เกิดมา ไม่เคยคิดเลยว่า จะมีวันนี้ การประดิษฐานพระธรรม ณ แดนพุทธภูมิ

 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  25 มิ.ย. 2565
หมายเลข  43272
อ่าน  721

ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์สนทนาธรรมกับชาวพุทธอินเดีย

ที่เมืองลัคเนาว์ ประเทศอินเดีย

เกิดมา ไม่เคยคิดเลยว่า จะมีวันนี้

การประดิษฐานพระธรรม ณ แดนพุทธภูมิ

23 – 24 พ.ค. 2565

   

    สุ. วันนี้เป็นวันที่ยินดีอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้พบปะผู้ที่นับถือพุทธ แต่เป็นเรื่องที่การสนทนาธรรมจะช่วยให้เราเข้าใจพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น เพราะว่าต้องเป็นคนตรง ทุกคนบอกว่าเป็นชาวพุทธ กราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางคนก็ทั้งเช้า ทั้งค่ำ ก่อนจะนอน บางครั้งก็สวดมนต์ แต่ว่ารู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ หรือเปล่า นี่เป็นคำถามแรก รู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่รู้จักครับ

    สุ. ต้องเป็นคนตรงอย่างยิ่ง ตรงต่อความเป็นจริง เพราะว่าความเป็นจริงใครก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่ใครจะรู้ความจริงถึงที่สุด ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่ในสวรรค์ จักรวาลอื่นก็ไม่มี เมื่อ 2,500 กว่าปี เป็นที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ บำเพ็ญพระบารมี เพื่อถึงเวลาจะตรัสรู้ความจริง เห็นไหมคะ ความจริงลึกซึ้งเท่าไร ต้องมีผู้ที่เห็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า ขณะนี้รู้ความจริงหรือเปล่า และอะไรจริง

    เพราะฉะนั้น คนที่ฟังธรรมเป็นครั้งแรก จะงง ไม่คิดเลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งทุกคนคิดไม่ถึง แม้อยู่บนเครื่องบิน เมื่อจะจากเขตแดนนี้ ดิฉันก็กราบนมัสการ เป็นความปีติอย่างยิ่ง เพราะว่า ณ ที่นี้ ทั่วประเทศเมื่อ 2,500 กว่าปี ผู้ที่บำเพ็ญพระบารมีทรงตรัสรู้ความจริง เป็นที่ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายพระองค์ แต่พระองค์ที่ 4 คือ พระองค์นี้ก็ประสูติที่นี่

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่เพียงที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ทรงแสดงพระธรรมทั่วทุกหนแห่ง เพื่ออะไรคะ เพื่อคนฟัง ฟังแล้วเป็นอย่างไร รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ฟังจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร ก็ได้ยินแต่ชื่อ “เจ้าชายสิทธัตถะ” ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมด้วยพระมหากรุณาอย่างยิ่ง ไม่มีใครเปรียบได้เลย เพราะนับตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญพระบารมี ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเวลาที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว แต่ก่อนนั้นสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้แล้ว ละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้เพียงใด พระองค์ทรงพระมหากรุณาแสดงให้คนอื่น แม้พวกเราในสมัยนี้ก็เหมือนคนในสมัยโน้น ไม่เคยฟังมาก่อน ได้เริ่มฟังสิ่งที่ยาก ยากอย่างไร ถ้าไม่ศึกษาทีละคำให้เข้าใจจริงๆ จะไม่รู้ซึ้งถึงความลึกซึ้งของพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้

    ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ทั่วโลก ทุกโลก ทุกจักรวาลเคารพอย่างยิ่งก็คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ถ้าได้ยินคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่เข้าใจ จะเคารพนับถือพระองค์หรือเปล่า เพราะไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ตรัสว่า ธรรมละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ ไม่ใช่ใครๆ ฟังแล้วจะเข้าใจทันที คิดถึงพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญเพื่อรู้ความจริง บำเพ็ญพระบารมียิ่งกว่าใครทั้งหมด ทั้งความอดทน ทั้งความเพียร ทั้งตรงต่อความจริง เพื่อละความไม่รู้ จนถึงกาลที่จะได้รู้ความจริงเมื่อตรัสรู้แล้ว แม้ตรงนี้ ที่นี้เอง ใครจะรู้ว่า ในอดีตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จทรงแสดงธรรมด้วย

    เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ได้ฟัง แม้เพียงคำเดียว เหมือนกำลังเฝ้าเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ซึ่ง ณ กาลครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสคำนี้ คนในครั้งนั้นได้ฟัง ไม่ประมาทเลยในความลึกซึ้ง สามารถเข้าใจได้ แม้ในครั้งนี้ใครจะรู้ว่า ใครสะสมเหตุผล ความตรง ความจริง ความสนใจ ความเห็นประโยชน์ ที่จะฟังทุกคำของพระองค์ด้วยความเคารพ เหมือนกำลังเฝ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ที่จะไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของแต่ละคำได้ คำของพระองค์ ผู้ที่ได้ฟังเข้าใจ ก็ได้มีความเป็นเพื่อนที่ดีที่จะให้คนอื่นสามารถรู้ความจริงตามที่เขาได้เข้าใจ เท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น เราจึงได้มีการได้ยินได้ฟังคำที่พระองค์ตรัสไว้นานมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ มิฉะนั้นเราจะไม่ได้ยินคำนั้นอีกเลย

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร? ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์ แล้วไตร่ตรองจนเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม พระพุทธรูปไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เครื่องรางของขลัง การไหว้สิ่งที่เคารพต่างๆ ก็ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อได้ฟังคำของพระองค์ เข้าใจในความลึกซึ้ง เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินคำว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” มีความหมายทุกคำ พระอรหันต์ คือ ผู้ที่หมดจากกิเลส ทุกคนมีกิเลส จะหมดจดได้ไหม ยากไหมที่จะหมดจด ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า กิเลสคืออะไร เดี๋ยวนี้มีหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้น เริ่มได้ยินคำเพียงคำเดียวที่พระองค์ตรัส เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า ถ้าไม่เข้าใจคำเดียวคำแรก จะเข้าใจคำต่อๆ ไปได้ไหม คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้เพียงคำเดียว ไม่ใช่สำหรับให้ต่างคนต่างคิด ไม่ใช่ให้ต่างคนต่างเข้าใจ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ทุกคำที่ได้ตรัส เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่เคารพจริงๆ ไม่คิดเอง ถ้าคิดเอง ก็ไม่ต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แต่เมื่อรู้ว่า เราไม่รู้ แต่ละคนไม่รู้ จึงฟังเพื่อรู้ความจริง เพราะมีผู้ที่รู้จริงๆ และประเสริฐกว่ามากมายมหาศาล ประมาณไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ต้องเคารพด้วยการฟังให้เข้าใจแต่ละคำ

    ทุกคนมีรูปร่างหน้าตาพอที่จะรู้ว่า ใครเป็นใคร แต่รูปร่างพระกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกคำที่พระองค์ตรัสให้เข้าใจเป็นพระกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทำร้ายพระกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระธรรมทุกคำที่พระองค์ตรัสแล้วทำให้เห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ธรรมะทุกคำที่พระองค์ได้ตรัสแล้วนั่นเองเป็นพระกายที่ทำให้คนได้รู้จักพระองค์ ผู้ที่กล่าวว่าเป็นชาวพุทธ เคารพนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทำร้ายพระธรรมที่พระองค์ตรัสแล้วโดยไม่ศึกษาด้วยความเคารพให้เข้าใจในความละเอียดถึงที่สุด ด้วยการศึกษาจริงๆ ด้วยการไตร่ตรองด้วยความเคารพ จึงเห็นพระคุณที่ทำให้ความไม่รู้ที่เคยมีแสนนานในสังสารวัฏ ค่อยๆ หมดไปทีละน้อย

    นี่คือการบำเพ็ญบารมี ซึ่งหมายความว่า เป็นการอบรมความรู้ ความเข้าใจในความจริงที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จนค่อยๆ เข้าใจ ซึ่งพระองค์ทรงแสดงว่า การที่จะเข้าใจธรรมะต้องเป็นคุณความดี แต่ความดีอื่นๆ ทั้งหมด โดยไม่เข้าใจความจริงของธรรมะ ไม่ใช่บารมี เพราะไม่สามารถทำให้ความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุของความไม่ดีทั้งหลายให้ค่อยๆ ลดลงจนหมดสิ้นได้ ไม่ว่าสมัยใดทั้งสิ้น มีคนที่ลำบาก ทุกข์ยาก แม้เป็นเศรษฐีก็ไม่มีความสุขได้ เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า นี่เป็นสิ่งซึ่งประจำโลก ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าที่ไหนในโลก มีคนที่ทุกข์ยาก ลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วย และมีคนที่ตรงกันข้าม สุขสบายดีมีทุกอย่าง แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ไม่รู้ความจริง ใครรู้ว่า ใครจะตายเมื่อไร เดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่ก่อนตาย ก็ไม่รู้ความจริงเหมือนเดิม

    เพราะฉะนั้น ถ้ายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือการรู้ความจริง ซึ่งรู้เองไม่ได้ แต่ต้องฟังคำของพระองค์ด้วยความเคารพ แล้วไตร่ตรอง ค่อยๆ รู้จักพระองค์ขึ้น ถ้าเป็นผู้ไม่เห็นโทษของความไม่ดี จะละความไม่ดีได้ไหม และความไม่ดีต่างหากที่เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ต่างๆ

    เพราะฉะนั้น จะแก้ไขความทุกข์ยากและปัญหาทั้งหมด ก็ด้วยการเข้าใจความจริง ขณะนี้ทุกคนสบายดี แต่จะรู้ไหมว่า เมื่อไรจะมีความทุกข์แสนสาหัสเกิดขึ้น ใครสามารถจะไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นได้บ้าง ไม่ให้ความเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นได้บ้าง ไม่ให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และประจักษ์แจ้ง และทรงแสดงแล้วว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยเท่านั้น

    ไม่มีอะไรจะประโยชน์และมีค่าในสังสารวัฏเท่ากับได้เข้าใจความจริงจากการฟังทุกคำ ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง ใม่ใช่อาศัยคนอื่น และถามคนอื่นว่า จริงไหม ใช่ไหม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมจนมีพุทธบริษัทที่เข้าใจพระธรรม พระองค์จึงปรินิพพาน เพราะเหตุว่าพระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่งที่สามารถจะอนุเคราะห์สัตว์โลกครบถ้วนแล้ว

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมให้คนที่ได้ฟังมีความเข้าใจมั่นคง ที่เป็นพุทธบริษัททั้งหมด พระองค์จึงปรินิพพาน แต่พระธรรมยังมี เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เข้าใจพระธรรมคือการระลึกถึงและบูชาสูงสุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจความจริง

    เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ฟังพระธรรมด้วยความเคารพสูงสุด พิจารณาไตร่ตรองความละเอียดลึกซึ้ง เป็นความเข้าใจของตนเอง จึงสามารถรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำอื่นๆ ทั้งหมดในพระวินัย ในพระสูตร ในพระอภิธรรมทั้งใน 3 ปิฎก ก็จะทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดเจน เพราะว่าทุกคำสอดคล้องกัน เพราะเป็นความจริงถึงที่สุด

    นี่คือความหมายจริงๆ ของคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ไม่ใช่ให้พระธรรมเป็นที่พึ่งของคนอื่น แต่ต้องเป็นที่พึ่งของตนเองด้วยความเข้าใจ แม้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็แสดงพระธรรมให้คนอื่นเข้าใจ ให้มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ที่จะมีชีวิตต่อไปจนสามารถพ้นจากกิเลส หมดสิ้นกิเลสได้

    เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพื่อความเข้าใจถูก เมื่อมีความเข้าใจถูกก็จะรู้ว่า ใครพูดผิด ใครพูดตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตรงต่อความเป็นจริง ถ้ามีความเข้าใจธรรมะแล้วก็รู้ว่า คำของใครผิด นี่เป็นประโยชน์เมื่อมีการสนทนาธรรม เพื่ออนุเคราะห์ผู้ที่เห็นประโยชน์ของความเป็นผู้ตรงต่อความจริง ได้มีความเห็นที่ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้น เราจะเริ่มสนทนาด้วยการเข้าใจทีละคำจนหมดความสงสัย มีความมั่นคง มีความแน่ใจว่า เป็นธรรมะ ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ เพราะธรรมะเป็นความจริง

    ขอถามก่อนว่า เดี๋ยวนี้มีธรรมะไหม? อะไรเป็นธรรมะเดี๋ยวนี้?

    ผู้ฟัง ตามที่ได้ฟังมา ทุกอย่างรอบตัวเราที่มีจริง นั่นคือธรรมะ

    สุ. ยกตัวอย่างได้ไหม?

    ผู้ฟัง อย่างเช่นตอนที่คุยอยู่ เห็นอยู่ ถ้าพูดทีละขณะ เห็นเป็นธรรมะ

    สุ. ถูกต้องค่ะ ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริง ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เดี๋ยวนี้มีเห็น เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ว่า เห็นคืออะไร เห็นไหมคะ เรารู้ว่ามีเห็น เท่านั้นไม่พอ แต่เห็นคืออะไร ความจริงของเห็นคืออะไร เห็นมีจริง เห็นเป็นธรรมะ ถูกต้อง เพราะเป็นความจริง กำลังเห็น แล้วจะบอกว่าไม่เห็นไม่ได้ ใครๆ ก็รู้ เห็นมีจริง กำลังเห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของเห็น ต้องไม่เหมือนอย่างที่กำลังเห็นแล้วไม่รู้ว่า เห็นคืออะไร

    นี่คือการศึกษาธรรมะ ไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่เพียงคำที่จำ แต่มีสภาพธรรมะจริงๆ เดี๋ยวนี้ปรากฏให้ศึกษา ให้เข้าใจว่า เห็นอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้หรือเปล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็น คนอื่นก็เห็น แต่ความต่างกัน คือ คนอื่นไม่รู้ว่า เห็นคืออะไร แต่ตรัสรู้ หมายความว่ารู้ความจริงของสิ่งที่มีถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งด้วยการสนทนา ใครเห็น?

    ผู้ฟัง จิต

    สุ. เคยได้ยินคำว่า “จิต” ไหมคะ ใครเคยได้ยินคำว่า “จิต” ก่อนที่จะมาฟังที่นี่หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่า “จิต” ก็ไม่รู้ ใช่ไหม จิตคืออะไร ภาษาบาลีหรือภาษามคธีใช้คำว่า “จิตตะ” แต่ภาษาไทยใช้คำว่า “จิต” ไม่ทราบว่าภาษาอื่น ก็ตัดสั้นๆ เป็นจิตคำเดียวหรือเปล่า แต่สากล สำหรับชาวพุทธทั้งหมดให้พูดตรงกันว่า “จิตตะ” เพราะถ้าพูดจิตเฉยๆ คนฟังก็ไม่เข้าใจ แต่ต้องเข้าใจ “จิตตะ” บางคนก็พูดว่า “จิต” กุศละ บางคนพูดว่า กุศล นี่เป็นเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ให้เข้าใจความจริงในภาษาของตนๆ

    เคยได้ยินคำว่า “ธรรมะ” ไหม ได้ยินแล้วเข้าใจหรือเปล่าว่า ธรรมะคืออะไร ได้ยินคำว่า “จิต” เข้าใจหรือเปล่าว่า จิตคืออะไร ไม่พอเลยที่จะได้ยินเพียงคำ แต่ต้องรู้ความจริงของคำที่กล่าวถึงว่าหมายความถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าคืออะไร

    เพราะฉะนั้น กล่าวถึงคำว่า “ธรรมะ” ก่อน ดีไหมคะ เพราะใครๆ ที่ไม่เคยฟังคำว่า จิต ก็เคยฟังคำว่า ธรรมะ ใช่ไหมคะ ไม่ทราบว่าในภาษาฮินดีก็คงจะเหมือนกัน เราไม่ได้บอกว่า มีจิตเป็นที่พึ่ง แต่เราบอกว่า มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง

    เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความจริงถึงที่สุด “ธรรมะ” ก่อน เพราะมีคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเข้าใจพระพุทธแล้วต้องเข้าใจคำว่า “ธรรมะ” ด้วย จึงจะสามารถเข้าใจคำอื่นๆ ต่อไปได้ แม้แต่คำว่า “จิต”

    เพราะฉะนั้น ธรรมะคืออะไร เข้าใจธรรมะหรือยัง

    ผู้ฟัง ธรรมะคือคำสอนของพระพุทธองค์

    สุ. สอนเรื่องอะไร

    ผู้ฟัง ตามที่เข้าใจ เป็นคำสอนที่ทำให้บุคคลใช้ชีวิตที่ถูก

    สุ. ชีวิตคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงสอนความจริง เพราะฉะนั้น ความจริงของชีวิตคืออะไร

    ผู้ฟัง ชีวิตมีหลายแบบ ชีวิตคนทำงาน ชีวิตคนที่แสวงหาความบริสุทธิ์ แสวงหาสิ่งต่างๆ นั่นคือชีวิต

    สุคิน เราฟังนิดหน่อยแล้วอ่านพระไตรปิฎก เราจะคิดของเราเอง

    สุ. เพราะฉะนั้น เราพูดว่า ชีวิต เราเข้าใจว่า ชีวิตมีหลายแบบ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง หมายความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ถ้าเราถามทุกคน แต่ละคนก็จะพูดถึงชีวิตแต่ละแบบ แต่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้น นั่นเป็นเพียงความคิดของเรา

    ด้วยเหตุนี้การเคารพบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำและทุกอย่างที่มีจริงในชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วทั้งหมด ที่ทรงแสดงพระธรรมไว้มาก 45 พรรษา กล่าวถึงสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ไม่ลึกซึ้ง

    เพราะฉะนั้น ทุกคำต้องเข้าใจจริงๆ พูดคำว่า “ธรรมะ” ต้องรู้ว่า ธรรมะคืออะไรก่อน มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจธรรมะ จะต้องไม่ลืมว่า ต้องเข้าใจคำแรกก่อน ถ้าไม่เข้าใจคำแรก คำอื่นๆ ก็เข้าใจไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม คนไทยหรือทั่วโลก ได้ยินคำแล้วคิดเอง ไม่ตรงกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้

    เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เราจะไม่ฟังคำของคนอื่นเขาว่าอย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมะ” หรือเปล่า พระองค์ตรัสว่า ธรรมะคืออะไร ไม่ว่าจะใช้คำในภาษาอะไร ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “ธรรมะ” ถ้าเข้าใจคำว่า “ธรรมะ” คำแรกชัดเจนจะไม่ผิด แต่จะมีความรอบคอบละเอียดขึ้นที่จะเข้าใจ “ธรรมะ” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส

    เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดต้องเข้าใจถูก “ธรรมะ” คืออะไร

    ผู้ฟัง อยากจะฟังอาจารย์พูดก่อน เพราะยังไม่พร้อมจะให้คำตอบ ที่พอจะตอบได้คือ ใช้คำว่า บูชาธรรม แต่ไม่รู้ว่า ธรรมะคืออะไร

    สุ. ถูกต้องค่ะ นี่เป็นผู้ตรง ทุกคนได้ฟังคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมะ ใช่ไหมคะ แสดงว่า ธรรมะต้องมีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงทุกอย่างทั้งหมด มีจริงๆ จึงเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น ธรรมะไม่ใช่ชื่อ แต่ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เข้าใจมั่นคงไหมคะ มั่นคง ไม่เปลี่ยน ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน เพราะมีสิ่งนั้นปรากฏให้รู้ว่า มีจริงๆ

    คำถามต่อไปนี้ จะแสดงว่าคิดเองหรือเข้าใจคำว่า “ธรรมะ เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นความเข้าใจของตนเองจริงๆ มั่นคง ไม่เปลี่ยน ธรรมะต้องมีจริงแน่นอน มีลักษณะที่เป็นจริงๆ อย่างนั้น เดี๋ยวนี้มีธรรมะไหม

    เพราะฉะนั้น ประโยชน์จริงๆ วันนี้ คือ ทุกคนได้เข้าใจจริงๆ ในคำว่า “ธรรมะ” เพราะฉะนั้น จะถามสั้นๆ ให้ไตร่ตรองแล้วตอบทีละคำ ดีไหมคะ เช่น เดี๋ยวนี้ธรรมะมีจริงไหม ทุกคนรับรองว่า ธรรมะมีจริง แต่ยังไม่เข้าใจธรรมะอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงแสดง ด้วยเหตุนี้คนนี้ได้ยินธรรมะนิดหนึ่ง คนนั้นได้ยินหน่อยหนึ่ง แต่ไม่รู้จริงๆ ว่า ธรรมะคืออะไร ต่อเมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงคำเดียว ไตร่ตรองสามารถเข้าใจได้ว่า ธรรมะคืออะไร

    ต่อไปนี้จะถามสั้นๆ ทีละคำ จะได้คิด ถ้าตอบด้วยการไตร่ตรองและมั่นคง ไม่เปลี่ยน เมื่อ 2.500 กว่าปี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมะ หมายความว่าอะไร?

    ผู้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีจริง ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน

    สุ. เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มี

    สุ. เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่คนที่ยังไม่ได้ตรัสรู้จะรู้ความจริงของสิ่งนั้นไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    สุ. เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจคำเดียวสามารถเข้าใจคำอื่นๆ ต่อไปด้วยแน่นอน สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เมื่อ 2,500 กว่าปี เป็นสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้หรือเปล่า? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เห็น ที่กำลังเป็นเห็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่า แต่เห็นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เมื่อ 2,500 กว่าปีเป็นเห็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่าที่กำลังเห็น

    ผู้ฟัง ไม่ใช่เป็นเห็นอันเดียวกัน

    สุ. แต่เห็นต้องเป็นเห็น เป็นอื่นไม่ได้ ใช่ไหม เห็นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงเห็นเป็นเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    สุ. เพราะอะไร

    ผู้ฟัง หมายความว่า ทุกอย่างที่เกิด เกิดเพราะเหตุปัจจัย และถ้าดับแล้วไม่กลับมาเหมือนเดิม เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับ แล้วเห็นอีกครั้ง คือเห็นอีกอันหนึ่งที่เกิดด้วยปัจจัย

    สุ. เห็นที่พระพุทธเจ้าเห็น ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ หมายความว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วไม่อยู่ยั่งยืน เพราะในขณะที่เห็น ไม่ใช่ในขณะที่กำลังได้ยิน ความจริงต้องเป็นความจริง ไม่ใช่เห็นเมื่อสมัยเมื่อ 2,500 กว่าปี ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ แต่เห็นเมื่อกี้นี้กับเห็นเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่เห็นเดียวกันใช่ไหม ได้ยินเมื่อกี้นี้ไม่ใช่ได้ยินเดี๋ยวนี้ ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนเห็น เหมือนได้ยิน คือ เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป ทุกอย่างใช่ไหม พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ซึ่งเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย แล้วก็มีปัจจัยให้สิ่งใดก็ตามที่เกิดต่อจากนั้น ก็เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีก แต่ละอย่างไม่เหลือเลย ทุกคนฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ และสามารถมีปัญญาที่จะรู้ความจริงนี้ แต่ใม่ใช่เพียงกำลังฟังเดี๋ยวนี้เท่านั้น ไม่พอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมตามลำดับ ความจริงต้องเข้าใจทีละน้อยตามลำดับ

    เพราะฉะนั้น ทุกคนเริ่มรู้ความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เมื่อกี้นี้ และไม่ใช่ขณะต่อไป มีใครสามารถเปลี่ยนความจริงนี้ได้ไหม นี่คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏว่ามีเดี๋ยวนี้ ต้องเกิดใช่ไหม ถ้าไม่เกิดจะมีไหม แต่ไม่มีใครรู้ว่า อะไรเกิด อะไรดับ ใช่ไหม แต่เริ่มมีความเห็นถูกต้อง สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งนั้นเท่านั้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

    เริ่มเข้าใจตั้งแต่เกิด ขณะที่เกิด ดับ ยังไม่ถึงขณะที่ตาย แต่หลังจากเกิด ดับไปแล้ว ก็มีการเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส 5 ทาง แล้วก็คิดถึงสิ่งที่เห็น ที่ได้ยินทันที ต่อจากที่เห็น ต่อจากที่ได้ยิน หมายความว่า ขณะนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกทั้งสิ้น ใครคิดว่า สิ่งที่เกิดแล้วกลับมาบ้างคะ เห็นเมื่อกี้นี้ เห็นเมื่อวานนี้ เมื่อวันก่อน เดือนก่อนดับ ไม่กลับมาอีกเลย

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีเดี๋ยวนี้ เป็นเพียงสิ่งนั้นเท่านั้นที่มีขณะเดียวในสังสารวัฏ แล้วไม่กลับมาอีก ไม่ปฏิเสธ มั่นคงไหมคะ

    เพราะฉะนั้น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นเราเห็นหรือเปล่า?

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    สุ. ค่ะ เพราะฉะนั้น ลองคิดดู เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เป็นเราเห็นหรือเปล่า?

    สุคิน เมื่อกี้อธิบายว่า ทุกอย่างเกิดแล้วดับ ทั้งเห็นทั้งได้ยินดับแล้วไม่กลับมาเลย ทุกอย่างเกิดตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับได้

    ผู้ฟัง เห็นเกิดแล้วดับ จึงมีได้ยิน ถ้าเห็นไม่ดับ ได้ยินก็ไม่เกิด ได้ยินดับถึงจะมีเห็นอีกขณะหนึ่ง ถ้าด้ยินไม่ดับ เห็นก็ไม่มี นี่เป็นชีวิตเรา

    สุคิน เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว จะเป็นเราไหมที่เห็นอยู่ในความคิดเขา เขาบอกว่า ใช่

    สุ. แล้วความจริงยังเป็นเราที่เห็น ถูกหรือผิด และความจริงคืออะไร

    ผู้ฟัง ทุกอย่างที่เกิดแล้วดับก็เป็นเรา

    สุ. ถูกต้องนะคะ นี่เป็นสัจจะ เป็นความจริง ยังเป็นเรา แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เหมือนอย่างที่เรายังเป็นเราหรือเปล่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่ครึ่งเดียว นิดเดียว ความจริงต้องถูก ผิดไม่ได้ใช่ไหม เห็นเมื่อวานนี้กับเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเห็นเดียวกันหรือเปล่า เห็นเมื่อวานนี้จะกลับมาเห็นเดี๋ยวนี้ได้ไหม

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เฉพาะขณะนั้นเท่านั้นในสังสารวัฏ ไม่เกิดอีกเลย

    นี่แสดงให้เห็นว่า ความต่างกันของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับผู้ที่ไม่ได้เข้าใจธรรมะ ต่างกันมากแค่ไหน ธรรมะเป็นธรรมะ ใครเปลี่ยนไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนให้เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ดับไป ให้มีตลอดไปได้ไหม เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ความจริง เคารพความจริง คือ เคารพธรรมะซึ่งถูกต้อง

    เพราะฉะนั้น ใครจะเข้าใจธรรมะว่าอย่างไรก็ตาม แต่เปลี่ยนความจริงของธรรมะไม่ได้ เมื่อวานนี้เราเห็น ถูกต้องไหมคะ แล้ววันนี้ เมื่อวานนี้เราเห็นอยู่ไหน เริ่มรู้ความต่างกันของความคิดของเรากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มไตร่ตรองให้มั่นคง อธิษฐานบารมี ความจริงต้องเป็นความจริง ซึ่งสามารถรู้ได้ แต่ไม่ใช่เรา ต้องเป็นปัญญาที่มีความเห็นที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกต้องมั่นคงขึ้น จะละความเห็นว่า เป็นเราที่เห็นได้ไหม

    เพราะฉะนั้น เริ่มตรงตั้งแต่วันนี้ ที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง เป็นสัจจบารมี นี่เป็นเหตุต้องตรงต่อความจริงตั้งแต่ต้นทีละเล็กทีละน้อยจนมั่นคง ไม่มีเรา มีแต่ธรรมะ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เห็นไม่ใช่เรา แล้วเห็นเป็นอะไร เราไม่เคยคิดมาก่อน เหมือนเราเข้าใจธรรมะ แต่ความจริง ถ้าไม่ละเอียด ไม่ลึกซึ้ง ไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่รู้จักธรรมะ

    เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มเป็นผู้ตรง ถ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นชาวพุทธหรือเปล่า กำลังคิด กำลังไตร่ตรอง กำลังเข้าใจ เป็นการเริ่มต้นของบารมี จนสามารถรู้ความจริงที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงสอนให้รู้ว่า หนทางที่จะรู้ว่า คำทุกคำที่พระองค์ตรัส เป็นเจริงเดี๋ยวนี้ สามารถรู้ได้

    ไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ แล้วจะรู้ความจริง เป็นการตรัสรู้ได้ไหม ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย แต่มีสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ถูกหรือผิด มีสำนักปฏิบัติมากที่ประเทศไทย ประเทศอื่นทั่วโลก หมายความว่า เข้าใจธรรมะหรือเปล่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่นี่ ประเทศนี้ ทรงแสดงความจริงทั้งหมด แต่ไม่สามารถมีใครเข้าใจ เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ถูกบังไว้ด้วยความเห็นผิด แต่ขณะนี้เมื่อมีการเริ่มศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เริ่มสามารถเข้าใจถูกทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการไม่ทำลายคำสอนของพระองค์

    เพราะฉะนั้น กล้าที่จะรู้ความจริงไหม ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ไม่กลัวอะไรเลย

    ผู้ฟัง ถ้าสำนักวิปัสสนาผิด แล้วอะไรถูก

    สุคิน คำว่า วิปัสสนา แปลว่าอะไร

    สุ. วิปัสสนา คืออะไร

    สุคิน ตอนนี้ผู้ถามรู้ตัวแล้วว่า ไม่รู้จักคำว่า “วิปัสสนา”

    สุ. เพราะฉะนั้น ไม่ใช่วิปัสสนาแน่นอน เพราะไม่รู้จักวิปัสสนา ใช่ไหมคะ

    การเป็นเพื่อนที่ดี คือให้ประโยชน์สูงสุด คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทุกคนมีเพื่อนที่ดี และเพื่อนที่ไม่ดี เพื่อนที่ดีนำประโยชน์มาให้เท่านั้น ไม่ได้นำโทษมาให้เลย ในพระไตรปิฎกมีข้อความว่า เพื่อนที่ดี คือ กัลยาณมิตรที่สูงสุด คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าใครจะมีความคิดเห็นอย่างไร พระองค์ทรงพระมหากรุณาเป็นเพื่อนให้เขาได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อเขาจะได้เข้าใจถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วตลอดในสังสารวัฏเข้าใจผิด ไม่รู้จักธรรมะ แล้วไม่สามารถจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์ด้วยความเคารพว่า เพราะพระองค์ทรงเป็นเพื่อน กัลยาณมิตรที่สูงสุด พระองค์ให้ความจริงทั้งหมดให้เราได้เข้าใจถูกต้อง

    เพราะฉะนั้น เราเองจะเป็นเพื่อนที่ดี หวังดีจริงๆ ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบ จะชังหรือไม่ชัง จะคิดถึงเราอย่างไรก็ตาม แต่เราไม่เปลี่ยนความมั่นคงที่เป็นเพื่อนที่ดีให้เขาเข้าใจถูก เพื่อนที่ดีเป็นคนดี เพราะหวังดี ไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นโทษกับคนอื่นเลยทั้งสิ้น โทษที่เป็นอันตรายสูงสุด ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ คือชาติต่อไปอีกมากมาย ก็คือให้เขาเข้าใจผิด

    เพราะฉะนั้น ทุกคนเป็นมิตรเป็นเพื่อนที่ดีกัน หวังดีต่อกัน คือกล่าวคำให้คนอื่นพิจารณาว่า คำนั้นถูกต้องหรือเปล่า และไม่มีคำของใครที่จริงยิ่งกว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ด้วยเหตุนี้ ทุกคำที่กล่าว กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงตามที่พระองค์ได้ตรัสรู้และทรงแสดง และสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

    เมื่อดิฉันได้ศึกษาธรรมะแล้ว ดิฉันจึงเข้าใจว่า เกิดมาพูดคำที่ไม่รู้จัก และไม่ใช่แต่ดิฉันคนเดียวเท่านั้น ถ้าได้เข้าใจพระธรรมและรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ทุกคนก็เป็นผู้ตรงว่า เขาพูดคำที่เขาไม่รู้จัก พูดคำว่า “เสียใจ” แล้วเสียใจคืออะไร รู้จักไหม พูดคำว่า “เห็น” ทุกคนเห็น รู้จักเห็นไหม ถ้ารู้จักแล้ว ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ถ้ารู้จักแล้ว แต่ทุกคนฟังผู้ที่ทรงตรัสรู้ เพราะรู้ว่า พระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่เราไม่รู้ ทุกคนพูดว่า “วิปัสสนา” มีสำนักวิปัสสนา แต่ไม่รู้ว่า วิปัสสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงคืออย่างไร

    นี่จึงมีวันนี้ วันที่ทุกคนหวังดีที่จะดำรงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าเข้าใจผิดเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ทุกคนจะมีสัจจบารมี การตรงต่อความจริง มิฉะนั้นก็จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามด้วย

    เพราะฉะนั้น เราจะศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพสูงสุด ทุกคำต้องเริ่มเข้าใจ จนกระทั่งเข้าใจขึ้นมั่นคง แม้แต่คำว่า “วิปัสสนา” เราจะทำตาม คิดตามคนอื่นโดยไม่เข้าใจ นั่นเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้น คำใดก็ตามที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ถูกต้อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว แต่ถ้าคำนั้นไม่ตรงตามความเป็นจริง ไม่ใช่คำชองพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามีคนบอกว่า นี่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ตรง ไม่ทำให้เข้าใจความจริงที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ถึงเขาจะกล่าวว่า นี่เป็นคำชองพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนั้นก็ไม่ใช่คำของพระองค์ เพราะเขาไม่เข้าใจและเข้าใจผิด

    จะเป็นคนตรง เริ่มตรงและตรงต่อความจริงยิ่งขึ้นเดี๋ยวนี้ไหม มิฉะนั้นไม่มีวันที่จะเข้าใจความจริงในสังสารวัฏ คำสอนที่มีค่าที่สุดเหนือทรัพย์สมบัติใดๆ เหนือสิ่งใดๆ ในโลกยังมีอยู่ ตามที่มีการจารึกไว้และได้ศึกษาโดยความละเอียดอย่างยิ่ง

    เพราะฉะนั้น จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะให้คนอื่นรู้จักด้วย จะดำรงคำสอนที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด ก็คือเมื่อเราได้ฟังทุกคำและเข้าใจจริงๆ ถ้าไม่สนทนากันจะรู้ไหมว่า ใครเข้าใจแค่ไหน ตรงหรือเปล่า ถูกหรือผิด

    เพราะฉะนั้น การเข้าใจพระธรรม การสนทนาธรรมเป็นมงคลในมงคล 38 และมงคลสูงสุดคืออะไร ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่รูปสมบัติ ไม่ใช่ความสุขความสบาย เพราะทุกอย่างต้องหมดไป เพราะฉะนั้น ใครจะรู้ว่า มงคลสูงสุดคืออะไร ได้ยินคำว่า “มงคล” ทุกคนเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่ดี อยากมีมงคล อยากถึงมงคล แต่รู้จักมงคลไหม มงคลสูงสุดคือการรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ถ้าไม่รู้จักมงคลอย่างนี้ จะเข้าใจมงคลที่ 1 ไหม ทุกคนได้ยินคำว่า “มงคลสูตร” พระสูตรที่กล่าวถึงเรื่องสิ่งที่นำมาซึ่งความเจริญ แล้วมงคลที่ 1 คืออะไร ใครเคยได้ฟัง ใครเคยรู้ หรือมีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินเลย มีใครไม่รู้จักมงคลหรือมงคลสูตรบ้างไหมคะ นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่า พระองค์ตรัสว่าอย่างไรใน 45 พรรษา

    ที่เมืองไทยมีการสวดมงคลสูตร แต่ว่าเข้าใจหรือเปล่า ถ้าไม่เคยฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้จักพระพุทธเจ้าไหม 45 พรรษาที่ทรงแสดงธรรมะ เป็นคำที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ถ้ามีคนบอกว่า นี่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นคำที่ทุกคนรู้แล้ว คำนั้นจะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ผู้ที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นชาวพุทธ ถ้าไม่เคยฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เป็นชาวพุทธหรือเปล่า ต้องรู้ว่า “พุทธะ” คืออะไร พุทธะคือผู้รู้ความจริง ประจักษ์แจ้งความจริง ทรงแสดงความจริงซึ่งคนอื่นไม่ได้รู้อย่างนั้น พระองค์ทรงแสดงหนทางให้สามารถอบรมเจริญปัญญา ความเข้าใจถูก จนสามารถรู้แจ้งความจริง ประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เพียงคิด ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประจักษ์

    เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้คืออะไร เพราะฉะนั้น ตั้งต้นว่า ความจริงคืออะไร ทุกคนเข้าใจว่า เขาเห็น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เห็นเกิดแล้วใช่ไหม ไม่มีใครทำให้เห็นเกิด แต่เห็นเกิดแล้ว นี่คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว ณ ที่นี้ ณ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว แต่เพราะไม่มีใครศึกษาคำสอนของพระองค์โดยละเอียดลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น คำสอนของพระองค์ น้อยคนที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตรัสไว้ว่าอย่างไร หมายความว่าอย่างไร นานจนกระทั่งถึง ณ วันนี้ เราเริ่มที่จะได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่งโดยตรง พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้แน่นอน เพราะว่าสิ่งที่มีจริงที่พระองค์ตรัสไว้กำลังมีในขณะนี้ที่จะรู้ว่า เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เพียงไตร่ตรองและคิด แต่ประจักษ์ความจริงว่า เห็นต้องเกิด แล้วเห็นต้องดับ ได้ยิน ก่อนได้ยิน ไม่มีได้ยิน แล้วมีได้ยิน เกิดแล้วดับ

    เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ ถูกปกปิดไว้นานมาก ณ บัดนี้ก็เป็นกาลที่จะเปิดเผยคำของพระองค์ที่เคยตรัสไว้แล้ว ณ กาลครั้งหนึ่ง ให้เป็นที่เข้าใจว่า เป็นคำที่สามารถเข้าใจได้

    ผู้ฟัง ยินดีต้อนรับสู่เมืองลัคเนาว์ พวกเรามีความสุขได้ต้อนรับท่าน มีคำถามเกี่ยวกับริษยา อยากให้อาจารย์พูดถึงริษยา ความริษยา

    สุ. รู้จักชื่อ หรือว่าเดี๋ยวนี้กำลังริษยา

    ผู้ฟัง เวลาไม่มีริษยา

    สุ. ถ้ารู้ว่า เวลานี้ไม่มีริษยา ก็รู้ว่า ริษยาคืออะไร

    ผู้ฟัง ที่ถามก็เพราะว่า นึกย้อนไปคิดในชีวิตประจำวันว่า วันๆ พยายามไม่มีกิเลส แต่ว่าจะทำอย่างไร เมื่อมีความริษยาอยู่ตลอด เลยอยากจะฟังว่า พระพุทธองค์สอนอะไรที่จะลดความริษยา

    สุ. ความริษยาเป็นความริษยา หรือความริษยาเป็นเราที่ริษยา ตราบใดที่เป็นเราริษยา ริษยาเกิดเมื่อไรก็เป็นเราทุกที ริษยาเกิดแล้ว จะไม่ให้เกิดได้ไหม เพราะเกิดแล้ว เพราะฉะนั้น ริษยาจะเกิดน้อยลง เมื่อมีความเข้าใจถูกต้องว่า ริษยาคืออะไร ทุกคนมีกิเลสมาก แต่กิเลสทั้งหมดไม่ใช่แต่เฉพาะริษยาเท่านั้นที่จะต้องเกิด ยังไม่หมด

    เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจจริงๆ เข้าใจ ไม่ใช่ไปพยายามที่จะไม่มี เพราะริษยาเกิดแล้ว ไม่มีไม่ได้ และริษยาก็ดับแล้วก่อนที่เราจะพยายามไม่ให้เกิด เพราะฉะนั้น ริษยาเกิดแล้วดับแล้ว ไปพยายามจะไม่ให้มีริษยา ถูกหรือผิด แต่ถ้ารู้ว่า ริษยาเป็นขณะที่ไม่สบายใจ และนำความเดือดร้อนมาให้ตัวเองที่กำลังริษยา เสียเวลา ไม่ชอบริษยา พยายามที่ไม่ชอบริษยา แต่ริษยาไม่เหลือแล้ว ดับแล้ว ไม่ต้องทำอะไร แต่ริษยาก็ต้องเกิดอีกแน่นอน ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงว่า ริษยาคืออะไร ริษยาเกิดแล้ว หมดแล้ว แล้วจะเกิดอีก ที่สำคัญก็คือใครก็บังคับริษยาไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ถ้ารู้ความจริงว่า ขณะที่กำลังริษยาใครคนหนึ่ง คนนั้นกำล้งมีความสุข แต่คนที่ริษยาเองมีความทุกข์

    ความโง่มีจริงไหมคะ เพราะฉะนั้น ยังโง่อยู่ก็ยังต้องมีทุกอย่างที่ไม่ดี จนกว่าจะโง่น้อยลง เพราะฉะนั้น เริ่มรู้ความจริงว่า ใครก็ไม่สามารถจะไม่ให้ริษยาเกิด แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่า ริษยาเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครอยากให้ริษยาเกิด แต่ความโง่ ความไม่รู้ เป็นเหตุให้ริษยา ทุกคนก็จะค่อยๆ เข้าใจธรรมขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ความไม่รู้ที่เป็นเหตุให้เกิดอกุศลทั้งหมดก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง

    เริ่มเข้าใจถูกว่า ทั้งหมดตราบใดที่ยังโง่ ไม่รู้ความเป็นจริงก็ต้องมีอกุศลมากมาย ไม่ใช่แต่เฉพาะริษยาเท่านั้น ความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้น ดีไหมคะ ต้องรู้ ความโกรธจะน้อยลง แต่ถ้าไม่รู้ก็ยังโกรธต่อไป ส่วนใหญ่คนจะเห็นความไม่ดีของคนอื่น แต่ไม่เห็นความไม่ดีของตัวเอง คิดว่าคนอื่นเป็นอย่างไร เป็นความคิดของเราทั้งนั้น แต่ไม่สามารถจะรู้จริงๆ ว่า ขณะนั้นเขาคิดอะไร เพียงแต่เราคิดว่า เขาคิด

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องจะไปละความไม่ดีของคนอื่นที่เราบอกว่าเขาไม่ดี แต่เราเอง ขณะที่เห็นว่าเขาไม่ดี ขณะนั้นเราดีหรือเปล่า เห็นคนอื่นไม่ดี เราว่าเขาไม่ดี แต่เวลาเราไม่ดี เราว่าเราหรือเปล่า เวลาเราไม่ดี คนอื่นก็ว่าเราไม่ดี แต่เราไม่รู้ว่า เราไม่ดี

    เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนตรงอย่างยิ่งที่จะรู้ว่าเราไม่ดี ชัดเจนกว่าเราไปไปคิดว่า เขาไม่ดี ถ้ารู้ว่า เราเองก็ไม่ดีเหมือนคนอื่น ไม่ต่างกันเลย และเราไม่สามารถแก้ไขคนอื่นด้วย เฉพาะขณะที่กำลังรู้ว่าไม่ดี ขณะนั้นเริ่มมีปัญญาที่จะเห็นว่า สิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรที่จะให้มีมากๆ ต่อไป

    การเข้าใจธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เราอยากจะละกิเลสหมด อยากจะถึงนิพพาน แต่ เดี๋ยวนี้มีกิเลสก็ไม่รู้ แล้วจะละได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น เริ่มเห็นว่า รู้กิเลสของเราเองดีกว่าคิดถึงกิเลสของคนอื่น เพราะเราเพียงคิด ขณะนั้นเป็นความคิดของเรา ความคิดขณะนั้นดีหรือไม่ดีที่เห็นแต่ความผิดของคนอื่น แต่ไม่เห็นความผิดของตัวเอง

    การละความไม่ดี ไม่ง่าย และจะรู้ความจริงว่า กว่าจะเข้าใจความจริงซึ่งความจริงที่รู้นั่นแหละค่อยๆ ละสิ่งที่ไม่ดี เดี๋ยวนี้กำลังดีหรือไม่ดี ตอบได้ไหมคะ ยากมากที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ว่า สิ่งนั้นดีหรือไม่ดี

    ความไม่ดีมีหลายระดับ ถ้าเป็นระดับหยาบๆ ก็รู้ได้ แต่ถ้าละเอียด ไม่มีใครรู้ได้ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง เวลาโกรธรู้ แต่เวลาไม่พอใจนิดหน่อย นิดเดียว รู้ไหม เพราะทุกคนยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เมื่อไม่ฟังคำของพระองค์แล้วไตร่ตรองละเอียด จนกระทั่งรู้ว่า ไม่มีใครมีปัญญาเทียบได้เลยในสากลจักรวาล ยกตัวอย่าง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจะรู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้กำลังไม่ดี

    น่าตกใจไหม กำลังไม่ดีเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ไม่ดีมากๆ ที่ปรากฏว่าไม่ดี ต้องมาจากเล็กน้อยที่สุด แล้วค่อยๆ มากขึ้นๆ ถ้าไม่มีสิ่งที่แม้เล็กน้อยที่สุด จะมีสิ่งที่ไม่ดีมากๆ ปรากฏได้ไหม เดี๋ยวนี้เป็นขณะหนึ่งในชีวิต ถ้าขณะนี้ไม่ดี ขณะต่อไปก็ไม่ดี ขณะต่อไปก็ไม่ดีเพิ่มขึ้นๆ

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่รีบร้อนจะถึงนิพพาน จะหมดกิเลส แต่ต้องเข้าใจความจริงก่อน จึงสามารถค่อยๆ ละสิ่งที่ไม่ดี เพราะสิ่งที่ไม่ดีไม่สามารถละกิเลส หรือรู้แจ้งนิพพานได้

    เพราะฉะนั้น เริ่มจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกำลังเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏละเอียดขึ้น สิ่งที่ละเอียดย่อมยากที่จะรู้ได้ ต้องเป็นผู้ที่เคารพและตรงต่อความจริงว่าความจริงลึกซึ้ง เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเริ่มเห็นความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ยกตัวอย่างเพื่อจะให้เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เมื่อกี้นี้ได้ยินเสียงของคุณสุคิน ได้ยินเสียง แต่ถ้าไม่รู้ว่า คุณสุคินกำลังพูด มีแต่เสียงปรากฏ ไม่ใช่เสียงอื่น คิดไหมคะที่จะสนใจว่า นั่นเสียงอะไร รู้ไหมว่า ขณะนี้เสียงอะไร (คุณสุคินกระแอม) ได้ยินเสียงไหมคะ ถ้าไม่เห็น คิดไหมว่าเสียงอะไร เสียงนี้ยังคุ้นว่า เป็นเสียงกระแอม แต่เสียงที่ไม่คุ้นเลยเกิดขึ้น เสียงที่ไม่คุ้นหูเกิดขึ้น คิดไหมว่า เสียงอะไร เพียงคำพูดว่า “เสียงอะไร” รู้ไหมว่า ขณะนั้นติดข้องในเสียงนั้น จึงอยากรู้ว่า เสียงอะไร มีเสียงปรากฏ ได้ยินเสียง ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่า ได้ยินไม่ใช่เสียง และยังมีความติดข้องว่า เสียงอะไร เพียงเท่านั้นเพราะไม่รู้ว่า เสียงอะไร และเสียงคืออะไร เสียงที่ไม่รู้ก็ติดข้องน้อย แต่ยังอยากรู้ เพราะฉะนั้น เสียงที่เป็นเสียงอื่นที่สนใจก็ยิ่งติดข้องในเสียงนั้นมากขึ้น ได้ยินเสียงดนตรีอย่างหนึ่ง เพราะมาก รู้ไหมว่าดนตรีอะไร เพียงได้ยินเสียง รู้ไหมว่า ติดข้องในเสียงเพราะไม่รู้ความจริงของเสียงนั้น

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงมีความพอใจในเสียงว่า เป็นเสียงอะไร และเป็นเสียงที่เพราะมาก เพียงแค่ได้ยินแล้วไม่รู้ก็ติดข้องแล้ว เพียงได้ยินเสียงขณะเดียวยังติดข้องอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ทั้งวันติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา ติดข้องในเสียง ติดข้องในกลิ่น ติดข้องในรส ติดข้องในสิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส ต้องพิจารณาละเอียดขึ้นๆ จึงเริ่มเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ให้ทุกคนรู้ความจริงว่า มีความไม่รู้มากมายแค่ไหน วันนี้ตั้งแต่เช้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้ ความไม่รู้และความติดข้องก็มากมาย ในทุกอย่างที่ปรากฏ แล้วเมื่อวานนี้ และวันก่อนๆ จนถึงตั้งแต่เกิด กิเลสจะมาก เต็มไปด้วยความไม่รู้ในทุกอย่างที่ปรากฏสักแค่ไหน เดี๋ยวนี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ เพียงแค่เดี๋ยวนี้ขณะเดียวเท่านั้น ใครรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏบ้าง รู้ความจริงของเห็นไหม กำลังเห็น เห็นคืออะไร

    ผู้ฟัง รู้ว่าเห็น แต่ไม่เข้าใจ

    สุ. ค่ะ ทุกคนเห็น ทุกคนไม่สงสัยว่า กำลังเห็น แต่เห็นคืออะไร เห็นมีจริงๆ ไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ เพราะฉะนั้น เห็นคืออะไร ต้นไม้เห็นไหม ดอกไม้เห็นไหม เพราะฉะนั้น เห็นไม่ใช่สิ่งที่ถูกเห็น แต่มีเห็นแน่ๆ ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีเห็นไหม

    บางคนสงสัยว่า ทำไมเราพูดเรื่องธรรมดา คิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แต่ความจริงชีวิตคืออะไร เกิดแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องกระทบสัมผัส ต้องคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทั้งวัน ทุกวัน ตลอดไป ไม่ว่าจะชาตินี้ ชาติก่อน ชาติไหน แสนโกฏิกัปมาแล้ว ก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีกระทบสัมผัส มีคิดนึก แต่ใครรู้ความจริงของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ซึ่งมีทุกขณะในชีวิต ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใม่ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ พระองค์จะตรัสรู้อะไร จริงไหมคะ

    เริ่มรู้ว่า นี่คือสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร เพื่อที่จะรู้ความจริงของเห็นที่ทุกคนกำลังเห็น มีเห็นจริงๆ แต่ไม่เคยรู้ความจริงเลย

    ผู้ฟัง เคยได้ยินว่า หนทางของพระพุทธองค์ ธรรมดา ง่ายมาก ง่าย หมายถึง simple มาก และเป็นหนทางสายกลาง

    สุ. ง่ายมาก แล้วเข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น จริงไหมคะ กำลังเห็นก็ไม่รู้ว่า เห็นคืออะไร เห็นต้องเกิด ถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีเห็น แต่เกิดแล้วก็ไม่มีใครรู้จักว่า เห็นคืออะไร ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้กำลังเห็น สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ใครเปลี่ยนได้ หรือว่าเกิดแล้ว คิดจะเปลี่ยนไม่ทัน ดับแล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็น และทุกอย่าง เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ต้องตรงต่อสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เห็นเกิดจริงๆ ขณะที่ได้ยินไม่ใช่เห็น แสดงว่าเห็นหมดแล้ว ดับแล้ว นี่เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสิ่งที่มีจริง เป็นอริยสัจจธรรม

    เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงมีจริงๆ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง เข้าใจหรือเปล่า ก่อนจะได้ฟังว่า ธรรมะหมายความอะไร เพราะฉะนั้น ต้องตรง ได้ยินคำว่า “ธรรมะ” ถ้าไม่เข้าใจว่า ธรรมะคืออะไร จะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม เพราะพระองค์ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทุกอย่าง เพราะฉะนั้น พระองค์ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง สิ่งที่มีจริงกำลังมีจริงเดี๋ยวนี้ แต่ใครรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงว่า เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงเกิดแล้ว รู้ตอนเกิดไหมว่า เกิดแล้ว และทันทีที่เกิดก็เพียงแค่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เพียงแค่เกิดได้ยินแล้วดับ เพราะเห็นไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เห็น ทั้ง 2 อย่างมีจริง เป็นธรรมะ ผู้ที่สามารถรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงว่า เป็นสัจจธรรม เปลี่ยนไม่ได้ และปัญญาที่สามารถประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมะเป็นอริยสัจจธรรม

    ต้องไปหาธรรมะที่ไหนไหมคะ ไม่ต้องไปหาธรรมะที่ไหน เมื่อเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ แต่ถ้าไม่เคยฟังธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่รู้เลยว่า ธรรมะคืออะไร แต่เดี๋ยวนี้รู้ ธรรมะอยู่ตรงนี้ ที่กำลังเห็นนี่แหละ ธรรมะ ที่กำลังได้ยินนี่แหละ ธรรมะ เสียงที่ปรากฏก็เป็นธรรมะ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นธรรมะ ทุกขณะในชีวิตเป็นธรรมะทั้งหมด

    เดี๋ยวนี้ใครไม่ให้เห็นเกิดเห็นได้ แสดงว่า ธรรมะมีจริงๆ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เป็นปรมัตถธรรม

    ต้องทราบว่า ปรมัตถธรรมหมายความว่าอะไร จึงรู้ว่า ใครก็เปลี่ยนแปลงธรรมะไม่ได้

    ผู้ฟัง ที่เรียกว่า “อาตมัน” จริงหรือไม่จริง

    สุ. ได้ยินคำอะไรก็ตามแต่ เช่นคำว่า “soul” เข้าใจไหมว่า คืออะไร แต่คิดว่า มี soul พูดตาม แต่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น เราจะฟังคำของคนที่ไม่เข้าใจ หรือจะฟังคำที่คนนั้นเข้าใจ แล้วเราก็เข้าใจด้วยเมื่อเขากล่าวคำนั้นให้เข้าใจ

    เดี๋ยวนี้กำลังเห็น เห็น เป็น soul หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    สุ. แล้ว soul เป็นอะไร เดี๋ยวนี้มีเห็น เดี๋ยวนี้มี soul หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มี

    สุ. ไม่มีนะคะ เพราะฉะนั้น มี soul หรือเปล่า บอกได้ว่า เดี๋ยวนี้มีเห็น เพราะเห็นกำลังมี แต่จะบอกได้ไหมว่า เดี๋ยวนี้มี soul หรือเปล่า ต้องตรงต่อความจริง เพราะฉะนั้น ฟังแล้ว เห็นมีจริงๆ กำลังเห็น มีลักษณะรู้สิ่งที่กระทบกระทบตาแล้วปรากฏให้เห็น แต่เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น มี soul ไหม มีเห็น ใช่ไหมคะ เพราะกำลังเห็น เพราะฉะนั้น มี soul ไหม

    ผู้ฟัง แสดงว่า ในคำสอนอื่นมีอาตมัน ถูกหรือผิด

    สุคิน ที่เรามาที่นี่ ไม่ใช่พูดถึงคำสอนอื่น เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงที่ตัวเองรู้ว่า มีจริง ที่เราสามารถรู้ได้ เข้าใจได้

    สุ. ฟังแล้ว คนที่บอกว่า มี soul เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า ตรัสรู้ความจริงอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้น คำว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” ไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นพระคุณนามที่แสดงปัญญาที่ไม่มีใครสามารถเปรียบเทียบได้ เพราะทรงแสดงความจริงที่กำลังมีทั้งหมดโดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้น ฟังทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่า จริงหรือเปล่า ไม่ใช่ให้เชื่อ สิ่งที่มีจริงขณะนี้ต้องเกิด ใครรู้การที่สิ่งนั้นกำลังเกิดบ้าง เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริง ประจักษ์ความจริง ทรงแสดงความจริงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้ฟัง ได้เข้าใจ 45 พรรษา ทำไมมากและนานอย่างนั้น

    เดี๋ยวนี้เราได้ฟังคำของพระองค์กี่นาทีแล้ว เทียบกับที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรม 45 พรรษา มากกว่าใครทั้งหมด เช้า สาย บ่าย ค่ำ ดึก ทำไมทรงแสดงมากอย่างนั้น เพราะเป็นสิ่งที่รู้ยากยิ่ง เดี๋ยวนี้สภาพธรรมะที่มีเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อกี้นี้เลย เห็นเมื่อกี้นี้อยู่ไหนแล้ว หาอีกได้ไหม ให้กลับมาอีกได้ไหม เพราะอะไร เพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เป็นเพียงหนึ่ง ไม่เกิดซ้ำอีกเลยในสังสารวัฏ 2,500 ปีก่อนก็ไม่มีเห็นเดี๋ยวนี้ และต่อไปก็ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงคำพูด แต่เป็นความจริงซึ่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนสามารถรู้จริงๆ ของสภาพธรรมะที่เพียงเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ทุกอย่าง เพียงขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว จะไม่มีคนนี้อีกเลย เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เป็นคนนี้ เป็นชาตินี้ชาติเดียว สุขทุกข์ทั้งหมดที่มี สิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่มี ไม่เหลือเลย เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น แม้เดี๋ยวนี้ก็กำลังเป็นอย่างนี้ ขณะนี้ไม่ใช่ขณะที่เริ่มฟัง ความเข้าใจแต่ละขณะค่อยๆ สะสมสืบต่อเหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อรู้ความจริง เพราะไม่รู้ความจริงจึงมีอกุศลมากมาย เพราะความไม่รู้ แต่เมื่อค่อยๆ มีความรู้ขึ้น ก็ค่อยๆ ละความไม่ดี เพราะเห็นโทษของความไม่ดี และรู้ว่า แม้ความดีหรือความไม่ดีก็เกิดขึ้นแล้วดับไป แม้สิ่งที่เกิดแล้วดับไปก็สะสมทุกๆ ขณะต่อมา ความเข้าใจเมื่อวานนี้ ถึงแม้ว่า ความเข้าใจดับไป แต่ก็สะสมสืบต่อในขณะต่อๆ ไป จนถึงวันนี้ และความเข้าใจวันนี้ที่กำลังเข้าใจก็จะสะสมสืบต่อจนถึงวันพรุ่งนี้ต่อๆ ไป

    ต้องเป็นการค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ สะสมเป็นบารมี ตรงต่อความจริงว่า เดี๋ยวนี้ธรรมะเป็นอย่างนี้ แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง แต่ผู้ที่ประจักษ์แจ้งแล้ว ทรงแสดงหนทางให้คนอื่นได้เริ่มดำเนินตามที่จะค่อยๆ สะสมปัญญาบารมี สัจจบารมี เนกขัมมบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี อธิษฐานบารมี ถ้ายังมีความไม่รู้มากๆ มีความติดข้องมากๆ มีอกุศลมากๆ บ่อยๆ แล้วจะมีโอกาสที่ปัญญาและกุศลอื่นๆ จะเกิดแทนได้ไหม

    เพราะฉะนั้น ในบรรดาทุกสิ่งที่เกิดแล้วดับ ความเข้าใจถูก คือ ปัญญาประเสริฐที่สุด ทรัพย์สมบัติที่เข้าใจว่ามีมาก ร่างกายที่แข็งแรง วันหนึ่งก็ไม่เหลือ เปลี่ยนแปลงได้กลายเป็นคนเจ็บป่วย กลายเป็นคนไร้ทรัพย์สมบัติ แต่ปัญญาเมื่อเกิดแล้ว ไม่เป็นอย่างนั้นเลย มีแต่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

    ผู้ฟัง ธรรมะของพระพุทธองค์มีการพูดถึงชาติอื่นๆ นอกจากชาตินี้ไหม

    สุคิน ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงพูดถึงชีวิตตนเองในชาติก่อนๆ คิดว่าพระพุทธองค์พูดเท็จหรือ

    ผู้ฟัง ถามท่านอาจารย์ว่า จะเข้าใจชาตินี้ชาติหน้าได้อย่างไร

    สุ. เห็นเกิด ใช่ไหมคะ เห็นดับไหม แล้วหมดเลย หรือว่ามีได้ยินแล้วก็ดับ แล้วก็มีคิดนึกแล้วก็ดับ ทุกอย่างมีปัจจัยต้องเกิด จึงต้องเกิด ไม่เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น เห็นดับแล้ว แต่มีสิ่งอื่นเกิดต่อ เมื่อมีปัจจัยให้สิ่งนั้นเกิด ใครไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตายแล้ว 1 ขณะ มีขณะอื่นเกิดต่อไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    สุ. เมื่อกี้นี้เห็น ตายหรือยัง เห็นตายแน่ๆ หมายความว่า เห็นดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ตายหมายความว่า สิ่งนั้นหมดไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย เห็นเมื่อกี้นี้ตายแน่นอน เพราะไม่กลับมาอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ความตายมี 3 อย่าง ขณิกมรณะ หมายความว่า สิ่งนั้นเกิดดับขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง ขณะหนึ่งเกิดแล้วตาย แต่ขณะใดที่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะกลับเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย แม้เพียง 1 ขณะ เพราะฉะนั้น คนทั่วไปรู้จักความตายที่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประจักษ์แจ้งการเกิดตายของธรรมะทุกขณะ สิ่งที่มีขณะนี้เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย เป็นขณิกมรณะทุกขณะ ไม่ตายไม่มี ตามความเป็นจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง ทรงประจักษ์แจ้งว่า ขณิกมรณะ คือ ความตายทุกขณะ ทุกคนยังเห็นต่อไป ยังได้ยินต่อไป เหมือนเป็นบุคคลต่อไป จนถึงจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับ ไม่มีปัจจัยให้เป็นคนนี้อีกต่อไป ความตายที่เป็นคนนี้และสิ้นสุดความเป็นคนนี้ เป็นสมมติมรณะ

    เพราะฉะนั้น ทุกคนรู้ว่า เกิดแล้วตายในฐานะที่หมดความเป็นบุคคลนี้ จึงรู้เพียงแค่สมมติมรณะ แต่ใครก็เปลี่ยนความจริงของสภาพธรรมะไม่ได้ เมื่อสิ่งนั้นดับ มีปัจจัยให้สิ่งอื่นเกิด ใครจะห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อตายแล้ว ก็ต้องมีสภาพธรรมะอื่นเกิดต่อจากขณะที่ตาย เพราะตายเพียง 1 ขณะ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เป็นบุคคลนี้ไม่ได้ แต่เหมือนเห็นแล้วดับ ก็มีได้ยินอีก มีคิดนึกอีกฉันใด ขณะที่จากโลกนี้ไปเป็น 1 ขณะ ก็ต้องมีปัจจัยให้สิ่งอื่นเกิดสืบต่อ

    เมื่อวานนี้เห็นอะไรบ้าง สนุกอย่างไร ทุกข์อย่างไร จำได้ จำได้ตราบใดที่ยังไม่จากโลกนี้ ก็ยังจำชาตินี้ได้ แต่ใครจะรู้ว่า เมื่อจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิดแล้วดับแล้ว จิตที่เกิดต่อเป็นอะไร แต่ต้องเกิดแน่ ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะจนหมดความสงสัย และหมดกิเลส ก็ยังมีปัจจัยให้เกิด เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่เกิดอีกเลย ใช้คำว่า “สมุจเฉทมรณะ” ตายหมดสิ้น ไม่มีอะไรเกิดอีก

    เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังมี “ขณิกมรณะ” มี “สมมติมรณะ” วันหนึ่งต้องตายอย่างสมมติมรณะ แต่ยังไม่มีใครที่เป็น “สมุจเฉทมรณะ” นอกจากพระอรหันต์ ไม่มีกิเลสอีกเลย

    ทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน แม้การเห็น การได้ยินก็ไม่เหมือนกัน บางคนเห็นสิ่งที่ดี บางคนเห็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น บางคนคิดดี ทำดี บางคนคิดไม่ดี ทำไม่ดี สิ่งเหล่านั้นจะเป็นปัจจัยทำให้ขณะต่อไปเกิดขึ้น ขณะจิตที่ทำกิจสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้เพียงขณะเดียว เหมือนเดี๋ยวนี้ เห็นขณะเดียว ได้ยินขณะเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อจิตนั้นเกิดแล้วดับแล้ว มีปัจจัยที่จิตอื่นจะเกิดต่อ แต่ไม่มีใครรู้ว่า จากโลกนี้ไปแล้วจะเกิดเป็นอะไร เกิดแล้วต้องเห็นอีก ต้องได้ยินอีก เหมือนเห็นเดี๋ยวนี้เลย นกเห็นไหม ปูเห็นไหม งูเห็นไหม ปลาเห็นไหม คนเห็นไหม ลิงเห็นไหม

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ทำแล้วในชาตินี้ จะต้องทำให้เกิดแล้วเห็นอีก แต่ไม่รู้ว่า จะเกิดเป็นนก หรือจะเกิดเป็นงู หรือจะเกิดเป็นคน หรือจะเกิดเป็นเทวดา

    นี่เป็นเหตุที่ทุกคนเกิดมาต่างกัน สะสมมาที่จะคิดต่างกัน ทำต่างกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดอีกก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครรู้ว่า จะตายเมื่อไร วันไหน แต่ต้องตายแน่นอน เลือกไม่ได้เลยว่า จะตายเมื่อไร จะตายตอนเป็นเด็ก หรือโตขึ้น หรืออายุมากจนถึง 100 ปีก็ได้

    เริ่มเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่ง นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น 2 – 3 คำ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีจริงในชีวิตทั้งหมดเป็นธรรมะ ซึ่งเป็นเหตุที่ค่อยๆ สะสมที่ทำให้เกิดเป็นอะไรต่อไป

    กล่าวเฉพาะในโลกนี้มีผู้คนมากมาย แต่มีคนที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากไหม บางคนได้ยินบางคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วคิดเอง ไม่ศึกษาความละเอียด ความลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น เข้าใจผิด ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่เพราะไม่ได้ศึกษาธรรมะด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่จะรู้ความจริง ก็ทำให้เห็นผิด เข้าใจผิดได้

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เป็นผู้ที่เคารพว่า พระธรรมคำสอนของพระองค์ลึกซึ้ง จึงต้องเป็นผู้ละเอียด รอบคอบที่จะเข้าใจจริงๆ ไม่ทำให้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดสิ้นไป เพราะคิดเอง หรือเข้าใจผิด ไม่ฟังธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะ ชื่อว่า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า “พุทธะ” หมายความถึง ปัญญาความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถรู้เอง เข้าใจเองได้ไหม เมื่อเป็นผู้เข้าใจความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมะเดี๋ยวนี้ และรู้ว่าผู้เดียวเท่านั้นที่รู้แจ้งในความเป็นจริงของสภาพธรรมะทุกอย่าง ทุกประการ ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ก็ฟังคำของพระองค์และเริ่มเห็นพระปัญญาที่รู้ความจริง จึงชื่อว่า ได้เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เริ่มเป็นคนตรงที่จะรู้ว่า การเคารพนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออย่างไร ไม่ใช่การกราบไหว้ บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน แต่ไม่รู้ธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เพื่อดอกไม้ธูปเทียน หรือการบูชาสิ่งอื่นใดๆ นอกจากให้คนนั้นเกิดความเข้าใจ ซึ่งในสังสารวัฏถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ ไม่สามารถรู้ความจริงได้

    เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจคำว่า สัจจบารมี ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มี มีประโยชน์อย่างยิ่ง เหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง ในความเห็นของท่านอาจารย์ ใครที่สมควรเรียกว่า เป็นพุทธสาวก

    สุ. “พุทธะ” คือ ผู้รู้ความจริง ถ้าไม่เข้าใจความจริง เป็นพุทธะ เป็นชาวพุทธหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่คำ แต่มีคำสำหรับกล่าวให้เข้าใจว่า ความจริงคืออะไร กำลังเห็น ไม่ต้องเรียกว่า เห็น ก็เห็น เพราะฉะนั้น คำสอนเรื่องความจริง จะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสในภาษามคธี ซึ่งเราใช้คำว่า “บาลี” เพราะเป็นภาษาที่ทรงไว้เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นคำที่พระองค์ตรัสด้วยพระองค์เอง แต่ชาติอื่นก็ใช้คำอื่น เพราะเขาสามารถเข้าใจความจริงโดยภาษาอื่น

    ผู้ฟัง เราใช้คำว่า “สิ่งที่มีจริง” หรือสัจจะ อยากให้พูดถึงสิ่งที่มีจริงว่าคืออะไร

    สุ. เห็นมีจริงหรือเปล่า ต้องมีชื่อไหม แล้วแต่ภาษาไหนจะเรียกอะไร หมายความถึงเห็น ไม่ได้หมายถึงอย่างอื่น เราเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนคำได้ แต่เปลี่ยนความจริงและลักษณะของธรรมะไม่ได้ ต่อไปนี้ทุกคนจะเรียกเห็นว่า ได้ยิน เพราะฉะนั้น เราเปลี่ยนเฉพาะกลุ่ม แต่สิ่งที่คนอื่นเข้าใจ โดยไม่รู้ว่าเราหมายความถึงอะไร เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนตามเรา

    นี่เป็นเหตุที่บางครั้งมีภาษาลับเฉพาะ ตกลงกันว่า ต่อไปนี้เราจะใช้คำอะไรสำหรับสิ่งนี้ ต่อไปก็เปลี่ยนอีกได้ ไม่ใช้คำเก่า สมมติใหม่อีกก็ได้ แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมดใครเปลี่ยนได้ หรือว่าเกิดแล้ว คิดจะเปลี่ยนไม่ทัน ดับแล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็นและทุกอย่าง

   

ขอเชิญฟังบันทึกการสนทนาดังกล่าว ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง :


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 25 มิ.ย. 2565

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
siraya
วันที่ 25 มิ.ย. 2565

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 25 มิ.ย. 2565

กราบอนุโมทนาในกุศลวิริยะของอาจารย์กาญจนาด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 25 มิ.ย. 2565

ขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 25 มิ.ย. 2565

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
papon
papon
วันที่ 25 มิ.ย. 2565

ขออนุโมทนาทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Centella
Centella
วันที่ 28 มิ.ย. 2565

น้อมระลึกบูชาพระคุณทั้งสามด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ