ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๕
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  6 ม.ค. 2562
หมายเลข  30363
อ่าน  523

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้




ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๕

~ชีวิตของทุกคนไม่ใช่ว่าจะยืนยาวนานมากเลย เพราะเหตุว่าชีวิตดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตเดียวแล้วก็ดับ เมื่อกี้นี้ก็ดับแล้ว แล้วก็มีจิตเกิดต่อ แล้วจิตขณะนั้นก็ดับ แล้วก็มีจิตเกิดต่อ 

~การที่จะดับกิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต)ได้ ต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็ดับกิเลสไม่ได้ เพราะกิเลสเกิดเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าอกุศลธรรมจะเกิดบ่อย เป็นประจำทุกวัน ก็ไม่รู้สึก ว่าเป็นอกุศล อย่างทางตาที่กำลังเห็นนี้ แล้วไม่รู้ความจริง ก็ไม่รู้ว่านั่นแหละเป็นอกุศลธรรมแล้ว ความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ จึงทำให้เกิดความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง

~ถึงแม้ว่าในวันหนึ่งๆ จะมีอกุศลมาก ก็ยังมีโอกาสที่ได้กระทำกุศล หรือว่าในวันหนึ่งๆที่มีกุศลหลายชั่วโมง อกุศลก็ยังเกิดแทรกได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่เป็นผู้ที่ละเอียด ขณะที่เป็นอกุศลก็ผ่านไป โดยที่ไม่รู้ว่า ขณะนั้นเป็นขณะที่อกุศลธรรมกำลังปรากฏให้รู้ว่า ตนเองยังมีอกุศลธรรม

~วันหนึ่งๆจะเห็นได้ว่า กุศลจิตที่เกิดขึ้นกระทำกุศลกรรมต่างๆ เป็นไปตามฉันทะ(ความพอใจ)ของแต่ละบุคคลที่ได้สะสมมา ซึ่งบางท่านก็อาจจะช่วยเหลือบุคคลอื่น หรือว่าบางท่านก็อาจจะให้ทานวัตถุสิ่งของเป็นประโยชน์แก่คนอื่น กุศลธรรมเป็นปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามฉันทะทั้งในเรื่องของทาน ในเรื่องของศีล ในเรื่องของการไตร่ตรองเหตุผลในธรรม ซึ่งพระธรรมนี้จะต้องไตร่ตรองให้ได้เหตุผลจริงๆ มิฉะนั้น  ก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้

~กุศลธรรมย่อมเป็นที่สรรเสริญชมเชย ไม่ว่าในขณะที่กำลังกระทำซึ่งมีผู้เห็น หรือแม้แต่ในกาลภายหน้า คือ ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงไป จะ ๑๐๐ ปี ๑๐๐๐ ปี ๒๕๐๐ กว่าปี กุศลธรรมหรือธรรมฝ่ายดีก็เป็นธรรมฝ่ายดี ธรรมใดเป็นธรรมที่ประเสริฐ ธรรมนั้นก็เป็นธรรมที่ประเสริฐ

~ถ้ายังมีความเห็นที่ถูกบ้างผิดบ้าง ปะปนกันอยู่ ซึ่งจะทราบแน่นอน ว่า ความเห็นส่วนใดที่ยังผิด ยังคลาดเคลื่อน ก็ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม และพิจารณาเหตุผลโดยละเอียด โดยรอบคอบจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว ก็ยังจะละความเห็นผิดไม่ได้ ถ้าไม่ได้พิจารณาโดยละเอียด

~พระธรรมย่อมจะเกื้อกูลให้กุศลประเภทอื่นค่อยๆเจริญขึ้น แล้วแต่ว่ากุศลประเภทใดจะเจริญมากกว่าประเภทใด เช่น ถ้าเป็นเรื่องของกุศลในการฟังธรรม ก็คงจะเจริญต่อไป ตามที่เคยผูกใจไว้ และตามความประพฤติเสมอ แต่ว่ากุศลประเภทอื่นที่ยังไม่ได้ประพฤติเสมอก็คงจะต้องรอกาลเวลาต่อไปอีก จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้กุศลนั้นๆเพิ่มขึ้น

~ทุกคนย่อมเคยโกรธ แต่ถ้าใครมีสติที่จะระลึกได้ว่า ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่เป็นอันตรายกับตนเอง เพราะเหตุว่าบุคคลอื่นไม่สามารถที่จะทำให้เราโกรธได้ ถ้าเราไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่า ขณะใดที่ความโกรธเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นการประทุษร้ายตนเอง ซึ่งบุคคลอื่นไม่ได้กระทำ นอกจากกิเลสของตนเองเป็นผู้กระทำ ถ้าคิดได้อย่างนี้ ในขณะนั้น ก็จะเห็นโทษของอกุศล

~การเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผลของกุศลกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว แล้วก็ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็แล้วแต่ว่าจะมีกุศลกรรมอื่นที่จะให้ผล ก็ให้ผลทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเมื่อเป็นผลที่น่าพอใจ ก็ทำให้เป็นผู้มีรูปสมบัติ มีทรัพย์สมบัติ มีลาภ มียศต่างๆกันไป ตามกรรมที่ได้กระทำ ซึ่งแต่ละคนก็สามารถที่จะพิจารณาผลในปัจจุบัน แล้วก็รู้เหตุในอดีตว่า เป็นผลของกุศลหรือว่าเป็นผลของอกุศล แต่ว่าผลของกุศลที่ได้รับ จะเป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิตหรือกุศลจิต?

~เวลาที่กุศลจิตเกิด สภาพของจิตผ่องใส ไม่มีความเดือดร้อนด้วยความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ไม่มีการที่จะขาดความเมตตาในบุคคลอื่น จะเห็นได้ว่าจิตที่ผ่องใสเป็นกุศลนั้นไม่เป็นโทษเป็นภัย เพราะฉะนั้น ก็รู้ได้ว่า ด้วยจิตที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยเป็นเหตุ ย่อมจะไม่เป็นผลให้เกิดโทษภัยขึ้นได้ เพราะฉะนั้น กุศลทั้งหลายมีวิบากที่เป็นสุข ไม่ใช่นำมาซึ่งวิบากที่เป็นทุกข์

~กิเลสเกิดเมื่อไหร่  ก็ทำร้ายตนเองเมื่อนั้น  ทำร้ายทุกวันด้วยความไม่รู้

~ไม่มีใครทำร้ายใครได้    ทำร้ายใจคนอื่นได้อย่างไร   ทำให้เขาเจ็บใจได้อย่างไร  ถ้าเขาไม่มีกิเลส  ไม่มีทางจะเป็นไปได้เลย

~เวลาที่ไม่รู้  ก็คิดว่า  เป็นคนอื่นที่ทำร้ายเรา   ทำให้เราเสียใจ  ทำให้เราผิดหวัง  ทำให้เราโกรธ ที่ไม่เป็นไปอย่างใจหวัง   แต่ความจริง ไม่มีใครทำร้ายใจใครได้เลย  นอกจากกิเลสที่อยู่ในใจของคนนั้นเท่านั้นที่ทำร้ายคนนั้น   เวลาที่กิเลสเกิด  ทำร้ายทันทีทุกขณะ

~ตราบใดที่ยังมีการฟังพระธรรม    ความเข้าใจก็ต้องเพิ่มขึ้น

~แต่ละขณะที่ชอบครั้งหนึ่ง ก็เพิ่มความติดความพอใจ ขณะที่โกรธ ขุ่นเคืองใจครั้งหนึ่ง กิเลสนั้นก็ยังไม่ได้ดับ ก็จะต้องสะสมสืบต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นที่ว่าจะดับกิเลส หรือบอกให้ละกิเลส จะทำได้อย่างไร? ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาจริงๆที่จะต้องรู้แจ้งอริยสัจจธรรมที่กำลังปรากฏ

~ถ้าไม่มีความเข้าใจในพระธรรม และคบหาสมาคมกับความเห็นผิด ก็ย่อมจะต้องเห็นผิดตามไปด้วย

~อวิชชาทำให้ไม่รู้คุณของผู้ที่มีอุปการคุณ  เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ไม่เป็นผู้ที่กตัญญูกตเวที  ก็เพราะมีอวิชชา  ไม่เห็นคุณของผู้มีคุณ  จึงไม่รู้คุณ  และไม่ประกาศ และไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้นั้น 

~การคิดนึกของแต่ละคนบังคับบัญชาไม่ได้เลย   ถ้าสะสมอกุศลที่จะคิดในทางอกุศล  ก็ย่อมคิดในเรื่องอกุศลต่างๆ

~เพียงอกุศลธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ก็เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกได้ว่า   แม้อกุศลธรรมอื่นๆก็ยังมีอยู่มากด้วย   จึงเป็นผู้ที่จะเห็นความน่ารังเกียจของอกุศลธรรม   ซึ่งมีอยู่ในตนได้    เพราะเหตุว่ามักจะรังเกียจอกุศลธรรมที่มีอยู่ในบุคคลอื่น  แต่ว่าผู้ที่ฉลาดจะต้องเป็นผู้ที่รังเกียจอกุศลธรรมที่มีอยู่ในตน

~โกรธเกิดขึ้นขณะเดียว  คิดว่าไม่มาก  ใช่ไหม?  แต่ทีละขณะ สองขณะไปเรื่อยๆ ก็ย่อมจะเป็นเหตุที่สามารถที่จะไปสู่อบายภูมิได้

~การที่ชาตินี้เป็นบุคคลที่โกรธมาตั้ง ๑๐ กว่าปี แล้วยังไม่ลืม ก็เพราะเหตุว่าสะสมมาที่จะผูกโกรธ แล้วก็นึกโกรธบ่อยๆ  ต้องเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว  และถ้ายังไม่เห็นโทษ ชาติต่อไปก็ยังจะต้องเป็นอย่างนี้อีก

~ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล อย่าไปถามใครเลยเรื่องวิธีอื่นที่จะทำให้ไม่มีโทสะ เพราะเหตุว่ามีวิธีเดียวเท่านั้น คือ ต้องเจริญปัญญาจนรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงขั้นพระอนาคามีบุคคลเมื่อไร เมื่อนั้นจึงจะไม่มีโทสะ

~เพื่อนโกรธเพื่อนได้ไหม?  โกรธขณะไหน ไม่ใช่เพื่อนขณะนั้น  ไม่ว่าเขาเป็นใคร โกรธเมื่อไหร่ คนนั้นไม่ใช่เพื่อน ไม่มีเมตตา 

~เวลาโกรธ โทษอยู่ที่ไหน?  (โทษอยู่ที่ตัวเอง)  รู้ก็ดีแล้วว่าเราได้ทำสิ่งที่ไม่สมควร จะได้รู้ว่าไม่สมควร เพื่อที่จะได้ไม่ทำสิ่งที่ไม่สมควร

~วันทั้งวันโอกาสของกิเลสมีมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การที่จะได้ฟังพระธรรมหรือการพิจารณาธรรม หรือสนทนาธรรม เป็นแต่เพียงโอกาสที่สั้นและเล็กน้อยมาก ที่ขณะนั้นอกุศลไม่มีกำลังพอที่จะให้ไม่ฟัง แต่เวลาที่เกิดไม่ฟังหรือเกิดการสนใจน้อยลง จะเห็นได้ว่า ขณะนั้นเป็นการเปิดช่องให้กิเลสซึ่งมีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ค่อยเพิ่มโอกาสที่จะมีกำลังขึ้นอีกจากการไม่ฟังธรรม จากการไม่พิจารณาธรรม จากการไม่สนทนาธรรม

~ถ้าเป็นอกุศลแล้ว ต้องกล้าออกจากอกุศลอย่างเร็วที่สุดด้วยความไม่ประมาท เพราะว่าถ้าช้าก็จะทำให้ออกจากอกุศลนั้นยากขึ้น จนในที่สุดก็อาจจะสายเกินไปที่จะออกจากอกุศลนั้นได้ และอาจจะเป็นอย่างนี้ทุกๆชาติ

~มีสภาพธรรมให้ศึกษาอยู่ตลอดเวลา โดยการฟังพระธรรมและเข้าใจขึ้นๆ แล้วเจริญกุศลทุกประการเพื่อที่จะขัดเกลาอกุศล ด้วยความจริงใจที่จะละคลายอกุศล ไม่ใช่ต้องการหรือปรารถนาสิ่งอื่นนี่คือผู้เห็นคุณของพระธรรม และเห็นโทษของอกุศล และรู้ว่า สิ่งที่ควรเจริญในชาตินี้คือปัญญา เพราะเหตุว่าสิ่งอื่นไม่สามารถจะติดตามไปได้ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ก็ติดตามไปไม่ได้ แต่ปัญญา ความเข้าใจพระธรรมจากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง ก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น

~ความจริงต้องเป็นความจริง    ไม่เข้าใจธรรมแน่นอนถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม หรือฟังด้วยความประมาท ก็ไม่เข้าใจ

~ธรรมหลากหลายมาก  ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น  ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นธรรมทั้งหมด

~การพูดความจริง เป็นการอนุเคราะห์อย่างยิ่ง เป็นเพื่อนแท้ที่ไม่หวังร้ายต่อเพื่อนเลย  เพราะรู้ว่ากำลังเห็นผิด กำลังเข้าใจผิด  และผลของการเห็นผิด เข้าใจผิด มากมายสักแค่ไหน ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว สะสมต่อไป เห็นผิดต่อไปทุกชาติ พอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ไม่ไปเฝ้า ไม่ฟังธรรม

~ความหวังดี เป็นความหวังดี  คำพูดดีจากความหวังดี ก็ต้องดีกว่าคำพูดที่ไม่ดี

~เข้าใจคนอื่น เพราะเข้าใจตัวเอง เราเป็นอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น  ถ้าเราไม่ชอบคำที่ไม่น่าฟัง เราเองจะไม่พูดคำนั้น  แต่ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนี้ เราก็มีเหตุผลของเราที่เราจะต้องโกรธจะต้องดุ, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนคน ไม่ใช่ด้วยคำดุหรือเสียงดุ แต่ด้วยพระมหากรุณา

~สิ่งที่มีจริง เป็นธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นเข้าใจธรรม เพื่อที่จะรู้ว่าธรรมเป็นธรรม นี่คือการเริ่มที่จะละความไม่รู้ เพราะกิเลสเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรม

~อาศัยการฟังพระธรรมบ่อยๆด้วยความอดทนและด้วยการรู้ว่าค่อยๆเข้าใจขึ้นทีละน้อยมาก เพราะเราสะสมความไม่รู้มานานมาก แต่ว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ไม่มีทางเลยที่จะละความเป็นเราได้

~มีความไม่รู้ที่สะสมมามานมาก ก็ต้องเป็นหน้าที่ของความเห็นถูก หน้าที่ของความอดทน หน้าที่ของความตรงต่อธรรม  และเป็นหน้าที่ของความไม่ประมาทที่จะรู้ว่าการฟังพระธรรมแต่ละครั้งดูเหมือนว่าเหมือนเดิม  แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เพราะปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๔



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 
 


  ความคิดเห็นที่ 3  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 6 ม.ค. 2562 20:42 น.

กราบอนุโมทนากุศลจิตทุกขณะแห่งการเกื้อกูลด้วยพระธรรมค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เจียมจิต
เจียมจิต
วันที่ 6 ม.ค. 2562 21:05 น.

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
s_sophon
วันที่ 7 ม.ค. 2562 07:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
siraya
วันที่ 7 ม.ค. 2562 08:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 7 ม.ค. 2562 09:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 7 ม.ค. 2562 16:08 น.

..ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ..

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 7 ม.ค. 2562 20:33 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
peem
วันที่ 7 ม.ค. 2562 21:54 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 8 ม.ค. 2562 10:04 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 9 ม.ค. 2562 20:10 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Somporn.H
Somporn.H
วันที่ 10 ม.ค. 2562 23:18 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
มกร
มกร
วันที่ 12 ม.ค. 2562 07:36 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ