หลงสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ หลงทุกข์ในสิ่งที่ไม่มี
 
nattawan
nattawan
วันที่  11 ต.ค. 2562
หมายเลข  31226
อ่าน  406

   

 ภัยในสังสารวัฏที่พอจะเห็นตามลำดับขั้น  ขั้นแรกคือทุกข์ (ทุกขทุกข์) คือ เจ็บ ปวด เมื่อย ทุกข์กายทุกข์ใจ ไม่มีใครชอบทุกขเวทนา  ความรู้สึกที่ไม่เป็นสุขทางกายและใจ  แล้วสุขเวทนาล่ะต้องเห็นภัยไหม!!!...หรือปล่อยไปไม่ต้องเห็นภัย  แม้สุขเวทนาก็เป็นภัยเห็นยากกว่าทุกขเวทนา  ต้องเป็นปัญญาที่เพิ่มขึ้น...ต้องละเอียดขึ้น 

     ทุกคนเกิดมามีความไม่รู้และพอใจในสิ่งที่ปรากฏ  คิดถึงสิ่งที่พอใจทั้งวันทั้งคืนจะเป็นสุขไหม!!!

     ถ้าได้สิ่งนั้นมาตามที่ขวนขวายแสวงหายากลำบากเหลือเกินไม่ว่าจะทางกายทางใจ...แต่ก็มีความสุขที่ได้แล้วก็เบื่อ...แล้วหาอีก...สุขใหม่  เที่ยวแสวงหาสิ่งที่เป็นสุขไปตลอดชีวิตโดยที่ไม่ใช่เราเลยแต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามการสะสมซึ่งทุกคนสะสมความไม่รู้และติดข้องในทุกอย่างที่ปรากฏ  เป็นอย่างนี้ชาติแล้วชาติเล่า  แล้วสิ่งที่พอใจก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งว่าได้สิ่งนี้แล้วพอใจแล้วไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป...ไม่เป็นเช่นนั้น  ความพอใจนั้นมากมายมหาศาลและไม่หยุดด้วย  เป็นอย่างนี้และต้องเป็นอย่างนี้เพราะไม่รู้...เป็นทุกข์ไหม!!!!!

     กว่าจะเห็นทุกข์นี้ซึ่งเกิดจากความสุข  ก็เห็นทุกข์ที่เกิดจากความทุกข์ก่อนว่าเกิดมาก็ยากลำบาก  ทุกข์ทรมานสารพัด  แล้วสุขล่ะ...พอได้มาก็สุขดีใจ...ลืมทุกข์เลย  ไม่คิดเลยว่าทำไมถึงทน  ทำไมต้องทนเป็นทุกข์ถึงอย่างนี้  แต่หนีไม่ได้  พ้นไม่ได้  นี่คือสังสารวัฏต้องเป็นไป

 

   ปัญญาจึงเห็นโทษของสังสารวัฏตามลำดับ คือ เห็นทุกข์ตามลำดับ  เห็นทุกข์ของทุกขทุกข์ คือ เจ็บกายและใจเป็นทุกข์ไปด้วยจากการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น  เห็นแต่อย่างนี้  แต่พอสุขก็ลืมหมดเลยแล้วยังต้องการอีกๆ ๆ ไม่รู้จบ  จบเมื่อไหร่เมื่อนั้นสบายไหม  ไม่ต้องคิดจะได้แล้วๆ เล่าๆ   ได้มาแล้วก็ไม่มีทางที่จะไม่เบื่อแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่พอใจมากเท่าไหร่ก็ตาม  สิ่งอื่นปรากฏติดข้องแล้ว  สิ่งอื่นปรากฏติดข้องอีก  ลืมทุกข์ที่ต้องไปแสวงหา  จะเห็นทุกข์ที่เป็นความรู้สึกที่เป็นสุขก็ด้วยปัญญา

     เริ่มหน่ายหรือยัง  ถ้ายังก็ยังไม่เห็นภัยในสังสารวัฏ  ตราบใดที่ไม่รู้ต้องเป็นอย่างนี้...เป็นทาสของโลภะความต้องการซึ่งทำให้มีทุกข์ในการแสวงหา  แต่พอได้มาก็ลืมแล้วก็เป็นสุข  แล้วสุขนั้นก็ดับไม่กลับมาอีกเลย

     ลองคิดดูว่าได้อะไรมา  ได้สิ่งที่ว่างเปล่าไม่เหลือเลย  แต่เพราะไม่รู้จึงคิดว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่  ยังคงอยู่  จึงแสวงหาร่ำไปเรื่อยไปไม่จบ

     ปัญญาเห็นภัยหรือยัง  ต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่เริ่มเห็นภัยว่ามัวแต่อยากได้สุขอยู่นั่นแหละ  แสวงหาอยู่นั่นแหละ  แต่สุขนั้นก็หมด  ทันทีที่เกิดดับเลย  หลงชอบคิดว่ายังอยู่  เริ่มเห็นทุกข์ในความสุข  ก็ยังไม่พอ  ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า  สิ่งใดๆ ก็ตามที่เข้าใจว่ามีและเที่ยงและเป็นของเรา  สิ่งนั้นหามีไม่  พอใจในสิ่งที่เกิดดับเพราะไม่รู้  ต่อเมื่อใดประจักษ์การเกิดดับ  เมื่อนั้นจึงเห็นภัย

     ต้องเป็นปัญญาที่รู้จริงๆ มั่นคงขึ้นๆ กว่าจะละความเป็นเราได้  เพราะความเป็นเราลึกมากและทับถมอยู่ทุกวัน  ต้องเป็นผู้ที่อดทนที่จะรู้ว่าเหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงพ้นจากกิเลส...เพราะปัญญาที่รู้ความจริง

     กิจที่ควรทำก่อนคือฟังธรรมะให้เข้าใจถูกเห็นถูกจริงๆ    พระธรรมที่ทรงตรัสรู้ลึกซึ้งมากเพราะแม้สิ่งนั้นมีตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่เคยรู้  ต้องรู้เสมอว่าความรู้ที่มีเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่พอ  

     พูดอย่างไรต้องทำอย่างนั้น  ธรรมะทั้งหลายคือแต่ละหนึ่งที่มีคือธรรมะทั้งหลาย  จะเว้นอะไรที่จะไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ได้  แล้วเข้าใจหมดหรือยังธรรมะทั้งหลาย  ต้องเข้าใจขึ้น  ละเอียดขึ้นและตรงขึ้น  ทุกคำต้องเข้าใจจริงๆ เพื่อไม่มีเราสำคัญที่สุด

     ถ้ายังมีเราก็ยังมีความยินดีเห็นผิดว่าเป็นเราแล้วจะละกิเลสได้อย่างไร  ขณะนี้แม้เป็นธรรมะก็ยังไม่รู้  เพราะฉะนั้น  ทำกิจที่ควรทำก่อน  " ธรรมะทั้งหลายไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด  เป็นอนัตตา "  ไม่ลืมว่าฟังธรรมะเพื่อวันหนึ่งจะประจักษ์แจ้งความจริงว่าไม่มีเราจริงๆ

     กราบบูชาคุณท่านอ. สุจินต์  บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่ง


  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 12 ต.ค. 2562

  อนุโมทนาในกุศลวิริยะค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ