ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๔
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  23 ก.พ. 2563
หมายเลข  31576
อ่าน  950

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๔**


~ความโกรธเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ฉันใด ความไม่โกรธก็เกิดขึ้นเพราะการอบรมเจริญเหตุปัจจัยที่จะไม่โกรธ ฉันนั้น ถ้าเป็นไปไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะไม่ทรงสอน จะไม่ทรงแสดง เพราะฉะนั้น ก็ทรงแสดงธรรมโดยประการทั้งปวง ที่จะอนุเคราะห์เกื้อกูลประโยชน์แก่ผู้ประพฤติตาม คือ ไม่โกรธ  จึงชื่อว่า ทำตามคำสอนของพระองค์ 

~แต่ละคนก็ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง  ชีวิตของใครจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สุขสบาย ทุกข์ยาก ลำบาก มากน้อยสักเท่าใด จะเห็นอะไร ได้ยินอะไร  ทั้งหมดก็ให้ทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง  ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นจริงๆ

~การดำเนินชีวิตปกติประจำวันเป็นสิ่งที่สำคัญ  ทุกคนจะต้องจากโลกนี้ไปโลกหน้าอย่างแน่นอน  แต่ว่าจะไปอย่างไร  ปลอดภัยหรือไม่  ย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตเป็นปกติประจำวันนี่เอง  แล้วจะดำเนินไปทางไหน ระหว่างทางถูก  กับ  ทางผิด

~ความกระวนกระวายที่ไม่จบสิ้น เมื่อไรจะจบสักที ลองคิดดูวันนี้อยากได้อะไร พรุ่งนี้จะหมดความอยากได้ไหม หรือ ถึงแม้ว่าจะเป็นพรุ่งนี้ ก็ยังมีความอยากได้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกี่ภพกี่ชาติก็ตาม

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง กล่อมจิตให้มีความจริงแต่ละหนึ่งในขณะนี้

~ชีวิตทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย   จะไม่พ้นจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสถูกต้อง  คิดนึก มีใครพ้นบ้างแต่ละขณะ ตั้งแต่เกิด แต่ไม่รู้ความจริง และถ้าจะจากโลกนี้ไป ก็จากไปด้วยความไม่รู้

~การฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจถูก แม้เพียงขั้นเริ่มต้น  ถ้าขั้นเริ่มต้นไม่เข้าใจถูกต้อง  จะเข้าใจเพิ่มขึ้นจนกระทั่งปฏิปัตติธรรม รู้แจ้งอริยสัจธรรม ดับกิเลส เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย   เพราะเหตุว่า ทั้งหมดเป็นปัญญาซึ่งต้องเป็นไปตามลำดับขั้น    ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ไม่มีทางรู้แจ้งอริยสัจธรรม

~การฟังพระธรรม ก็คือ การเคารพอย่างยิ่งในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นเราจะไม่มีโอกาสได้ยินคำว่า ธรรมเป็นอนัตตา นามธรรมไม่ใช่รูปธรรม  นามธรรมก็มีทั้งจิตและเจตสิก และขณะหนึ่งๆ ที่เกิดขึ้นทรงแสดงความจริงโดยตลอด โดยละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อให้รู้ว่า จิต หนึ่งขณะที่กล่าวว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ละเจตสิกทำหน้าที่อะไร และเป็นปัจจัยแก่จิตโดยสถานใด   เพื่อไม่ใช่เรา

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะทรงตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริง เมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพื่อให้คนที่เกิดมาแล้วไม่รู้อะไรเลย ได้ค่อยๆ เริ่มเข้าใจ ค่อยๆ รู้ความจริงยิ่งขึ้น

~ความไม่รู้ มากมาย    ถ้าไม่ได้สะสมการเห็นประโยชน์ของการที่จะรู้ว่า อะไรเกิด แม้แต่เกิดก็ไม่รู้ว่าอะไร   คิดก็ไม่รู้ว่าอะไร  สุขหรือทุกข์ก็ไม่รู้ว่าอะไร   สิ่งที่พอใจ ไม่พอใจ ก็ไม่รู้อะไร  เป็นอย่างนี้ไปตลอดในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งจะห้ามการเกิดดับของสภาพธรรมไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา

~ธรรม  คือ ขณะนี้ตามความเป็นจริง   สัจจธรรม ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนสภาพธรรมในขณะนี้ให้เป็นอย่างอื่นด้วยได้เลย ให้เป็นอย่างอื่น ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ด้วย   ก็ไม่ได้    ธรรมต้องเป็นธรรม   กุศลธรรมเป็นกุศลธรรม  อกุศลธรรมเป็นอกุศลธรรม ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ที่ไหน ทั้งหมดก็คือเป็นธรรม

~การฟังธรรม ไม่ใช่เรื่องรีบร้อน ไม่ใช่เรื่องรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องอยากจะเข้าใจ แต่ขณะใดที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นเวลาที่ฟังอีก ก็เข้าใจสิ่งที่เคยฟังแล้วเข้าใจแล้วนั่นแหละเพิ่มอีก และเวลาที่ฟังอีก ก็เข้าใจขึ้นอีก  ในความไม่มีเรา  แต่เป็นธรรมทั้งหมด

~จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม  คือ เพื่อละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน  แล้วกุศลทั้งหลายก็จะเจริญขึ้น มิฉะนั้นแล้วก็หลอกตัวเอง เข้าใจว่าไม่มีกิเลสแล้ว ไม่รู้อะไรสักอย่าง ก็เข้าใจว่า รู้แล้วมาก กำลังจะเป็นพระอริยบุคคลหรืออะไรอย่างนั้น  ก็ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่า  ธรรม  เป็นเรื่องที่ตรง

~ถ้าให้เขาเห็นถูกต้อง ทำร้ายเขาหรือเปล่า?

ใครจะรู้ใจใคร แต่ให้รู้ว่าผู้ที่ได้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นคุณค่าที่สูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น จะเห็นว่าคนอื่นควรจะได้รับประโยชน์ที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเข้าใจถูกต้องหรือเปล่า? ไม่ว่าเขาจะรักหรือจะชังหรือไม่ชอบอย่างไรก็ตาม  กิเลสของใคร? แต่ว่าถ้าเราโกรธหรือว่าเราเสียใจหรือว่าเราน้อยใจ  ไม่มีใครทำให้เลย นอกจากตัวเองแล้วก็เอากิเลสมาใส่ตัวเพิ่มขึ้น แต่ความหวังดีเปลี่ยนให้เป็นความหวังร้ายไม่ได้เลย ถ้าเราพูดสิ่งที่ถูกต้อง ควรที่จะได้ไตร่ตรอง ดีไหม? ควรพูดไหม? เพราะฉะนั้น เราทำสิ่งที่ผิดหรือเปล่าในเมื่อทุกคำเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วทั้งหมดทุกคำเพราะฉะนั้น เป็นการอนุเคราะห์อย่างยิ่งที่จะให้คนได้เข้าใจถูกต้อง เป็นมิตรที่ดีสำหรับการที่หวังดีให้เขาพ้นจากภัยคือความเห็นผิด

~ส่วนใหญ่อยากจะพบคนดี  แล้วเราเริ่มเป็นคนดีที่คนอื่นเขาอยากจะพบหรือยัง?

~สิ่งใดก็ตามที่ไม่เป็นไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไปกับความติดข้อง ไม่ได้เป็นไปเพื่อการสละ ก็ไม่ต้องไปคล้อยตามในการกระทำอย่างนั้น ควรที่จะละทิ้ง ไม่ต้องไปเกรงใจในอกุศล

~หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา จะไม่นำพาไปสู่การปฏิบัติที่ผิด

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมตลอด ๔๕ พรรษาอนุเคราะห์เกื้อกูลไม่ให้เข้าใจผิด ไม่ให้คิดธรรมเอาเอง

~ศรัทธาจะมั่นคงขึ้น  ก็ต่อเมื่อได้เข้าใจในพระธรรมยิ่งขึ้น  ถ้ายังไม่เข้าใจพระธรรม  ก็จะไม่เห็นประโยชน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕  พรรษา

~ประโยชน์จากการที่ได้เกิดมาแล้วก็ต้องตายจะเร็วหรือช้า ก็คืออย่างน้อยที่สุดชาตินี้   ก็มีประโยชน์ที่ได้รู้ความจริงจากการได้ฟังพระธรรม

~กุศลจิตสามารถทำให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ในทุกสถานการณ์

~ผู้ที่หวังร้ายต่อท่าน ก็เป็นอกุศลจิตของเขา ไม่ใช่ของท่าน

~ผู้ไม่ประมาท  คือ  มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาและสะสมกุศลต่อไป

~ถ้าทราบว่ายังเป็นผู้มีโมหะ(ความหลง ความไม่รู้) มาก ที่จะต้องขัดเกลา ก็จะทำให้ไม่ละเลยการฟังพระธรรมและไม่ละเลยการเจริญกุศลทุกประการด้วย

~ควรที่จะได้เห็นตามความเป็นจริงว่า  มีศรัทธา มีปัญญาเพียงเล็กน้อยแล้วไม่สะสมเพิ่มเติมจนกระทั่งมีกำลัง  อย่างอื่น คือ อกุศล ก็จะมีกำลังมากกว่า

~เกิดมาแล้วไม่ได้ฟังพระธรรม  อยู่ไปๆ จนกระทั่งตายไป ก็เหมือนกับขณะที่เกิดมา คือ  ยังคงไม่ผู้อยู่เหมือนเดิม

~เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ สำหรับคำนินทาและสรรเสริญ เมื่อเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนี้ ใครเสียเวลาเร่าร้อนใจหวั่นไหว ก็เป็นผู้ไม่ฉลาดเลย เพราะเหตุว่าไม่รู้สภาพธรรมที่เป็นธรรมดาของโลก

~ถ้าท่านถูกประทุษร้ายเบียดเบียนในปัจจุบันชาตินี้ แทนที่จะนึกโกรธหรือมุ่งร้ายต่อบุคคลผู้กระทำต่อท่าน ก็ควรที่จะมนสิการ(ใส่ใจ)ถึงกรรมของท่านเองที่ได้กระทำแล้ว ว่ามีเหตุที่ได้กระทำแล้ว ผลดังนี้จึงได้เกิดกับท่าน ถ้านึกอย่างนี้จะเป็นประโยชน์ขึ้นบ้างไหม ก็คงจะทำให้ละคลายการผูกโกรธ

~ชาตินี้  เราพอที่จะรู้ว่าเราจะไปทางไหน  เพราะฉะนั้น  ถ้าเราจะไปทางหนึ่ง  เราก็ต้องหลีกเลี่ยงอีกทางหนึ่งด้วยความมั่นคงเท่าที่มีกำลัง   เพราะเหตุว่า   เราไม่ใช่คนประมาทที่จะคิดว่าเราไม่มีกิเลสแล้ว  แต่ว่าเรายังเป็นผู้ที่มีกิเลสอยู่  เพราะฉะนั้น   หนทาง  ก็คือว่า  ไม่ประมาททั้งหมดทุกประการในเรื่องทั้งปวง

~ความเข้าใจถูกต้องเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่เราไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  นี่คือ   การละความไม่รู้ซึ่งทำให้เกิดความติดข้องที่ยึดถือว่ามีเราแล้วก็มีสิ่งอื่นด้วย   ซึ่งความจริงไม่มี  (เพราะเป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละหนึ่งที่เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีก)

~ไม่ประมาทแม้ในการฟัง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของกุศลทุกประการ

~ใครก็ตาม ที่ไม่ชอบเราว่าเรา โทสะ(ความโกรธ)ของเขา แล้วทำไมจะไปเดือดร้อน เห็นไหม? ความไม่รู้ทำให้เดือดร้อนว่าเขาว่าเรา เพราะไม่รู้ ใช่ไหม? แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา  ขณะนั้นไม่เอาโทษมาใส่ตนเอง คือ ไม่เป็นปัจจัยให้กิเลสที่สะสมมาเพิ่มความเป็นตัวตนขึ้น เพราะมีความเข้าใจถูกต้อง ว่า ไม่มีเรา เพราะฉะนั้น จากการที่เริ่มเข้าใจมั่นคงว่าไม่มีเรา กุศลทั้งหมด จะเจริญขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


~พูด เมื่อสิ่งนั้นเป็นประโยชน์.

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๓



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
petsin.90
petsin.90
วันที่ 23 ก.พ. 2563

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 25 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
มกร
มกร
วันที่ 26 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kullawat
วันที่ 4 มี.ค. 2563

สาธุ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 23 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ