ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๑
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  7 ก.ค. 2562
หมายเลข  31016
อ่าน  730

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๑



~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา เป็นเรื่องของสิ่่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จนกว่าจะ ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกภพทุกชาติด้วย

~เห็น จริง เพราะฉะนั้น เห็น จึงเป็นธรรม
ได้ยิน จริง เพราะฉะนั้น ได้ยิน จึงเป็นธรรม
โกรธ จริง เพราะฉะนั้น โกรธ จึงเป็นธรรม
สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา จริง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา (คือ สี) จึงเป็นธรรม  

~หนทางเดียวที่จะทำให้กิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) ค่อยๆลดกำลังลง ก็คือการเป็นผู้ที่ไม่ทอดทิ้งการศึกษาพระธรรม การฟังพระธรรม การพิจารณาพระธรรมโดยละเอียด เพื่อที่จะให้เกิดปัญญาที่สามารถจะระลึกได้ รู้ลักษณะของสภาพธรรมในชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ก็ย่อมแสดงถึงการเคยได้ฟังพระธรรม การเคยได้พิจารณาพระธรรม และการเข้าใจพระธรรมในอดีตด้วย

~ผู้ที่จะสละอาคารบ้านเรือน ละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต แสดงให้เห็นว่า จะต้องเป็นผู้มีสัจจะ คือ เป็นผู้ที่มีความจริงใจต่อการขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าเพศของคฤหัสถ์

~ไม่ว่าในยุคไหน สมัยไหน กาลไหนก็ตาม โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ตาม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เปลี่ยน สิ่งใดที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ซึ่งเป็นพระวินัย ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุในสมัยใด ต้องประพฤติปฏิบัติตาม เพราะว่าจุดประสงค์ของ(ความเป็น)พระภิกษุทุกสมัย เพื่อสงบจากอกุศล โดยการขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ซึ่งจะต้องศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย

~เรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ที่จะละคลายกิเลสเป็นเรื่องที่ค่อยๆเป็นค่อยๆไปจริงๆ แม้แต่ในขั้นของความเข้าใจ ถ้าจะตามฟังพระธรรมอยู่เรื่อย ๆ พิจารณาพระธรรมอยู่เรื่อยๆ ก็จะเห็นได้ว่า ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากตอนต้นนี้มาก แต่ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยที่ไม่มีกำหนดรู้ได้ว่า เพิ่มขึ้นมากในตอนไหน แต่จะต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปเรื่อยๆ

~ถ้ามีความเห็นถูกเกิดขึ้น ย่อมเห็นว่าสิ่งใดเหมาะ สิ่งใดควร และข้อปฏิบัติใดจะเป็นปัจจัยให้ปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะเป็นหนทางที่ยาว แต่เริ่มต้นหรือตั้งต้นและดำเนินไปเรื่อยๆในหนทางที่ถูก ก็ดีกว่าไปติดอยู่ในหนทางที่ผิด ซึ่งไม่มีโอกาสจะทิ้งและหันมาสู่หนทางที่ถูกได้

~เมื่อหลงลืมสติ ก็สะสมกิเลสไว้มาก การขัด การละก็ยากขึ้น และโอกาสที่จะเป็นปัจจัยให้กระทำทุจริตกรรมที่จะไปสู่กำเนิดอื่นก็มีมาก แต่ว่าผู้ที่เห็นคุณของพระธรรม และเห็นประโยชน์ของการเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ละเว้นโอกาสที่จะศึกษาพระธรรมและน้อมประพฤติตามพระธรรม

~ถ้ามั่นคงในกรรมแล้ว เรื่องกรรมของเขา เขาก็ต้องมีแน่ๆ คือ วิบากของเขา เขาก็ต้องได้รับแน่ๆ  และอกุศลของเขา ก็มี ของเรา ก็มี เราก็มีหน้าที่อย่างเดียวที่เกิดมาในโลกนี้ คือ เพียรละอกุศลของเรา ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับอกุศลของคนอื่น

~ขณะใดที่ได้ทราบการกระทำบุญกุศลของบุคคลอื่น ท่านควรเป็นผู้ที่มีจิตยินดี ชื่นชมอนุโมทนาในกุศลกรรมที่ท่านได้ทราบนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตระหนี่แม้แต่จะชื่นชมยินดีในบุญกุศลของบุคคลอื่น

~เขาตาย แล้วเราร้องไห้ มีประโยชน์กับเขาหรือเปล่า? เขาไม่ต้องการน้ำตา ไม่ต้องการให้ใครมาเสียใจโศกเศร้า แต่เขาดีใจด้วย ถ้าเราทำดี

~เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม ไม่ได้บังคับให้อะไรเกิดได้ แต่ความเข้าใจยิ่งขึ้นก็จะค่อยๆทำให้อกุศลเบาบางลง เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย จะโกรธใคร มีประโยชน์กับใคร แม้แต่ตัวเอง มีประโยชน์หรือเปล่า? จิตเศร้าหมอง เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง ก็จะมีเมตตาแทน


~เมตตา หมายความถึง ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน ความหวังดีกับบุคคลนั้น พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกโอกาส ไม่คิดร้าย ไม่โกรธเคืองด้วย ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นไม่ได้เป็นมิตรเลยและขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิตสะสมไว้บ่อยๆ ต่อให้มีสิ่งที่ดีรอบข้างก็ไม่เป็นสุขก็ได้ เพราะความขุ่นเคืองใจ หรือเป็นเหตุที่มีกำลังถึงกับทำอกุศลกรรมได้

~ทุกคนมีกรรมเป็นของตน แม้ว่าคนอื่นจะทำกรรมที่ไม่ดีกับเรา แต่เรามีกรรมดี เพราะฉะนั้น  ไม่ต้องไปเดือดร้อนกับกรรมไม่ดีที่คนอื่นกระทำกับเรา เพราะว่าใครทำกรรมอย่างใดก็ได้อย่างนั้น แล้วเราจะไปคิดที่จะพยาบาทเบียดเบียนเขาทำไม ในเมื่อรู้ว่าเขาต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน  และความพยาบาท ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเก็บให้มีมาก ๆ เลย เพราะเหตุว่าเป็นทุกข์ในขณะที่เกิดขึ้นด้วย

~อกุศลหรือกิเลสทั้งหลาย ติดตามมามากมาย จนเป็นเหตุให้ทำทุจริตต่าง ๆ ซึ่งทุจริต เป็นโทษ แล้วใครจะมีพระมหากรุณาแสดงธรรมให้พ้นจากโทษคือความไม่รู้และความติดข้องซึ่งเหตุให้ทำอกุศลกรรมซึ่งจะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี? พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ถ้าเป็นผู้ที่ไม่สุจริต ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เคยโกง หรือเคยส่อเสียด เคยกินสินบน เคยดุร้าย เคยหยาบคายในกาลก่อน เพราะเหตุว่าขณะใดที่โกง กำลังกระทำทุจริต ขณะนั้นย่อมไม่เห็นโทษ แต่ว่าโทษของทุจริตย่อมมี ไม่มีใครสรรเสริญ และผลของทุจริตนั้นก็ย่อมเป็นไปตามกรรมแล้วแต่ว่าจะได้รับผลของทุจริตในชาติปัจจุบันหรือในชาติต่อๆไป

~ผู้ที่มารดาบิดายังมีชีวิตอยู่ ก็ทราบว่าวันหนึ่งท่านก็จะต้องจากไป แต่ถ้าไม่เลี้ยงดูท่านในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คือ เป็นผู้ไม่เห็นคุณของมารดาบิดา เพราะฉะนั้น ผู้นั้นจะเห็นคุณของบุคคลอื่นได้อย่างไร แม้แต่ผู้ที่เป็นมารดาบิดาซึ่งเลี้ยงดูให้ทุกสิ่งทุกอย่างมา ให้ความสุขสบายมาตั้งแต่เกิด ผู้นั้นก็ยังไม่เห็นคุณ ยังไม่กตเวทีกระทำตอบแทนคุณของท่าน เพราะฉะนั้นจะคิดถึงคุณของบุคคลอื่น ก็คงยาก เพราะแม้แต่คุณของมารดาบิดา ก็ไม่เห็น

~ชีวิตของแต่ละคน ไม่ได้จำกัดในเรื่องของการเจริญกุศล ไม่ว่าท่านจะเป็นบุคคลใด มีกิจที่จะต้องกระทำ แต่ก็ให้เป็นไปในเรื่องของกุศลได้ ถ้าท่านยังมีมารดาบิดาที่จะต้องอุปการะ ท่านก็เป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ขัดเกลาจิตใจของท่านด้วย แล้วก็เจริญกุศลในการที่ได้กระทำการอุปการะตอบแทนพระคุณของมารดาบิดาด้วย

~ผู้ใดที่ได้สะสมความคิดถูก ความเห็นถูก ความเข้าใจสภาพธรรมถูก คนนั้นคิดไม่ดีไม่เป็น คิดริษยาไม่เป็น   คิดดูหมิ่นคนอื่นไม่เป็น คิดยกตนข่มคนอื่นก็ไม่เป็น คิดเมตตาเป็น คิดกรุณาเป็น คิดเห็นใจเป็น คิดเข้าใจเป็น คิดช่วยเหลือเป็น

~การสะสมความคิดที่ดี ที่ถูก ที่ควร ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าท่านไม่พิจารณาสังเกตแม้เพียงเล็กน้อย อาจจะไม่รู้ว่า การที่แต่ละบุคคลคิดดีในขณะนั้น ต้องเป็นเพราะเคยสะสมที่จะคิดดีมาแล้วในอดีต

~ใครมีปัญญาก็เป็นประโยชน์กับคนนั้น ขอให้เราเป็นคนหนึ่งที่จะมีปัญญาเป็นแสงสว่าง หรือ เป็นคนที่ทำความดีในท่ามกลางความชั่วร้ายที่บังคับบัญชาไม่ได้ แต่แม้กระนั้นเราก็จะพยายามทำความดี และศึกษาพระธรรมให้เข้าใจธรรมได้ถูกต้องมากขึ้น โดยไม่หวั่นไหว เพราะถึงอย่างไรก็ต้องจากโลกนี้ไปแน่

~ถ้าไม่มีแสงสว่าง คือ ปัญญา  ก็จะไม่มีเครื่องนำทางให้เราไปในทางที่เป็นกุศล 

~กุศลธรรม  เป็นธรรมที่ควรอย่างยิ่งที่จะสะสมให้มีขึ้น    

~โลดเต้นมาแทบตาย  สุดท้ายก็แค่นี้   (ในที่สุดแล้วทุกคนก็จะต้องตาย   เอาทรัพย์สมบัติวัตถุสิ่งของติดตามตัวไปไม่ได้เลย)

~ที่สำคัญ
เราจะเป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว
พอถึงชาติหน้า
ก็มาจากชาตินี้ทั้งหมด
สืบต่อไป
ถ้าชาตินี้เราทำดี
และมีความเข้าใจธรรมด้วย
สิ่งเหล่านี้ก็ติดตามไปได้
แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ
จะไม่เป็นคนนี้อีกเลยในสังสารวัฏฏ์.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๐

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 7 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 7 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 7 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณและขอกราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 7 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 7 ก.ค. 2562

กราบอนุโมทนากุศลจิตทุกขณะที่เข้าใจพระธรรมคำจริงค่ะ

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ผู้เมตตาแสดงคำจริงเกื้อกูลให้เข้าใจถูกเห็นถูกตามกำลังค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 7 ก.ค. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 7 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 8 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 10 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 12 ก.ค. 2562

..ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ