การแสวงหาสถานที่อัน สัปปายะ เพื่อเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสิ่งสมควรหรือไม่
 
jay_rmit
jay_rmit
วันที่  13 ก.ค. 2562
หมายเลข  31030
อ่าน  280

เรามีหลักในการพิจารณาอย่างไร 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 14 ก.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ในพระไตรปิฎกมักกล่าวถึงสถานที่ อากาศ เป็นต้นที่เป็นสัปปายะ..ทำให้อาจเข้าใจผิดว่าการเจริญสติปัฏฐานต้องเลือกสถานที่ เลือกสถานที่ที่สงบ อากาศ..แต่สถานที่สัปปายะ อากาศและอื่น ๆ เป็นเพียงองค์ประกอบบางส่วน แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม จะอยู่  สถานที่ที่เหมาะสม   ที่กล่าวว่าเป็น สัปปายะ อย่างไร ปัญญาก็ไม่เกิด  แต่ในความเป็นจริงหมายถึง    ไม่ว่าอยู่สถานที่ใด  ถ้าสติและปัญญาเกิด (สติปัฏฐาน) ที่ที่นั้นเองก็เป็นสัปปายะของบุคคลนั้นเพราะกุศลเกิด (กุศลขั้นสติปัฏฐาน)

   ควรเข้าใจครับว่า การบรรลุธรรม คือ การบรรลุ รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ด้วยปัญญา     เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นสภาพธรรมที่ทำให้บรรลุธรรมได้  ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ปัญญาสามารถเกิดได้ โดยไม่เลือกสถานที่  ว่าจะต้องเป็นในป่า ในที่เงียบสงัด  หรือ ในเมือง     เพราะในความเป็นจริง ทั้งในป่าในที่เงียบสงัด และในเมือง ไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง  ที่กำลังมี เห็นก็มี ได้ยินก็มี ได้กลิ่นก็มี ลิ้มรสก็มี คิดนึกก็มี ไม่ว่าจะในป่า ในที่เงียบสงัด และ ในเมืองล้วนแล้วแต่มีสภาพธรรม ที่ปัญญาจะต้องรู้ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา

     ปัญญาที่จะถึงการบรรลุธรรม  คือ จะต้องมีการปฏิบัติธรรม อะไรไปฏิบัติ ปัญญานั่นเองที่ปฏิบัติหน้าที่รู้ความจริง ปัญญารู้อะไรก็รู้สภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ในป่า หรือ ในเมือง ก็ไม่ต่างกัน ตรงที่ต่างก็มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้รู้ หากแต่ว่า หากอยู่ในสำนักปฏิบัติ ในที่เงียบสงัด มีในป่า เป็นต้น แต่ไม่มีปัญญา ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้  เพราะการบรรลุธรรมไม่ใช่อยู่ที่สถานที่เงียบสงัด เพราะใจไม่สงัดจากอกุศลเลย  แม้อยู่ในที่เงียบแต่ใจก็หวั่นไหวไปแล้วในอกุศลที่เกิดขึ้น  คิดถึงเพื่อน  คิดถึงญาติ  คิดเรื่องอื่น ๆ ได้ แม้อยู่ในป่า เพราะฉะนั้นอกุศล ก็เกิดได้แม้อยู่ในที่เงียบสงัด   ดังนั้น หากขาดปัญญาเสียแล้ว อยู่ที่ไหน อย่างไร ก็ไม่สามารถบรรลุธรรม

     หากขาดความเข้าใจเบื้องต้นในขั้นการฟังแล้ว ว่าธรรมคืออะไรอยู่ในขณะไหน ธรรมเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ หากขาดความเข้าใจเบื้องต้น(ปริยัติ) แล้ว ปฏิบัติหรือสติและปัญญาจะเกิดได้ไหม ไม่ว่าสถานที่ใดก็ตาม   หากขาดความเข้าใจเบื้องต้น แต่เมื่อมองมุมกลับ    คนที่เริ่มมีความเข้าใจธรรมเบื้องต้นขั้นการฟังว่า ทุกอย่างเป็นธรรม อยู่ในขณะนี้ ไม่ต้องไปหาธรรม สติและปัญญาเป็นธรรมและเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไมได้   เมื่อมีความเข้าใจมั่นคงขึ้น ไม่ว่าอยู่สถานที่ใด   ถ้าสติและปัญญาเกิด   ก็ธรรมปฏิบัติหน้าที่    สถานที่ที่สติและปัญญาเกิด(สติปัฏฐาน) ที่ที่นั้นเองก็เป็นสัปปายะของบุคคลนั้นเพราะกุศลเกิด(กุศลขั้นสติปัฏฐาน) แต่ถ้าขาดความเข้าใจเบื้องต้นแล้ว ที่ไหนจะเป็นสัปปายะได้เพราะไม่มีปัญญาที่จะเป็นปัจจัยให้สติและปัญญาเกิดครับ

ดังนั้นจากข้อความในพระไตรปิฎก ในมหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวว่า ไปแล้วสู่ป่า คือเมื่อไปแล้วสติและปัญญาก็เกิดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องไปสู่ป่าทุกรูป  แต่เป็นคำกล่าวที่ว่า "ไปแล้วสู่ป่า" เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ไม่ว่าไปที่ไหน ที่สำคัญไปแล้ว คงห้ามไมได้เมื่อมีเหตุปัจจัยที่ต้องไป   แต่ไปแล้วมีสภาพธรรมไหม ไม่พ้นจากสภาพธรรมเลย หากไม่มีความเข้าใจในเรื่องสติปัฏฐาน แม้ไปสู่ป่า สติจะเกิดได้ไหม    เป็นไปไม่ได้   และแม้ไปในสถานที่ชุมชน ถ้าความเข้าใจในเรื่องสติปัฏฐานยังไม่มั่นคง สติจะเกิดได้ไหม ก็ไม่ได้   ดังนั้นประการที่สำคัญที่สุดคือปัญญาที่เข้าใจเรื่องสติปัฏฐานครับ 

 เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกที่ลิ้งนี้ครับ

ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง [ปฐมสัปปายสูตร] 

ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง [ทุติยสัปปายสูตร] 

 ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 ก.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

สำคัญที่ต้องเริ่มต้นที่การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูกแล้ว ไม่สามารถที่จะปฏิบัติถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้เลย มีแต่ปฏิบัติผิด เพิ่มพูนความไม่รู้ ความติดข้องและความเห็นผิดให้มีมากขึ้น ได้ยินคำว่า สมาธิ ก็จะไปนั่งสมาธิ ไปทำอะไรก็ไม่รู้ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจทั้งนั้น ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ว่าจะโดยนัยใดก็ตาม ล้วนเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ไม่มีคำสอนแม้แต่บทเดียวที่ให้ไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ ด้วยความติดข้องต้องการ ด้วยความเห็นผิด เป็นต้น มีแต่เพื่อให้เข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง ซึ่งจะต้องฟัง ต้องศึกษาไตร่ตรองในเหตุในผล ตามความเป็นจริง เพราะทุกขณะเป็นธรรม มีสภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอด การรู้สภาพธรรม ก็รู้ในสิ่งที่มีจริง เหล่านี้ ที่มีจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม

การศึกษาตามหลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นไปตามลำดับ กล่าวคือ ผู้ศึกษาต้องฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ก่อน ซึ่งเป็นการศึกษาในขั้นของปริยัติ (ปริยัติ หมายถึง การรอบรู้ในพระธรรมคำสอน) ถ้าหากไม่ฟังแล้วความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? เมื่อฟังเข้าใจแล้ว จึงมีการน้อมประพฤติปฏิบัติตามคำสอน (ซึ่งไม่มีตัวตนที่ปฏิบัติแต่เป็นธรรมปฏิบัติ หน้าที่ของธรรม คือ สติและปัญญาเกิดขึ้นระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ) เมื่อปฏิบัติตามคำสอนจึงจะมีผลคือการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมละกิเลสได้ตามลำดับขั้น (เป็นขั้นปฏิเวธ คือการแทงตลอด การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม) ปฏิเวธจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง และการปฏิบัติอย่างถูกต้องจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีการศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างถูกต้อง

พระธรรม เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้ว ตั้งแต่ชาติปางก่อนเท่านั้น ส่วนบุคคลผู้ที่ไม่ได้สะสมบุญมา ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากพระธรรม พระธรรมย่อมเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าสำหรับเขา [ธรรม ไม่ได้สาธารณะกับทุกคน] ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมในแนวทางที่ถูกต้องนั้น มีน้อยมากอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น กิจที่ควรทำ ก็คือ ฟังพระธรรม ต่อไป ไม่ขาดการฟังพระธรรมครับ.

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jay_rmit
jay_rmit
วันที่ 16 ก.ค. 2562

อย่างนั้นผมขอถามใหม่ครับว่า ผู้ที่ศึกษา ได้ยินได้ฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้า มีความเข้าใจถูกระดับหนึ่ง มีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏ ตามความเป็นจริง เป็นกลางต่อสภาพธรรมบ้าง ไม่เป็นกลางต่อสภาพธรรมบ้าง ฯลฯ
การแสวงหาสถานที่อัน สัปปายะ เพื่อเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสิ่งสมควรหรือไม่

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผู้มีความประมาท
วันที่ 16 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ก.ค. 2562
อ้างอิงจาก ความคิดเห็นที่ 3 โดย jay_rmit

อย่างนั้นผมขอถามใหม่ครับว่า ผู้ที่ศึกษา ได้ยินได้ฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้า มีความเข้าใจถูกระดับหนึ่ง มีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏ ตามความเป็นจริง เป็นกลางต่อสภาพธรรมบ้าง ไม่เป็นกลางต่อสภาพธรรมบ้าง ฯลฯ
การแสวงหาสถานที่อัน สัปปายะ เพื่อเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสิ่งสมควรหรือไม่

ถ้าเป็นผู้ที่มีความเข้าใจถูกแล้วว่าขณะนี้เป็นธรรมไม่ใช่เรา และ ธรรมไม่ได้อยู่ในป่า ในที่เงียบสงัด ก็จะไม่ไปแสวงหาสถานที่ที่เงียบสงบ เพราะเหตุว่าเข้าใจว่าขณะนี้มีธรรม แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจ ธรรมและ เพราะความติดข้อง ความอยาก ความต้อง จึงไปแสวงหาธรรม ตามที่ต่างๆ ที่สำคัญผิดว่าจะทำให้เจอธรรม สำคัญผิดว่าจะเกิดปัญญาในสถานที่อื่น ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
DjPut
วันที่ 17 ก.ค. 2562

ขอเชิญอ่านกระทู้เก่าๆครับ "สัปปายะ"

สัปปายะ หมายถึงอย่างไร

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/14996

 

บุคคลที่สัปปายะ

https://www.dhammahome.com/webboard/topic5614.html

 

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ