์ด้วยดีจึงปรากฏ.

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 2 ก.ย. 2550

การให้ผลของกรรม 

ชวนจิตดวงที่ 1  ให้ผลชาตินี้  เช่น ทำบุญกับพระภิกษุที่ออกจากนิโรธสมาบัติ  จะให้ผลทันตาเห็นภายใน 7 วัน 

ชวนจิตดวงที่ 2 - 6 ให้ผลนับชาติไม่ถ้วน  ถึงชาติสุดท้ายจะเป็นพระอรหันต์ กรรมก็ยังให้ผลจนกว่าจะปรินิพพานค่ะ

ชวนจิตดวงที่ 7 ให้ผลชาติหน้าค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
piman
วันที่ 6 ก.ย. 2550

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไรๆ เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ

หมายถึง  ชวนจิตดวงที่ 2 - 6 ให้ผลนับชาติไม่ถ้วน  ถึงชาติสุดท้ายจะเป็นพระอรหันต์ กรรมก็ยังให้ผลจนกว่าจะปรินิพพานค่ะ

ชวนจิตดวงที่ 7 ให้ผลชาติหน้าค่ะ

ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใดๆ เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ ฯ

หมายถึง ชวนจิตดวงที่ 1  ให้ผลชาตินี้ 

ถูกไหมครับ

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
study
วันที่ 7 ก.ย. 2550

ถูกครับ   ตามคำอธิบายในอรรถกถา หมายถึง ชวนจิตดวงที่ ๑ พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 497 ยถาเวทนิยกรรม บัดนี้   เมื่อจะทรงแสดงสภาพแห่งยถาเวทนิยกรรมนั้น   พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า อิธ  ภิกฺขเว  เอกจฺจสฺส  เป็นต้น.  บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า  อปฺปมตฺตกํ  ได้แก่  ปริตตกรรม  คือ  กรรมนิดหน่อย   กรรมเบากรรมเล็กน้อย  กรรมลามก.  บทว่า  ตาทิสํเยว  ได้แก่  วิบากที่เห็นสมด้วยกับกรรมนั้นแล.    บทว่า  ทิฏฺ€ธมฺมเวทนิยํ  ความว่า  ในกรรมนั้นแล   มีอธิบายว่า   กรรมที่จะพึงให้ผล   เมื่อได้วาระที่จะให้ผลในปัจจุบัน   ก็จะกลายเป็นทิฏฐธรรมเวทนิยกรรม.  บทว่า นาณุปิ  ขายติ ความว่า (กรรมเล็กน้อยนั้น)  ไม่ปรากฏแม้  (เพียง)  เล็กน้อยในอัตภาพที่ ๒   อธิบายว่า  ไม่ให้ผลแม้เพียงเล็กน้อยในอัตภาพที่ ๒.

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ