นิพพานไม่สูญ??
 
Klawpume
วันที่  4 ต.ค. 2562
หมายเลข  31212
อ่าน  162

ผมสงสัยจากที่ พระอาจารย์หลายท่าน ทั้ง หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงตามหาบัว ฯลฯได้กล่าวว่านิพพานไม่สูญ มีทั้งการพบเห็นพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้วทั้งหลายด้วย จึงอยากจะเรียนถามท่านทั้งหลายด้วยเหตุนี้



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 5 ต.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

สภาพธรรมที่มีจริง     เป็นปรมัตถธรรม     ที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก  มี  ๔  คือ  จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน    ถ้าพระผู้มีพระภาค ฯ   ไม่ได้ทรงประจักษ์ลักษณะของนิพพาน     ก็ทรงดับกิเลสไม่ได้      ขณะนี้ทุกคนมีจิต   มีเจตสิก  และมีรูป     เมื่ออบรมเจริญปัญญาก็จะเห็นความเหนียวแน่นของกิเลส    เพราะแม้ว่า สภาพธรรมที่มิใช่ตัวตน    เป็นแต่เพียงนามธรรม   หรือรูปธรรม     จะปรากฏเมื่อสติระลึกสังเกต  พิจารณาบ่อย ๆ เนือง ๆ    จากชาติหนึ่งสู่อีกชาติหนึ่ง  สู่อีกชาติหนึ่งก็ยังดับกิเลสไม่ได้     จนกว่าปัญญาจะอบรมเจริญคมกล้า    ถึงขั้นประจักษ์แจ้งพระนิพพาน    ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม   ที่เป็น  วิสังขารธรรม

           พระนิพพาน   เป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดขึ้น      นอกจากพระนิพพานแล้ว       ไม่มีสภาพธรรมใดดับกิเลสได้เลย      เพราะสิ่งใดที่เกิดขึ้นปรากฏสิ่งนั้นเป็นที่พอใจของโลภะความต้องการได้ทั้งนั้น   เมื่อนิพพานเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่เกิดขึ้น       โลภะจึงยินดีพอใจในนิพพานไม่ได้      โลภะ   ความยินดีพอใจมีอยู่ตราบใด      ก็เป็นปัจจัย   เป็นสมุทัย   คือ   เหตุที่จะให้มีภพชาติอยู่ตราบนั้น      พระนิพพานเป็นปรมัตถธรรม     เป็นสภาพธรรมที่มีจริงและเป็นสภาพธรรมอย่างเดียวที่ดับกิเลสได้            ฉะนั้น  ถ้าพูดว่านิพพานเป็นเมืองแก้ว     นิพพานก็จะต้องเกิดขึ้นจึงจะเป็นเมืองแก้วได้       แต่นิพพานธาตุ    เป็นอสังขตธาตุ    ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดดับ       นิพพานเป็นธาตุที่ดับกิเลส      สภาพธรรมใดที่เกิดขึ้นจะพ้นไปจากจิต   เจตสิก  รูปไม่ได้       ฉะนั้น  เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นจริง ๆ สิ่งนั้นไม่ใช่นิพพาน     ต้องเป็นจิต   หรือเป็นเจตสิก  หรือเป็นรูป    อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง

ข้อความในพาหิยะสูตร ขุททกนิกายอุทาน

          ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด  ในนิพพานธาตุนั้น     ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง    พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ     พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง    ความมืดย่อมไม่มี    ก็เมื่อใด  พราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ ๔) รู้แล้วด้วยตน     เมื่อนั้น  พราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูป  และอรูป จากสุขและทุกข์                                        จบพาหิยสูตรที่ ๑๐

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 5 ต.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ ๒๙๑

พระศาสดา ได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเรา
เป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป
เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ
จงไม่ประมาทมีสติ มีศีลด้วยดีเถิด
จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นด้วยดี
จงตามรักษาจิตของตนเถิด
ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้
ผู้นั้นจักละชาติสังสาระ แล้วการทำที่สุดทุกข์ได้
----------------------------

สิ่งสำคัญที่ควรจะได้พิจารณาคือ ไม่ว่าใครจะกล่าวอย่างไร ก็ตาม   แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่าอย่างไร  เมื่อเคารพนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็ต้องฟังต้องศึกษาคำของพระองค์ด้วยความเคารพละเอียดรอบคอบ  ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย   สิ่งใด ที่ผิด  ไม่ตรง  ก็ต้องรีบทิ้งทันที 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ตลอดจนถึงพระอรหันตสาวกทั้งหลาย  ปรินิพพานแล้ว ไม่มีการเกิดอีกเลยในสังสารวัฏฏ์  ไม่มีใครจะพบเห็นได้อีก  เพราะฉะนั้น  ถ้าได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะรู้ได้เลยว่า  คำไหนจริง  คำไหนไม่จริง  ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Klawpume
วันที่ 6 ต.ค. 2562

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ