จุติจิตและปฏิสนธิจิต
 
Wiyada
Wiyada
วันที่  8 ต.ค. 2562
หมายเลข  31218
อ่าน  179

กราบเรียนถามนะคะ

ที่กล่าวว่าจิตเกิดดับสืบต่อไม่มีระหว่างคั่น เมื่อเวลาจุติจิตเกิดในสถานที่ใดแล้ว จิตต้องปฏิสนธิในสถานที่นั้นด้วยหรือไม่ หรือว่าจิตเดินทางไปปฏิสนธิในที่ที่มีปัจจัยสมควรแก่กรรมอย่างไรคะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 ต.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

          

จิตเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นสภาพรู้ จิตมีที่เกิดคือ อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจเกิดขึ้น จิตเกิดที่ใด ดับที่นั่น จิตไม่เดินทาง จิตขณะหนึ่งดับไป เป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดต่อขึ้นทันที ตราบใดที่ยังมีกิเลส การสืบต่อของจิตก็สะสมสิ่งที่เคยสะสมไว้ในจิตดวงก่อนทั้งที่ดีและไม่ดี

     การตายเป็นธัมมะที่เป็นเพียงการเกิดขึ้นของจิตที่เรียกว่า จุติจิต     ซึ่งความตายในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัว  แต่ไม่รู้  เพราะในความเป็นจริงของชีวิตที่เกิดมา เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นจิต  เจตสิก  รูปที่เกิดขึ้น   สำหรับขณะที่เกิด ในพระพุทธศาสนา คือ ขณะที่จิต เจตสิกเกิดขึ้น ในขณะที่ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของกรรม  สำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผลของกรรมดี   ขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด  ขณะนั้นเกิดแล้ว ในภพภูมิมนุษย์   อยู่ในครรภ์ เล็กมาก   และกรรมก็จัดสรรให้เป็นไป  จนในที่สุด เมื่อถึงคราวที่ตาย  ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตาย    แต่เป็นจิต เจตสิกที่เกิดขึ้น  คือ ขณะที่จุติจิตเกิด ขณะนั้นชื่อว่า ตาย   โดยสมมติว่า ตายจากความเป็นมนุษย์    เพราะฉะนั้น การตายในพระพุทธศาสนาที่เป็น  สมมติมรณะ  คือ ตายจากโลกนี้ไป     เป็นในขณะที่จุติจิตเกิดขึ้น ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ เพราะหมดกรรมที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้อีก    ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้เลย   

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Wiyada
Wiyada
วันที่ 9 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณมากค่ะ กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 9 ต.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ไม่มีอะไรเลย ที่เกิดมาลอยๆ สภาพธรรมที่มีจริงๆ  ที่เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยก็ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย  ไม่มีการบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นได้  เป็นไปตามเหตุปัจจัยจริง ๆ จิต ก็เช่นเดียวกัน เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์  ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น  ก็ไม่พ้นไปจากจิตเลย  จิตเกิดเพราะเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น  ต้องมีที่เกิดของจิต (สำหรับในภูมิที่มีขันธ์ ๕)  มีอารมรณ์ที่จิตรู้  มีเจตสิกธรรมเกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น

แม้ปฏิสนธิจิต เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย สืบต่อจากจุติจิตของชาติที่แล้ว ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น  ซึ่งต้องเป็นเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีต และจิต ไม่ได้เดินมาจากไปไหน แต่จิตเป็นสภาพธรรมที่อาศัยปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นเป็นไปนั่นเอง 

แสดงถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งว่า  เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  แสดงให้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม อย่างแท้จริง จึงต้องค่อย ๆ ฟัง ค่อย ๆ ศึกษา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ไปทีละเล็กทีละน้อย  จากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Wiyada
Wiyada
วันที่ 9 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณมากค่ะ กราบอนุโมทนาค่ะ

นับเป็นบุญอย่างที่สุดในชีวิตที่ได้ฟังพระธรรมของพระพุทธองค์ จะพยายามฟังและศึกษาให้เข้าใจยิ่งๆขึ้นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kullawat
วันที่ 10 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
วิริยะ
วันที่ 12 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 14 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
talaykwang
talaykwang
วันที่ 17 ต.ค. 2562

สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ