ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 ก.พ. 2563
หมายเลข  31536
อ่าน  1,044

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๒**



~พระภิกษุทุกรูป ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น ภาระหรือกิจธุระของท่านก็คือศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติในเพศของบรรพชิตตามพระวินัย

~พระภิกษุ ยินดีในอะไร? ยินดีในการเข้าใจพระธรรม ในการสละชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรมและขัดเกลากิเลสต่างจากเพศคฤหัสถ์โดยต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทุกข้อ จึงจะเป็นการเคารพและจริงใจต่อการที่สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต

~ความสำคัญของวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคืออย่างไร? สำคัญสำหรับคนฟังหรือเปล่า?  ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมเลยวันนี้สำคัญอย่างไร   ไม่ได้เป็นประโยชน์กับคนนั้นเลย   แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าธรรมได้อุบัติขึ้นในใจของแต่ละคนบ้างไหม?  ไม่ใช่ว่าคิดถึงแต่ว่าวันนี้สำคัญ  ถึงเวลาก็ใส่บาตรหรือสวดมนต์หรืออะไรอย่างนั้น   แต่ที่สำคัญที่สุด  คือ  ได้มีความเข้าใจในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีแล้วก็ตรัสให้เราฟังคำจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็กำลังมี

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ต้องไตร่ตรอง  เพื่อความเป็นคนตรงที่จะรู้ความจริง   ปัญญาอาจหาญที่จะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง  ด้วยความเป็นมิตรที่แท้จริง  คือ   อนุเคราะห์ให้คนฟังไตร่ตรองแล้วก็เริ่มเข้าใจถูกต้อง  เพราะฉะนั้น   ถ้าไม่มีขณะนี้   ต่อไปอีกกี่ขณะก็ตาม  ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้  เพราะฉะนั้น   ขณะนี้ แต่ละขณะมีค่าอย่างยิ่งในชีวิต

~ฟังพระธรรม ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง  ความจริงเป็นอย่างนี้ ฟังไว้แล้วก็ฟังต่อไปอีก  ค่อยๆ ละความติดข้องที่เข้าใจผิดว่าเป็นเรามาตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตาย

~สิ่งที่ไม่มีในฝัน ฉันใด  สิ่งที่เราคิดว่ามีเดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีแล้ว เพราะว่าเกิดจริงๆ มีจริงๆ ดับไปแล้ว หมดจริงๆ   แต่ไม่รู้

~ยากแสนยาก กว่าจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้  ตัวอย่างเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและชีวิตของพระสาวกทั้งหลาย  เพราะฉะนั้นต้องฟังด้วยการรู้ว่า ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ  ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับฟังมากเท่าไหร่   แต่ว่า  ฟังทุกคำ  ด้วยการไตร่ตรองในความลึกซึ้งอย่างยิ่งสุดที่จะประมาณได้   เพราะว่า   ต้องรู้ความจริงตรงตามที่ได้ฟัง ซึ่งเป็นความจริงที่รู้ได้  แต่ไม่ใช่วันนี้

~ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจเดี๋ยวนี้ในสิ่งที่กำลังมี   ก็ไม่มีวันที่จะสามารถรู้ว่าทุกคำที่ได้ฟังเป็นความจริงที่สามารถรู้ได้   แต่ด้วยความอดทน ด้วยความเคารพจริงๆ ว่า  ต้องมีสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่ปรากฏ   ซึ่งในขณะนี้ สิ่งที่ไม่ปรากฏมีมาก   แต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ  ยังไม่รู้   เพราะฉะนั้น  จะอีกนานเท่าไหร่ ก็คือ   เป็นผู้ฟัง เพื่อละ   ไม่ใช่เพื่อความเป็นตัวตนที่ต้องการจะรู้

~พระธรรม ทุกคำ  นำไปสู่การละความหลงเข้าใจผิดในสังสารวัฏฏ์นานแสนนาน ว่า มีเราทุกชาติ   ขณะนี้ก็เป็นเราที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่  แต่ความจริง  ก็คือ  ไม่มีเรา  มีความมั่นคงแน่ใจหรือยังว่าไม่มีเรา  เพียงฟังขณะนี้   มีทุกอย่าง  แต่แต่ละอย่างไม่ใช่เราและก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเที่ยงยั่งยืน   เคยยึดถือว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มานานโดยไม่รู้ความจริงเลย ว่า  ถ้าไม่มีสิ่งที่เกิดขึ้น  จะมีความเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรๆ แต่ที่ไหนได้   แม้แต่ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ของเห็น ของได้ยิน จะมีเราได้อย่างไร   เพราะฉะนั้น   นี่ก็แสดงให้เห็นความต่างของปัญญาที่รู้ความจริง  แม้แต่คำที่ตรัสไว้ว่า  อนัตตา   ไม่ใช่เรา   ไม่มีเรา   ต้องเป็นคำจริงเพราะฉะนั้น   ไม่ใช่ฟังเพื่อประโยชน์ว่าเป็นเราที่เข้าใจเป็นเราที่เก่ง เป็นเราที่สามารถเป็นเราที่เป็นคนดี เป็นอะไรทุกอย่าง  นั่นคือ  ไม่เข้าใจเพียงแต่คำว่าอนัตตา   ทุกอย่างทุกสิ่ง  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย   ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้   ไม่ให้เป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้

~ใครจะไปประจักษ์แจ้งธรรมรู้ความจริงโดยไม่ใช่ปัญญา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น  สำนักปฏิบัติไม่ได้ทำให้คนที่ไปเกิดปัญญาอะไรเลยทั้งสิ้น  ค้านกับความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมอย่างสิ้นเชิง  และ การมีสำนักปฏิบัติ  ก็ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~เมื่อได้ฟังได้ศึกษาพระธรรม  ความเข้าใจก็จะเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ ความมั่นคงในหนทางที่ถูก และการเห็นความสำคัญของการอบรมเจริญปัญญา ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามลำดับด้วยเช่นกัน    

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงพระมหากรุณา รู้ว่า ชาวโลกถ้าไม่ฟังคำของพระองค์  ไม่มีทางที่จะรู้อะไรเลยทั้งสิ้นตั้งแต่เกิดจนตาย  ชาวพุทธเข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า ว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำเป็นคำที่ฟังแล้วไม่ใช่เข้าใจได้ทันที  ฟังแล้วต้องไตร่ตรองจนกระทั่งมีความเข้าใจว่าทุกคำถูกต้องตามความเป็นจริงและกำลังมีในขณะนี้

~ผู้ที่เป็นเพื่อน คือ ผู้ที่มีความหวังดีต่อกัน เพราะฉะนั้น จะไม่มีการทำร้าย จะไม่มีการเบียดเบียนหรือแม้แต่คิดร้ายหรือโกรธ

~สิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นเพื่อนที่หวังดีหรือแม้แต่ตัวเราที่จะเป็นเพื่อนที่หวังดีต่อใคร  ก็ต้องให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้นด้วย 


~สิ่งที่มีจริง  ละเอียดมาก กว่าที่เราจะรู้ความจริงได้ ก็ต้องฟังพระธรรมและพิจารณา เป็นความรู้ความเข้าใจของตนเอง

~ความดี   ต้องเป็นความดี ความชั่วต้องเป็นความชั่ว และความชั่วต้องให้ผลไม่ดีด้วย   อย่างที่เห็น  และ ถ้ายิ่งชั่วมาก ก็(ให้ผล)มากกว่าที่เราคิดว่าจะเป็นไปได้   แม้ว่าจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ตกนรก เกิดเป็นเปรต หรือเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานแน่นอน

~ไหนๆ ก็เกิดมาแล้ว   ก็เข้าใจให้ถูกต้องว่าเกิดมาแล้ว ประโยชน์ ก็คือ แทนที่จะเป็นคนที่ทำความชั่วที่ให้ผลกับตนเองและไม่เป็นประโยชน์คนอื่นด้วย  ก็เริ่มที่จะเห็นว่าไม่สมควรที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนและขณะที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนด้วย  ไม่ได้เดือดร้อนเฉพาะคนที่เราไปทำเขาให้เดือดร้อนแต่เราเองก็กำลังเดือดร้อนแน่นอน  ด้วยเหตุนี้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง แล้วเป็นผู้มั่นคงในความจริง

~ควรเห็นโทษของอกุศลกรรม แล้วเมตตาในทุกคนที่กำลังได้รับผลของอกุศลกรรม อย่าให้เราเป็นคนที่ทำกรรมนั้น ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบาย

~ทุกคนต้องตายทั้งนั้น แต่ขอให้เห็นถูกในโทษของอกุศล จนไม่ทำอกุศลกรรม

~ธรรมที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณ ไม่ให้โทษเลย ก็คือ อโลภะ (ความไม่ติดข้อง) ถ้าเป็นได้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อยจะสบายสักแค่ไหน ไม่เดือดร้อนที่จะต้องแสวงหา ไม่เดือดร้อนเมื่อสิ่งนั้นพลัดพรากจากไป เพราะเหตุว่าไม่ติดข้อง แต่แสนยาก เพราะติดข้องมานานแสนนาน มีหนทางเดียวคือ ปัญญา ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง

~ผู้เป็นพุทธบริษัทที่เห็นประโยชน์สูงสุดของการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีและทำให้คนอื่นได้เข้าใจถูกเห็นถูกสืบต่อกันมา ก็ควรรักษาดำรงความเห็นถูกในพระศาสนาสำหรับตนเอง และเมื่อตนเองมีความเห็นถูกต้องก็สามารถช่วยคนอื่นให้ได้รับฟัง ได้พิจารณา ได้ไตร่ตรองและมีความเห็นถูก ด้วยความหวังดีด้วย

~เข้าใจธรรม เป็นบุญหรือเปล่า? เป็นบุญ  ไม่ยากที่จะไปขวนขวายที่ไหน  โอกาสไหนก็ได้ที่เป็นสิ่งที่ดีก็ทำ  เพราะว่า  ถ้ากุศลจิตไม่เกิด  ขณะนั้นอกุศลก็เกิด  ต้องไม่ประมาทแม้กุศลเล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ   เพราะว่า   ถ้าขณะนั้น  อกุศลเกิด ก็ทำสิ่งที่ดีงามไม่ได้  ด้วยเหตุนี้ ทำดี   เพราะรู้ว่า  ถ้าไม่ทำดี  ก็เป็นอกุศล

~ถ้าเริ่มฟัง  เริ่มศึกษาพระธรรมด้วยความตั้งใจจริงๆ   เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เข้าใจ

~เริ่มต้นถูก คือ เริ่มฟังธรรมทีละคำ

~มีความไม่รู้มาโดยตลอด  ตั้งแต่เกิดจนตายกี่ภพกี่ชาติ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้  ไม่ใช่คำของบุคคลอื่นเลย

~อกุศลหรือกิเลสทั้งหลาย  ติดตามมามากมาย จนเป็นเหตุให้ทำทุจริตต่างๆ    ซึ่งทุจริต เป็นโทษ  แล้วใครจะมีพระมหากรุณาแสดงธรรมให้พ้นจากโทษคือความไม่รู้และความติดข้องซึ่งเหตุให้ทำอกุศลกรรมซึ่งจะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี?  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~หนทางเดียวที่จะแก้ทุกอย่างที่เลวร้ายได้  ก็คือ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง  เพราะถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง  ก็จะเห็นชั่วเป็นดี  แล้วประพฤติชั่วแล้วคิดว่าไม่มีผล  แต่ความจริง ทั้งหมดเป็นธรรม  ธรรมที่เป็นเหตุเกิดแล้วต้องเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมที่เป็นผลของเหตุนั้น  ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดมากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดของธรรมที่เป็นเหตุ คือ กรรม  และ  ธรรมที่เป็นผล คือ วิบาก

~ปัญญา เห็นถูกต้อง  ว่า   ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว  ปัญญานั้นเองก็จะรู้ว่าควรจะอบรมเจริญสิ่งใดให้มากขึ้น  เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญญาแล้ว   ความดีทั้งหลายก็เจริญขึ้น  ความไม่ดีทั้งหลายก็ลดน้อยลงจนไม่เหลือได้

~ถ้าไม่ฟังพระธรรม ไม่มีทางเลยที่จะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และทรงแสดงอะไร   ไม่มีทาง   นั่งเฉยๆ อยู่ดีๆ แล้วคิดว่าจะรู้พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง   เป็นไปไม่ได้

~มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่ฟัง  แล้วจะรู้อะไรได้.

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๑



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
petsin.90
petsin.90
วันที่ 9 ก.พ. 2563

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 9 ก.พ. 2563

กราบบูชาคุณพระรัตนตรัยด้วยการศึกษาพระธรรมโดยเคารพสูงสุด

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 9 ก.พ. 2563

   ... ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
panasda
วันที่ 10 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kullawat
วันที่ 10 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 10 ก.พ. 2563

กราบ​ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
tim7755tim
tim7755tim
วันที่ 10 ก.พ. 2563

กราบท่านอาจารย์ และอนุโมทนาสาธุค่ะการที่จะเห็นความจริงของพระธรรมก็ควรฟังคำสอนของพระศาสดาและก็ควรไตร่ตรองและตรงต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับแล้วก็เห็นเกิดขึ้นทุกสิ่งเป็นที่ให้จิตนี้เรียนรู้ว่านี้กุศลนี้อกุศลแต่ก็เป็นเพียงธรรมที่เกิดทีละหนึ่งตามเหตุปัจจัยเท่านั้นไม่ใช่ของเราและไม่ใช่เราเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสสัมผัสตามเหตุที่เคยกระทำมาสร้างเหตุผลก็ย่อมมี

กราบอนุโมทนาสาธุค่ะท่านอาจารย์และกัลยานมิตทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
phanit1515
phanit1515
วันที่ 11 ก.พ. 2563

กราบขอบพระคุณ และอนุโทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
jaturong
วันที่ 11 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 12 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 14 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ