ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๕
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  1 มี.ค. 2563
หมายเลข  31596
อ่าน  988

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๕**



~
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปิดเผยความจริงทุกอย่างเพื่อให้คนได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ทุกคำที่พระองค์ตรัส เป็นประโยชน์ คือ ให้รู้ว่า อะไร ถูก อะไร ผิด อะไรเป็นสิ่งที่ควร อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควร

~บวช หมายถึง การสละชีวิตคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิตซึ่งสูงกว่าเพศคฤหัสถ์ราวฟ้ากับดิน นี้เป็นเหตุที่คฤหัสถ์กราบไหว้ผู้ที่บวช เพราะเหตุนี้ไม่ใช่เพราะเหตุอื่น ไม่ใช่เพราะชวนกันไปบวชหรือว่าบวชให้เต็มจำนวน แต่เพราะเหตุว่า อัธยาศัยอย่างนี้ใครมีบ้าง มิใช่ทุกคนเพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่มีอัธยาศัยที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต แล้วเห็นผู้ที่มีอัธยาศัยสะสมมาอย่างนั้น จึงกราบไหว้ แสดงความเคารพในคุณความดีที่สะสมมาที่สามารถสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิตได้

~ถ้าใครจะอบรมเจริญปัญญาในเพศของบรรพชิตซึ่งเป็นเพศสูง ต้องรู้ตัวว่า สามารถที่จะมีอัธยาศัยที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศนั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุว่า นับตั้งแต่เวลาบวช เจตนาว่า (ตนเองเป็น) คฤหัสถ์ ไม่มี ชีวิตเดิมที่เคยเป็นคฤหัสถ์ทุกประการ ไม่มี

~จะมีคฤหัสถ์คนไหนใจร้ายที่จะใส่เงิน
(ถวายเงินให้พระภิกษุ)เพื่อเป็นทางไปสู่อบายภูมิแน่นอนหลังจากที่(พระภิกษุ)ท่านสิ้นชีวิตไปแล้ว

~ผู้ที่บวชแล้ว ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย มีประโยชน์อะไร ในเมื่อบุคคลนั้นไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และบางคนก็กล่าวผิดจากคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ มีประโยชน์อะไร

~ต้องเป็นคนที่เห็นคุณ คือ ประโยชน์ของความดี  ถ้าไม่เห็นประโยชน์ของความดี จะหวังดีให้คนอื่นเป็นคนดีด้วย ได้ไหม?

~ถ้าไม่เข้าใจและไม่เห็นจริงๆ ว่า โทษแม้เพียงเล็กน้อยถ้าไม่ขจัดออกด้วยปัญญา สิ่งนั้น (คือ ความชั่ว ซึ่งเป็นโทษ) ก็จะค่อยๆ สะสมเพิ่มพูนมากขึ้น 

~ไม่ประมาทแม้ความไม่ดีหรือความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดแม้เพียงเล็กน้อยในพระธรรม

~ความชอบธรรม คือ ความถูกต้อง ตามความเป็นจริง ต้องพิจารณา ไม่ใช่ว่าเป็นความชอบธรรมของเรา แต่ว่า ความชอบธรรมตามความเป็นจริงที่เป็นความถูกต้อง

~ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า เป็นคนดีหรือยัง แล้วดีพอหรือยัง เพราะฉะนั้น ก็ฟังพระธรรมต่อไป เพื่อที่จะรู้ว่าอะไรไม่ดี ก็จะได้ละความไม่ดี เป็นประโยชน์ไหม (สำหรับ) คำที่ชี้ให้เห็นโทษคือความไม่ดี เพราะไม่มีคนอื่นบอก คิดเองก็คิดไม่ออก คิดว่าดีแล้ว คิดว่าทำอย่างนี้ดี แต่ในขณะนั้นจะรู้ลึกซึ้งไหมว่าไม่ดีตรงไหน ไม่ดีตราบเท่าที่เป็นเรา เพราะฉะนั้น ฟังพระธรรมเพื่อรู้จริงๆ ว่า เป็นเราหรือเปล่าตรงนั้น ยังต้องการอย่างนั้น ไม่ต้องการอย่างนี้ คนนี้ทำสิ่งที่ไม่ถูกใจเราเลย เราต้องการอย่างนี้ เป็นเราหรือเปล่า

~เมื่อได้เข้าใจความจริงแล้ว ประโยชน์ คือ รู้ว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ แล้วละสิ่งที่เป็นโทษ

~ถ้าจะพิจารณาในเรื่องของการขัดเกลากิเลสของตน พระธรรมทั้งหมดจะเกื้อกูลที่จะให้ท่านน้อมนำมาค่อยๆ ประพฤติปฏิบัติไปทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ แล้วก็จะเป็นการที่จะทำให้กิเลสเบาบาง และสามารถจะอบรมเจริญกุศลให้ยิ่งขึ้น

~สำหรับเรื่องของธรรม เป็นเรื่องที่ตรงตามสภาพธรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง เมื่อเป็นอกุศล ก็ต้องเป็นอกุศล ถ้าธรรมนั้นเป็นอกุศล จะเปลี่ยนสภาพธรรมนั้นให้เป็นกุศลไม่ได้ ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงความละเอียดของอกุศลธรรมซึ่งจะต้องละให้หมดสิ้นไป เพราะเหตุว่าถ้าไม่แสดงโดยละเอียด ก็จะไม่ทราบว่าอกุศลธรรมนั้นมีความละเอียดมากเพียงใด และเรื่องของการละก็ต้องเป็นเรื่องของการละโดยละเอียด จะต้องเป็นเรื่องของการดับกิเลสเป็นสมุจเฉท (ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด) จริงๆ

~
สำหรับผู้ที่สะสมความโน้มเอียงที่จะเห็นผิด เรื่องใดที่เป็นเรื่องผิด ผู้นั้นพร้อมที่จะรับทันที ง่ายเหลือเกินที่จะคิดว่าถูก เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะเหตุว่า สะสมความโน้มเอียงที่จะเห็นผิดเข้าใจผิด แต่ว่าเรื่องใดที่เป็นเรื่องถูกเรื่องใดที่เป็นเรื่องจริง เรื่องใดที่เป็นเรื่องละเอียด บุคคลที่มีความโน้มเอียงสะสมมาที่จะเห็นผิด ไม่ยอมรับเลย ปฏิเสธ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริงหรือว่าไม่ถูก

~กุศลธรรม ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดี ไม่มีปัญหา อกุศลธรรมเท่านั้นที่เป็นปัญหา ความเข้าใจถูก(ปัญญา)จะทำให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง เพราะปัญญาสามารถเห็นว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว เมื่อไม่มีปัญญา ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ก็เกิดปัญหา ทางแก้มีทางเดียว คือ เมื่อเกิดปัญญารู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด จึงจะแก้ปัญหาได้

~เกิดมาเพราะกุศลกรรมทำให้เป็นมนุษย์ แต่ก็ยังไม่พอ เพราะสะสมอกุศลมามาก เพราะฉะนั้น ทำดีทุกโอกาส ก็ยังไม่พอ ต้องเข้าใจธรรมด้วย เพราะว่าหลายคนเกิดมา ก็เป็นคนดี ตามการสะสม แต่ก็เป็นคนที่ไม่สามารถที่จะรู้จักธรรมตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งที่มีจริงๆ (ธรรม) ควรไหมที่จะรู้ เพราะความรู้ ไม่เสียหายเลย การฟังแต่ละครั้งทำให้มีความเข้าใจถูกความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ

~การที่ได้ฟังพระธรรมก็เหมือนกับเป็นการเกิดใหม่ ที่จะทำให้จิตใจน้อมไปในทางที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะละคลายอกุศล ซึ่งแตกต่างจากก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม

~กุศลทั้งหมด ควรเจริญ เพื่อที่จะขัดเกลาละคลายอกุศลธรรมให้เบาบาง มิฉะนั้นแล้ว ความรักตัว ความเห็นแก่ตัว ความเห็นผิดว่า มีตัวตนจะเพิ่มพูนขึ้น ทำให้ท่านนึกถึงแต่ตัวเองตลอดเวลาไม่คำนึงถึงการที่จะสงเคราะห์บุคคลอื่น

~ความไม่รู้ เป็นความไม่รู้ ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น แต่ไม่รู้คืออะไร? ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เอง กำลังปรากฏให้รู้ ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น โง่ ก็คือว่า ไม่สามารถที่จะรู้สิ่งที่มีตามความเป็นจริงได้ ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น โง่มีแน่ๆ

~พอได้ยินว่า เขาว่าเราไม่รู้อะไร โกรธไหม? ก็โกรธไม่พอใจ นั่นแหละก็โง่แล้ว โกรธ ก็โง่แล้ว

~เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ แล้วไม่รู้ เพราะฉะนั้น หนทางรู้ มีไหม? ไม่ใช่ด้วยอกุศล แต่ต้องด้วยคุณความดีซึ่งจะค่อยๆ ขัดเกลาจิตสิ่งที่หนาแน่นหนักมืดทึบด้วยความไม่รู้ติดกันแน่นเหนียวมาก แล้วคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจ ก็จะนำไปสู่ความเข้าใจสิ่งนั้น ทีละเล็กทีละน้อย ตามความเป็นจริง

~เกิดมาก็ตาย แล้วจะไปทำอะไรได้ สนุก มีความสุข เพลิดเพลิน เหมือนได้มาทุกอย่าง แต่หารู้ไม่ว่าแล้วไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่อยากได้ ไม่มีไม่เหลือ ในขณะนี้เองไม่ต้องนานจนกว่าจะจากโลกนี้ไป (เพราะเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่งๆ ที่เกิดแล้วก็ดับไป)

~ฟังพระธรรมต่อไป ไม่เดือดร้อนในการฟัง เพียงแค่ฟัง ทำให้ใครป่วยไข้ได้เจ็บเดือดร้อนอะไรบ้าง? ทำให้ใครเป็นทุกข์บ้าง? ไม่มีเลย แต่ประโยชน์มหาศาล เพราะว่า ฟังคำจริงทุกคำ ทำให้เข้าใจอะไร? ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ต้องรู้ว่า ประโยชน์ คือ สามารถเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ได้ ซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าใจได้เองเลย แล้วก็เห็นว่า ยาก แต่เริ่มเข้าใจขึ้นแล้วทีละเล็กทีละน้อยๆ

~ธรรมทั้งหมด บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นประโยชน์ ก็คือ เริ่มสะสมสิ่งที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้นในสังสารวัฏฏ์ ได้อะไรมาแล้วทั้งหมดในสังสารวัฏฏ์ เดี๋ยวนี้อยู่ไหน? แล้วยังอยากได้อีกหรือ?

~รู้ว่า โง่ ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ก่อนฟังพระธรรม มีใครไม่โง่?

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๔



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
petsin.90
petsin.90
วันที่ 1 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 1 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 1 มี.ค. 2563

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 1 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 1 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
panasda
วันที่ 2 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
panasda
วันที่ 2 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Nuchareeya
Nuchareeya
วันที่ 2 มี.ค. 2563

ซาบซึ้งมาก กราบขอบพระคุณและอนุโมทนานะคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Khemsai
Khemsai
วันที่ 2 มี.ค. 2563

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ที่เคารพยิ่งค่ะ กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
jaturong
วันที่ 2 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
jariya.tr
jariya.tr
วันที่ 3 มี.ค. 2563

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์และอ.วิทยากรทุกท่านโดยเฉพาะอ.คำปั่นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
kullawat
วันที่ 4 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 4 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
มกร
มกร
วันที่ 5 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 4 เม.ย. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
เฉลิมพร
วันที่ 11 พ.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ