ปิดวาจา สำคัญผิดว่าเป็นการปฏิบัติธรรม วิกฤตพระพุทธศาสนา[สนทนาธรรมที่โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา จ. ตรัง ๑๖ ต.ค.๒๕๖๒]
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  16 ต.ค. 2562
หมายเลข  31235
อ่าน  970

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


คำขวัญประจำจังหวัดตรัง
เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง  หมูย่างรสเลิศ       ถิ่นกำเนิดยางพารา
เด่นสง่าดอกศรีตรัง   ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา

วันนี้ วันพุธที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ มีสนทนาธรรมเป็นวันแรกที่โรงแรม  ธรรมรินทร์ ธนา จ.ตรัง ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ด้วยกุศลจิตการจัดสนทนาธรรมครั้งนี้ของคุณอัครา - คุณเพลินพันธ์ ลาภาพัฒนวณิชย์    [สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๓๘๕๖ และ ๓๘๕๘]  โดยมีคุณจริยา จ่ายพัฒน์ [สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่  ๒๗๐๙] เป็นผู้คอยช่วยในการประสานงาน   เป็นโอกาสที่ได้พบกันได้ร่วมกันสนทนาในสิ่งที่มีจริงตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง  ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาร่วมสนทนาธรรมในครั้งนี้พอสมควร  [โดยก่อนหน้าวันสนทนาธรรม(และนอกเหนือจากการสนทนาธรรมตามเวลาปกติ) อาจารย์อรรณพ หอมจันทร์ ก็ได้เมตตาสนทนาธรรมนอกรอบ ร่วมหลายชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งเป็นประโยชน์แก่สหายธรรมสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ภาคใต้ เป็นอย่างยิ่ง]

การสนทนาในวันนี้ ได้เริ่มต้นตามหัวข้อ  คือ  ชาวพุทธคือใคร?   การเป็นชาวพุทธ เป็นได้ด้วยปัญญาที่เข้าใจพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ใช่การทำอะไรตามๆกันไป ด้วยความไม่รู้โดยการขาดเหตุผล   ที่สำคัญที่ควรจะได้พิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือ สิ่งที่ผิดที่เป็นวิกฤตที่เป็นความเสื่อมอย่างหนักที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นชาวพุทธ  แต่ไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจว่า ธรรม คืออะไร เป็นต้น  เป็นเหตุทำให้ทำในสิ่งที่ผิดมากมาย ตามความไม่รู้  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ เพราะพระธรรม คิดเองไม่ได้  แต่ต้องได้ฟังได้ศึกษาจากผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ ละเอียด รอบคอบ ไม่ประมาทในแต่ละคำที่พระองค์ทรงแสดง เพราะแต่ละคำ เป็นคำอนุเคราะห์เกื้อกูลเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด 

ในครั้งนี้อาจารย์อรรณพ หอมจันทร์  ได้นำคลิปสนทนาธรรมที่บ้านอาจารย์จริยา เจียมวิจิตร เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเกี่ยวกับความเป็นผู้ตรง  มาเปิดให้ผู้เข้าร่วมสนทนาธรรมได้รับชมรับฟัง ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง  ทำให้ได้คิดพิจารณาไตรตรองในเหตุในผลตรงตามความเป็นจริง จึงขอโอกาสถอดเทปคำสนทนาทนาของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์  เพื่อให้ทุกท่านได้พิจารณาร่วมกัน ดังนี้

"ถ้ามีวัด แต่ว่ามีตลาดนัดในวัด ถูกต้องหรือเปล่า วิกฤตหรือเปล่า วัดคืออะไรก็ไม่รู้ อาราม ที่รื่นรมย์ที่ได้เข้าใจความจริงที่ได้ค่อยๆละคลายความไม่รู้ เป็นที่สงบใช่ไหม เพราะอะไร เพราะเป็นที่อยู่ของพระภิกษุ  เพราะฉะนั้น พระภิกษุคือใคร  ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรก็ชวนกันไปบวชเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นเป็นแสน อาจจะมีคนคิดว่าจะให้ถึงล้าน ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยนอกจากเกณฑ์กันไปบวชเพื่อครบจำนวน นั่นคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?  เพราะฉะนั้น เข้าใจว่าถ้ามีคนบวชมากๆ พระพุทธศาสนารุ่งเรือง  แต่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วพระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองได้อย่างไร นอกจากเป็นการทำลายคำสอนทำให้คนหลงเข้าใจว่ากาชบวชคือพระพุทธศาสนารุ่งเรือง  แต่บวชเพื่ออะไรในสมัยครั้งพุทธกาล  ถ้าไม่ได้ฟังไม่ได้เข้าใจคำสอนจะบวชไหม  แล้วบวชอุทิศใคร บวชเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อขัดเกลากิเลส  เพราะว่าการขัดเกลากิเลสสามารถที่จะขัดเกลาได้จากธรรมที่ได้ฟัง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนหรือบรรพชิต เพราะฉะนั้น ธรรมต่างหาก  ความเข้าใจความจริงต่างหาก ที่ทำให้ค่อยๆละคลายความไม่รู้และความเข้าใจผิด แต่ไม่ใช่วัดวาอารามซึ่งเป็นตลาดนัด เป็นที่ขายสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ เช่น ตระกรุด พระเครื่อง ผ้ายันต์ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นคนที่ตรงอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่า ถ้าชาตินี้ไม่ตรง คิดหรือว่าชาติต่อๆไปจะตรง เพราะฉะนั้น ความตรงในสิ่งที่ถูกต้องว่าถูก ไม่เป็นผู้ที่จะใช้คำว่าอย่ากล่าวคำนี้เลยจะก่อให้เกิดความแตกแยก แต่รู้ไหมว่าความแตกแยกมาจากไหน ตราบใดที่เห็นไม่ตรงกัน จึงแตกแยก  ถ้าเห็นอย่างเดียวกันหมดก็ไม่แตกแยก ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ในขณะที่มีความแตกแยก ต้องรู้ว่าเพราะอะไร และแตกแยกคืออะไร ถ้าเห็นอย่างเดียวกันถูกหมด ไม่มีการแตกแยกเลย  แต่เมื่อมีการแตกแยก ต้องมีผิดและถูก เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนที่อาจหาญร่าเริงแกล้วกล้าที่จะพูดสิ่งที่จริง เพราะเป็นประโยชน์  ไม่มีโทษอะไรเลยสักอย่าง  แล้วทำไมไม่พูดในความจริงนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่ได้ยินคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพไม่ใช่อยู่ที่แค่กราบไหว้  แต่เคารพด้วยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ไม่ให้คำของพระองค์เข้าใจกันผิดๆถูกๆ แต่ต้องรู้ว่าถูกคืออย่างไร และผิดคืออย่างไร  เมื่อรู้ว่าอะไรถูกจะไม่กล่าวสิ่งที่ถูกหรือ   ถ้ารู้ว่าอะไรผิด  ไม่ทิ้งความผิดหรือ   เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ยังคงผิดอยู่เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริง    ถ้ารู้ความจริงเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง    ปัญญาความเห็นถูก จะไม่พาไปในสิ่งที่ผิดเลย

เพราะฉะนั้น การกล่าวคำจริงซึ่งเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว มีประโยชน์หรือมีโทษ? ต้องพิจารณาจริงๆ  แล้วจะรักษาพระพุทธศาสนาโดยไม่เข้าใจคำสอน เป็นไปไม่ได้   เข้าใจผิด"

 

ในช่วงบ่าย เป็นอีกช่วงหนึ่งที่เป็นประโยชน์มาก  เตือนใจผู้ที่กำลังหลงผิดได้ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าได้สนทนาถึงสิ่งที่เป็นวิกฤตประการหนึ่งที่บิดเบือนทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ  การสอนให้ปิดวาจา   ไม่พูดกัน ซึ่งก็เข้าใจ(แบบผิดๆ)ตามๆกันไปว่าเป็นการปฏิบัติธรรมที่จะได้ทบทวนตนเองและเพื่ออยู่อย่างผาสุก เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าใครจะกล่าวว่าอย่างไร ก็ต้องกลับมาดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่าอย่างไร มีไหมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ว่าอย่างนั้น  เพราะเหตุว่ามีพระธรรมมากมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของวาจาที่ควรพูด กล่าวคือ  วาจาสุภาษิต ซึ่งเป็นมงคลประการหนึ่งด้วย เพราะคำที่เป็นวาจาสุภาษิต คือ คำที่ปราศจากโทษ กล่าวคือ  ไม่ใช่คำเท็จ ไม่ใช่คำส่อเสียด ไม่ใช่คำหยาบ ไม่ใช่คำเพ้อเจ้อ  โดยวาจาสุภาษิต มีองค์ประกอบที่สำคัญ ตามข้อความในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจนิบาต วาจาสูตร ว่า "กล่าวถูกกาล  กล่าวคำจริง กล่าวคำอ่อนหวาน กล่าวคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ และกล่าวด้วยเมตตาจิต"

โดยเฉพาะการทรงแสดงพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นยอดของวาจาทั้งหลาย เพราะทำให้เข้าใจความจริงจนถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสตามลำดับขั้นได้  ถ้าพระองค์ ไม่ตรัสเลย จะมีผู้เข้าใจความจริงได้อย่างไร   

ถ้าไม่มีการกล่าวธรรม ไม่มีการแสดงธรรมเลย ใครจะได้ยินได้ฟังความจริง  ซึ่งข้อความในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ก็ได้แสดงไว้ชัดเจนว่า "ในบรรดาบุคคลผู้แถลงคารม(ผู้กล่าว)ทั้งหลาย นั้น พระสัมมาพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุด"  เพราะพระองค์ทรงแสดงพระธรรมในแต่ละครั้ง มีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมากมายนับไม่ถ้วน

ในหลายๆพระสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้กล่าวพระธรรมตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว  ไม่ได้มีการห้ามการกล่าวเลยแม้แต่น้อย ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งกล่าวมาก แสดงมาก ก็ยิ่งเป็นประโยชน์   และนอกจากนั้นก็จะเห็นได้ว่า  ไม่ว่าพระองค์จะพบใคร  ก็ทรงมีการปฏิสันถารต้อนรับ ทรงสนทนาปราศัยเป็นเบื้องต้นก่อนที่จะได้ทรงแสดงพระธรรมต่อไป 

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระวินัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ชัดเจน ว่า ภิกษุใดสมาทาน(ถือเอาเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ)ที่จะไม่พูดกันเลย ซึ่งเป็นประหนึ่งการอยู่กันของปศุสัตว์ เป็นการประพฤติอย่างเดียรถีย์  ต้องอาบัติทุกกฏ(กระทำผิด,กระทำไม่ถูกต้อง) ตามข้อความในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เหตุไฉน  โมฆบุรุษพวกนี้จึงได้ถือมูควัตร  (ข้อวัตรปฏิบัติในการไม่พูดกัน เป็นใบ้) ซึ่งพวกเดียรถีย์ถือกัน การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น  นั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุไม่พึงสมาทานมูควัตร ที่พวกเดียรถีย์สมาทานกัน  รูปใดสมาทาน ต้องอาบัติทุกกฏ"

แต่พระองค์ทรงอนุญาตให้มีการกล่าว การตักเตือนกัน เพื่อประโยชน์ในการสำรวมระวังต่อไป  ไม่ใช่ว่าไม่พูดกันเลย

 

จะเห็นได้ว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงมีเหตุมีผล สามารถเข้าใจได้ และไม่มีใครที่จะคัดค้านได้ เพราะเป็นคำจริง เป็นคำที่ถูกต้อง   ไม่มีคำสอนแม้แต่บทเดียวที่สอนให้ทำตามๆกันในสิ่งที่ผิด 

พระธรรมทุกส่วนก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลโดยตลอด เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง  สิ่งที่ผิด ก็ต้องกล้าที่ทิ้ง ไม่เก็บไว้ พร้อมกับมีความจริงใจอย่างมั่นคงที่จะฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งจะได้ช่วยกันดำรงรักษาสิ่งที่มีค่าที่สุดนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อไป

จึงเป็นประโยชน์ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้สนทนาธรรม จะน้อยจะมาก ก็ได้สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก   สะสมเป็นที่พึ่งต่อไป ซึ่งเป็นขณะที่มีค่าที่สุดในสังสารวัฏฏ์ 

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง

และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ...



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 16 ต.ค. 2562

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และกราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 17 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 17 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
boonyarit
boonyarit
วันที่ 17 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณท่านวิทยากรทั้งสามท่านและคุณอัครา ที่จัดการสนทนาธรรมขึ้น หวังว่าจะมีครั้งต่อ ๆ ไป ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 17 ต.ค. 2562

กราบอนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
โพธิ์งามพริ้ง
วันที่ 17 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ชิงช้าชาลี
วันที่ 18 ต.ค. 2562

ขออนุโมทนา และขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
suporn.thun
suporn.thun
วันที่ 19 ต.ค. 2562

ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง​ กราบอนุโมทนาในธรรมอันประเสริฐ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
Dechachot
วันที่ 24 ต.ค. 2562

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ