ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๐
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  30 มิ.ย. 2562
หมายเลข  30985
อ่าน  771

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๐



~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ว่าจะทรงแสดงกับใครในยุคนั้นสมัยนั้น ก็เป็นเสมือนว่าทรงแสดงกับแต่ละคนที่กำลังได้ฟังในยุคนี้สมัยนี้

~มีทางที่จะช่วยคน จากที่เป็นอกุศลให้เป็นกุศลได้ ก็ควรจะทำอย่างยิ่ง

~กุศลต้องเป็นกุศล และอกุศลต้องเป็นอกุศล ผู้ที่ตรงต่อธรรม ก็เป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาและเจริญกุศลยิ่งขึ้นได้

~ผู้เห็นโทษในความเป็นผู้ทุศีล(ล่วงศีล,ประพฤติชั่ว)  จึงรักษาศีล เห็นว่า การไม่สำรวมกาย วาจา และ การที่กาย วาจาประพฤติในทางทุจริต ย่อมนำโทษมาให้ แม้แต่เพียงคำพูด ซึ่งถ้าไม่สำรวมก็อาจจะไม่รู้เลยว่า นำโทษมาให้แล้วแก่ผู้พูดและกับบุคคลอื่นด้วย เพราะฉะนั้น ในเรื่องของกายและวาจา ถ้าเห็นโทษของความเป็นผู้ทุศีล จึงรักษาศีลหรือสำรวมกายและวาจาขึ้น

~อกุศลธรรมของคนอื่นสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลจิต คือ เมตตาของท่านเกิดได้ เพราะกุศลธรรม ตั้งใจไว้ชอบ ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะเกิดโทสะ แต่ว่าถ้าเกิดเมตตา เวลาที่เห็นคนอื่นกระทำอกุศลกรรม หรือว่าสภาพจิตใจของคนนั้นเป็นอกุศล  ควรที่จะมีเมตตาว่า บุคคลนั้นจะต้องสะสมอกุศลจิตและอกุศลกรรมไปมากมาย    ควรที่จะมีเมตตาอย่างยิ่ง

~ขณะโกรธใคร กำลังสะสมอกุศลให้กับใคร?

~บางท่านมีความหวังร้ายต่อผู้ที่ประพฤติไม่ชอบ เพราะฉะนั้น ก็ลองพิจารณาสภาพจิตของท่านเอง ว่า  เคยมุ่งหวังที่จะให้คนที่ประพฤติไม่ชอบ ได้รับโทษ ได้รับภัยอันตรายต่างๆอย่างร้ายแรงหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น จิตของท่านเองทำร้ายตัวของท่านเอง เพราะบุคคลอื่นไม่ได้เป็นไปตามความคิดของท่าน แต่ย่อมเป็นไปตามกรรมของเขา เพราะฉะนั้น เขาย่อมได้รับผลของอกุศลกรรมนั้นเอง โดยที่ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องไปหวังร้ายหรือว่าคิดร้ายต่อบุคคลนั้นเลย

~คนที่มีเมตตา จะไม่มีโทษใดๆทั้งสิ้น และเป็นผู้ประเสริฐด้วยในขณะที่มีเมตตาต่อคนอื่น

~สำหรับเรื่องเมตตา  จะต้องเข้าใจให้ถูก คือ เป็นสภาพของจิตที่มีความเป็นมิตร เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวกับการท่องหรือไม่เกี่ยวกับการแผ่เมตตา  แต่เป็นขณะที่มีสัตว์ มีบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ณ สถานที่ใดก็ตาม และบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ถ้าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา ก็จะเป็นผู้ที่พร้อมจะเกื้อกูลบุคคลนั้น

~ความดี ไม่ต้องรั้งรอ เดี๋ยวนี้เลย เติมความดีทุกวัน เดี๋ยวนี้ทำดีโดยการฟังพระธรรม  แล้วเวลาที่ไม่ได้ฟังพระธรรมก็ทำดีได้เหมือนกัน เช่น เป็นมิตรกับใคร ก็ดีทันที ช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลอื่น ก็ดีทันที

~สภาพจิต ที่ให้ ด้วยความสละ เพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ขณะนั้น ก็เห็นได้เลยว่าถ้าจิตไม่ผ่องใส ทำอย่างนั้นไม่ได้

~ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ก็เป็นผู้ไม่รู้โดยตลอดจนกระทั่งตายไปเกิดอีกก็ไม่รู้อีก ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วกี่พระองค์  คนนั้นก็ยังคงไม่รู้อยู่นั่นเอง

~ถ้าเป็นผู้ไม่ตรง จะไม่ได้สาระจากพระธรรม เพราะพระธรรม ตรง ถ้าผิดจากพระธรรม คือ ไม่ตรง

~เป็นโอกาสที่ยากแสนยากอย่างยิ่งกว่าจะได้ฟังพระธรรม  ไหนๆก็ได้ฟังแล้ว ก็ขอให้เห็นประโยชน์จริงๆ  ฟังจริงๆ  เพื่อเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง

~เกิดมาแล้ว ต้องไปแน่ๆ  ต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน  อย่าคิดว่าอีกนาน   เพราะอาจจะไม่นานเลย   อาจจะเป็นวันนี้ หรือพรุ่งนี้ก็ได้

~ชีวิตที่มีค่าในระหว่างที่ยังไปไหนมาไหนได้  ก็คือ  ได้มาฟังพระธรรม

~มีเงินมากมายมหาศาล  เป็นทุกข์ไหม?  เอาเงินนั้นมาซื้อทุกข์ให้หมดไปได้ไหม? ไม่ได้   เพราะฉะนั้น  ก็เห็นได้เลย ว่า เมื่อไหร่มีปัญญา เมื่อนั้น ไม่มีทุกข์   ไม่เป็นทุกข์ เพราะปัญญาไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใดๆเลย

~ผู้ที่มีพระมหากรุณากว่าคนอื่นทั้งหมด ก็คือ  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสัตว์โลกมีความไม่รู้ มีความเห็นผิด เข้าใจผิดในธรรม เพราะฉะนั้น จึงทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม   เห็นได้เลยว่า  พระธรรม มีประโยชน์ เมื่อมีความเข้าใจแล้ว นำมาซึ่งสิ่งที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้นทั้งกาย วาจา ใจ

~ปัญญา
(ความเข้าใจถูกเห็นถูก) จะทำให้เป็นผู้ไม่เดือดร้อน   ด้วยการกระทำของคนอื่น แต่ว่ารู้หนทางที่จะละคลายกิเลสของตนเอง  เพราะรู้แล้วว่า กิเลสของตนเอง ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น  และไม่ใช่คนอื่นนำมาให้

~ไม่ได้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  เพราะไม่เข้าใจ   เพราะฉะนั้น รู้ได้เลยว่า ไม่เข้าใจเมื่อไหร่   ไม่ใช่ชาวพุทธ   เรียกเอาเอง  แต่ไม่ใช่   เพราะว่า ถ้าเป็นชาวพุทธ   ก็ต้องฟังพระธรรมแล้วก็ต้องเข้าใจด้วย

~ความเห็นผิดเป็นอกุศลธรรมประเภทหนึ่ง  ซึ่งพัดไปทำให้ไม่กลับมาสู่ความเห็นถูก  เพราะฉะนั้น  เป็นอันตรายมากถ้ามีความเห็นผิดเพียงเล็กน้อยแล้วจะทำให้เห็นผิดนั้นพาไปสู่ความเห็นผิดที่มากขึ้นและลึกขึ้น แล้วก็ยากแก่การที่จะละ


~การเข้าใจธรรมผิดคาดเคลื่อน  จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิด เป็นผู้มีความเห็นที่ผิดคล้องไว้ มัดไว้ ไม่ให้ไปสู่ความเห็นที่ถูกต้อง

~พื้นฐานที่จะต้องเข้าใจก่อน คือ  ทุกอย่างเป็นธรรม
(สิ่งที่มีจริง)  ไม่ว่าจะพูดถึงสภาพธรรมใดๆ ก็ตาม   เมตตาเป็นธรรม  กรุณาเป็นธรรม อกุศลเป็นธรรม   โลภะ โทสะ  โมหะ  เป็นธรรม   ทุกอย่างเป็นธรรม  ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ก็สามารถเข้าใจแต่ละคำที่มีในพระไตรปิฎกถูกต้องชัดเจนขึ้น

~ธรรมดาของคนที่มีกิเลส  เมื่อสะสมพอกพูนกิเลสไว้มากๆ ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการกระทำอกุศลกรรม  เบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน

~ควรที่จะได้เห็นตามความเป็นจริงว่า  มีศรัทธา  มีปัญญาเพียงเล็กน้อยแล้วไม่สะสมเพิ่มเติมจนกระทั่งมีกำลัง   อย่างอื่น คือ  อกุศล  ก็จะมีกำลังมากกว่า

~การที่ได้ฟังฟังพระธรรมและค่อยๆเข้าใจขึ้น  ก็เป็นการละความไม่รู้  เพราะได้เข้าใจ   ซึ่งอีกไกลมากกว่าจะละความไม่รู้ได้หมดสิ้น  แต่ขณะนี้ก็ได้เริ่มแล้ว  คือ  เริ่มสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก

~ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม  ทุกขณะที่ผ่านไป ก็เป็นการโปรยธุลีสิ่งสกปรก คือ อกุศล ลงในจิต

~ต้องเป็นผู้ที่ตรง แม้แต่ในการศึกษาพระธรรม ก็เพื่อขัดเกลาอกุศล แล้วการที่จะขัดเกลาได้  ก็ต่อเมื่อรู้ความจริง  เพราะฉะนั้น  ไม่มีใครสามารถที่จะเอาอกุศลที่สะสมมาในจิตของตัวเองออกทิ้งไปหมดได้เลยนอกจากปัญญาที่ค่อยๆเกิดขึ้น

~ถ้าคิดถึงความดีของเขา เราก็ไม่เดือดร้อน  แต่พอคิดถึงความไม่ดีของเขา  ทั้งๆที่เป็นความไม่ดีของเขา ก็ไปเดือดร้อน ขณะนั้น เราเองต่างหากที่เดือดร้อน

~อกุศลแม้เพียงเล็กน้อยนิดเดียว เกิดเมื่อไหร่ก็เบียดเบียนจิตให้เดือดร้อนโดยไม่รู้ แต่พอเป็นอกุศลมากๆ  ก็กระทำการทุจริต  ขณะนั้นก็เบียดเบียน แรง  เพราะฉะนั้น   ผลของทุจริตกรรมก็ทำให้ไปสู่อบายภูมิ

~ถ้ายังมีกิเลสอยู่  เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ  ก็เดือดร้อน  ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ  ก็เดือดร้อน  ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจก็เดือดร้อน  ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจก็เดือดร้อน  เดือดร้อนไปหมด.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๐๙

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
มกร
วันที่ 30 มิ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 30 มิ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 30 มิ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 30 มิ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 30 มิ.ย. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 30 มิ.ย. 2562

ขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
panasda
วันที่ 1 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 1 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
jaturong
วันที่ 1 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 1 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ