ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๖
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  13 ม.ค. 2562
หมายเลข  30384
อ่าน  1,148

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้




ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๖

~ธรรม หมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ซึ่งอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เห็นก็เป็นธรรม  เสียใจในวันหนึ่งๆก็มี ความรู้สึกเสียใจมีจริงก็เป็นธรรม เสียงมีจริง เสียงเป็นธรรม กลิ่นมีจริง ก็เป็นธรรม รวมความว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม คือ รู้แจ้งความจริงของสภาพที่มีจริงๆ ที่ปรากฏกับทุกคนในชีวิตประจำวันซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ทุกขณะ เช่น ขณะนี้เป็นธรรมขณะที่เห็น มีธรรมไหม เคยขาดธรรมบ้างไหม  ตั้งแต่เกิดมาขาดธรรมได้หรือเปล่า?

~ธรรม เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่า ทุกขณะเป็นธรรม ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย แม้แต่เดี๋ยวนี้ ก็เป็นธรรม แต่ความลึกซึ้งของสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมโดยละเอียด โดยเข้าใจจริงๆ ก็ไม่สามารถเห็นความลึกซึ้งของธรรมได้ 

~โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้เลย  เมื่อมีการเกิดขึ้น  มีตาก็มีโรคตา มีหูก็ต้องมีโรคหู   มีจมูกก็ต้องมีโรคจมูก   มีลิ้น มีกาย ก็ต้องมี โรคลิ้น โรคกาย  เป็นของธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้น  

~ถ้ายังมีกิเลสอยู่ตราบใด   กิเลสนั้นเป็นโรค(สภาพที่เสียดแทงจิต) 
ซึ่งเป็นโรคที่มีอันตรายมาก เพราะเหตุว่า ถ้ายังมีกิเลสเป็นเชื้ออยู่ตราบใด   ก็จะไม่มีการสิ้นสุดเรื่องของโรค


~ผู้ที่เป็นเพื่อน คือ ผู้ที่มีความหวังดีต่อกัน เพราะฉะนั้น จะไม่มีการทำร้าย จะไม่มีการเบียดเบียนหรือแม้แต่คิดร้ายหรือโกรธ  สิ่งที่มีจริงละเอียดมาก กว่าที่เราจะรู้ความจริงได้ ก็ต้องฟังพระธรรมและพิจารณา เป็นความรู้ความเข้าใจของตนเอง

~สิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นเพื่อนที่หวังดีหรือแม้แต่ตัวเราที่จะเป็นเพื่อนที่หวังดีต่อใคร ก็ต้องให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้นด้วย

~ความดีต้องเป็นความดี  ความชั่วต้องเป็นความชั่ว และความชั่วต้องให้ผลไม่ดีด้วยอย่างที่เห็นและถ้ายิ่งชั่วมาก ก็(ให้ผล)มากกว่าที่เราคิดว่าจะเป็นไปได้  แม้ว่าจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ตกนรก เกิดเป็นเปรต หรือเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานแน่นอน

~ควรเห็นโทษของอกุศลกรรม แล้วเมตตาในทุกคนที่กำลังได้รับผลของอกุศลกรรม อย่าให้เราเป็นคนที่ทำกรรมนั้น ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบาย ไม่ต้องทำอะไรเลย คนที่เรารักหรือเราโกรธล้วนตายทั้งนั้น ตามกรรมของเขาด้วย แต่ถ้าใครก็ตามที่ทรมานเจ็บปวดสาหัสจากโลกนี้ไป โดยไม่เข้าใจธรรม  น่าสงสารกว่า   เพราะฉะนั้น ก็มีเมตตาต่อกัน หวังดีต่อกัน เกื้อกูลกันที่จะให้ได้รับประโยชน์สูงสุดของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ทุกคนต้องตายทั้งนั้น แต่ขอให้เห็นถูกในโทษของอกุศล จนไม่ทำอกุศลกรรม

~ธรรมที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณ ไม่ให้โทษเลย ก็คือ อโลภะ (ความไม่ติดข้อง) ถ้าเป็นได้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อยจะสบายสักแค่ไหน ไม่เดือดร้อนที่จะต้องแสวงหา ไม่เดือดร้อนเมื่อสิ่งนั้นพลัดพรากจากไป เพราะเหตุว่าไม่ติดข้อง แต่แสนยาก เพราะติดข้องมานานแสนนาน มีหนทางเดียวคือ ปัญญา ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง

~ผู้เป็นพุทธบริษัท ที่เห็นประโยชน์สูงสุดของการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีและทำให้คนอื่นได้เข้าใจถูก เห็นถูกสืบต่อกันมา ก็ควรรักษาดำรงความเห็นถูกในพระศาสนาสำหรับตนเอง และเมื่อตนเองมีความเห็นถูกต้องก็สามารถช่วยคนอื่นให้ได้รับฟัง ได้พิจารณา ได้ไตร่ตรองและเห็นความหวังดีด้วย

~เข้าใจธรรมเป็นบุญหรือเปล่า? เป็นบุญ  ไม่ยากที่จะไปขวนขวายที่ไหน  โอกาสไหนก็ได้ที่เป็นสิ่งที่ดี ก็ทำ เพราะว่าถ้ากุศลจิตไม่เกิด  ขณะนั้นอกุศลก็เกิด  ต้องไม่ประมาทแม้กุศลเล็กๆน้อยๆนิดๆหน่อยๆ  เพราะว่าถ้าขณะนั้นอกุศลเกิด ก็ทำสิ่งที่ดีงามไม่ได้  ด้วยเหตุนี้  ทำดีเพราะรู้ว่า ถ้าไม่ทำดีก็เป็นอกุศล

~มีความไม่รู้มาโดยตลอด  ตั้งแต่เกิดจนตายกี่ภพกี่ชาติจนกว่าจะได้ฟังพระธรรมจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้  ไม่ใช่คำของบุคคลอื่นเลย

~อกุศลหรือกิเลสทั้งหลาย  ติดตามมามากมาย จนเป็นเหตุให้ทำทุจริตต่าง ๆ    ซึ่งทุจริต เป็นโทษ  แล้วใครจะมีพระมหากรุณาแสดงธรรมให้พ้นจากโทษคือความไม่รู้และความติดข้องซึ่งเหตุให้ทำอกุศลกรรมซึ่งจะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี?    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~คงไม่มีใครที่ต้องการจะไปทุคติอบายภูมิเป็นแน่ แต่ถึงจะไม่อยากไปอย่างไรก็ตาม ถ้ามีทุจริตกรรมแล้วก็ย่อมเป็นเหตุที่จะให้ปฏิสนธิในอบายภูมิ แต่ถ้า
เป็นผลของกุศลก็จะไม่ทำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิเลย นี่ก็เป็นเรื่องภัยของกิเลสอกุศล ซึ่งถ้าผู้ใดพิจารณาตนเองมากก็ยิ่งมีโอกาส ที่จะขัดเกลากิเลสละเอียดมากขึ้น 

~การฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ และที่ชื่อว่า อภิธรรม ก็คือ เป็นธรรมส่วนละเอียด ที่จะทำให้เห็นจริงว่า สภาพธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เพราะเหตุว่าก่อนที่จะฟังพระธรรม ก็ยึดถือสภาพธรรมทั้งหมดว่าเป็นเรา เป็นตัวตน ที่กำลังเห็น ก็เป็นเราเห็น ที่กำลังได้ยิน ก็เป็นเราได้ยิน ที่กำลังคิดนึก ก็เป็นเราคิดนึก ที่กำลังเป็นสุขเป็นทุกข์ ก็เป็นเรา นี่เป็นความเห็นผิดจึงศึกษาพระธรรมส่วนละเอียดที่เป็นพระอภิธรรม เพื่อที่จะให้เข้าใจได้จริงๆว่า ไม่มีสักขณะเดียวซึ่งเป็นตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

~การที่จะสิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลนี้ ในชาตินี้ ก็คงจะใกล้เข้ามาทุกขณะที่แต่ละขณะผ่านไป และการที่จะเกิดในภพภูมิต่อไปนั้น ก็แล้วแต่กรรมหนึ่งจะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นในภพใหม่ ซึ่งก็เลือกไม่ได้ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมอะไรที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด แต่ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหนก็ตาม สภาพของจิตก็จะเป็นไปตามการสะสม

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเกิดอกุศลแม้ประเภทหนึ่งประเภทใดเลย ทรงแสดงโทษของอกุศลทั้งปวง เพื่อที่จะให้พุทธบริษัทได้พิจารณาและน้อมประพฤติปฏิบัติตามกำลังของปัญญา แต่ถ้าผู้ใดระลึกได้ สติเกิด ขณะนั้นก็เป็นกุศล แทนอกุศล

~ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมจริงๆ จะรู้เลย(ว่า)ชีวิตที่แล้วมาในสังสารวัฏฏ์ มีค่าตรงไหน  แต่ละครั้ง แต่ละหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแต่ละขณะก็ผ่านไปแล้ว ก็ไม่กลับมาอีกเลย เดี๋ยวนี้ชาตินี้ เราคิดว่าอะไรมีค่า รักษาไว้  แต่เสร็จแล้ว ก็ไม่ใช่ของเราเพราะฉะนั้น สิ่งที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ อะไรมีค่ากว่านั้น ประมาณค่าไม่ได้เลย คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นคำจริงทุกคำ

~ถ้าเขาพูดผิด ก็รู้ว่าผิด เพราะมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ได้ฟังพระธรรมแล้วไตร่ตรองแล้วเข้าใจแล้วจึงรู้ว่า คำอื่นซึ่งต่างไปจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เวลาที่เข้าใจเมื่อไหร่  เมื่อนั้น ก็เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ  รู้ว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

~ปัญญาเท่านั้น ที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด

~การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ดับกิเลสถึงความบริสุทธิ์อย่างยิ่งคือไม่มีกิเลสใดๆเหลือเลย เพราะฉะนั้น คำสอนทุกคำ เป็นไปเพื่อการค่อยๆขัดเกลาละคลายกิเลส

~กิเลสไม่มีใครจะไปขัดเกลาได้นอกจากปัญญา ปัญญามาจากไหน ถ้าไม่มาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ให้ได้ค่อยๆเข้าใจถูกต้องทั้งหมดเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส

~สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้เป็นมรดกที่ล้ำค่ากับชาวพุทธ ก็คือ คำจริงทุกคำที่เป็นประโยชน์ทั้งพระธรรมและพระวินัย เพราะฉะนั้น ทุกคนถ้าเห็นคุณอย่างนี้ บูชาคุณด้วยความเป็นผู้ตรง ศึกษาธรรมให้เข้าใจ ประกาศคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสได้รู้ได้เข้าใจถูก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในชาติต่อๆไป

~ถึงเวลาหรือยังที่จะศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อดำรงรักษาพระศาสนา เพราะชีวิตสั้นมากสิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือได้เข้าใจธรรมแล้วก็ได้ประพฤติปฏิบัติทุกอย่างที่จะเป็นการสืบต่อ ทะนุบำรุงพระศาสนาที่ถูกต้อง ให้ยั่งยืนต่อไป

~ธรรมดาของคน น้อยคนที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์อีก คิดดู คำพูดแค่นี้ น่ากลัวไหม? เพราะว่ากิเลสมีมากทุกวันด้วยความไม่รู้หรือรู้ก็ตาม แต่ก็ยับยั้งไม่ได้ เพราะมีเหตุปัจจัยที่ยังจะต้องเกิดอยู่  เพราะเหตุมี ผลก็ต้องมี เพราะฉะนั้น ความไม่ดีทั้งหมด ไม่ได้นำไปสู่สุคติ

~ชีวิตมีค่าที่สุดเมื่อได้เข้าใจพระธรรม ส่วนชีวิตที่ไม่เข้าใจพระธรรม มีแต่จะทำทุจริตต่างๆ และต่ำลงไปในทางทุจริต ในทางอกุศล เพราะความไม่รู้ อะไรจะฉุดทุกคนขึ้นจากความไม่รู้และอกุศล ก็มีทางเดียว คือ การมีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.


ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๕



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
anuraks168
anuraks168
วันที่ 13 ม.ค. 2562

ขอกราบอนุโมทนาขอรับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
มกร
มกร
วันที่ 13 ม.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
จิตโอภาส
จิตโอภาส
วันที่ 13 ม.ค. 2562

น้อมกราบบูชาคุณพระรัตนตรัย และกราบท่านอาจารย์สุจินต์ด้วยความเคารพยิ่ง 

และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 13 ม.ค. 2562

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ผู้เมตตาแสดงพระธรรมคำจริงให้ผู้ฟังได้เข้าใจถูกเห็นถูกค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 13 ม.ค. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
abhirak
abhirak
วันที่ 14 ม.ค. 2562

"....หากวันนี้ ไม่มีครู ผู้เปรื่องปราด
จะเขลาขลาด ปัญญาเบา สักเพียงไหน.."
กราบแทบเท้าท่านอาจารย์ฯด้วยความเคารพยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 14 ม.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
panasda
วันที่ 16 ม.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
siraya
วันที่ 17 ม.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 23 ม.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ