Print 
ถอดคำบรรยาย จากหัวข้อ ฟังธรรม/ธรรมะเตือนใจ/สุขที่ไม่ติดข้อง
 
puangpetch
puangpetch
วันที่  31 ต.ค. 2561
หมายเลข  30218
อ่าน  112

ถอดคำบรรยาย จากหัวข้อ ฟังธรรม/ธรรมะเตือนใจ/สุขที่ไม่ติดข้อง
หัวข้อหมายเลข 11543 สุขที่ไม่ติดข้อง
ที่มา : https://www.dhammahome.com/audio/topic/11543

11543_สุขที่ไม่ติดข้อง

ต้องลองคิดดูก่อนที่จะชอบ ไม่ชอบ แล้วเกิดชอบ ขณะไหนดีกว่ากัน
(อันนี้ละเอียดครับท่านอาจารย์)

ใช่ค่ะ คิดดีๆ ก่อนที่จะชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่มีการชอบใช่ไหม ชอบเลยไม่เกิดขึ้น กับขณะที่เกิดชอบขึ้นนี่ ลองคิดว่าขณะไหนดีกว่ากัน ขณะไหนดีกว่ากัน

ต้องรู้ว่าเวลาที่ไม่มีความชอบ สบายดี แต่เกิดชอบขึ้นมา ขณะที่กำลังชอบ กับขณะที่ไม่มีอาการที่จะชอบหรือติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย อะไรดีกว่ากัน

(ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมจึงจะตอบว่า ไม่มีความติดข้องชอบ ดีกว่า แต่ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาครับท่านอาจารย์)

แน่นอนค่ะ เพราะเหตุว่าต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ความจริงได้

(แต่ถ้าไม่มีปัญญา แล้วเราก็เป็นอย่างนี้กัน ก็คือเราก็อยากจะชอบบ่อยๆ และอยากให้ความชอบเกิดอีกๆ)

เพราะไม่รู้ว่า ก่อนชอบ ไม่เห็นมีอะไรให้ชอบเลย สบายดี แต่เกิดมีอะไรให้ชอบ กับขณะที่ก่อนที่จะชอบ เทียบกันไม่ได้เลยว่า ก่อนที่ชอบจะเกิดขึ้น ต้องดีกว่า ไม่เดือดร้อน พอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่ต้องการอีกแล้ว ไม่แสวงหาอีกแล้ว โลภะหมดแล้ว โทสะหมดแล้ว อวิชชาหมดแล้ว ก็จะรู้ความจริง พ้นจากความเป็นทาส อิสระ

(ไม่ต้องแสวงหาอีก)

ทาสของโลภะ ทาสของโทสะ ทาสของอกุศล ทาสของความเป็นเรา

(ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้ราคะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทำราคะที่เกิดแล้วให้มากยิ่งขึ้น)
เป็นปกติในชีวิตประจำวันใช่ไหมคะ

(พึงแก้ว่า สุภนิมิต เมื่อบุคคลทำในใจโดยไม่แยบคายซึ่งสุภนิมิต)
ค่ะ แก้ว่าคืออธิบายว่า ถ้าทำใจไม่แยบคาย หมายความว่าไม่มีปัญญาที่จะรู้ความจริง ขณะนั้นก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ว่าเป็นสิ่งที่น่าติดข้อง

สุภะ ดีงาม สวย น่าดู แต่ว่าลองคิดดู ถ้ามีปัญญาก็รู้ว่า ติดข้องในอะไร นี่ใจแยบคายแล้วใช่ไหม ในสิ่งที่ไม่มี มีแค่ทันทีที่ปรากฏแล้วก็ดับไป

จากไม่ปรากฏ ไม่เกิดขึ้น ก็เกิดว่ามี เพราะเกิดจึงมีให้ติดข้อง เพราะไม่รู้

ติดข้องโดยไม่รู้ว่าขณะนั้น สิ่งที่ติดข้องเกิดแล้วดับแล้วไม่เหลือไม่มี แต่มีสิ่งอื่นซึ่งเกิดสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่น จึงปรากฏเป็นนิมิตต่างๆ เป็นสุภนิมิต

ถ้าไม่รู้การเกิดดับ ของสภาพธรรม ละกิเลสไม่ได้ เพราะเหตุว่าจากไม่มี ก็มี ชั่วมีให้ติดข้องแล้วก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย

นี่คือแยบคายใช่ไหมคะ จิตตั้งไว้แยบคาย เพราะมีปัญญาเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ชอบอะไรล่ะคะ ไม่มีน่ะ เพราะปัญญาสามารถที่จะเกิดขึ้นรู้ความจริงได้ จึงมีการละคลายจนกระทั่งดับกิเลสจนหมดสิ้นได้

เห็น ตั้งจิตไว้ไม่ชอบ ติดข้องทันที แต่พระอรหันต์เห็น ไม่ติดข้อง กว่าจะรู้อย่างนั้น

(ก็จะเป็นตามระดับขั้นของปัญญาใช่ไหมครับ)

แน่นอนค่ะ แต่ให้รู้ว่า ไม่มีค่ะ มีเมื่อปรากฏ และปรากฏสั้นมาก แต่สืบต่อจนกระทั่งเหมือนมี

(ความจริงแล้ว สภาพในสิ่งที่ปรากฏ อย่างเช่นเห็นตอนนี้เป็นดอกไม้ ตามความเป็นจริงคือเกิดดับ แต่ว่าความจำ ความหมายรู้ก็ดูเป็นสิ่งที่ยังสวยงามอยู่)

ค่ะ รู้ไหมคะ ว่าเห็นอย่างนี้ยังลืม เพียงแค่ฟังคุณวิชัยก็ไม่เห็นความสวยงามของดอกไม้แล้ว ไม่ว่าขณะไหนทั้งสิ้นค่ะ อะไรที่กำลังพอใจ อาจจะคนชอบทุเรียน กำลังรสอร่อย พอมีเสียงอื่นเกิดขึ้น ลืมแล้ว เพราะว่าขณะนั้นรู้เสียงอื่น

การที่จะเข้าใจธรรมต้องค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เห็นความจริง แล้วปัญญาต่างหาก ความเข้าใจที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จะค่อยๆ ละคลายความไม่รู้

ถ้ายังคงไม่รู้อยู่ก็หมดหนทาง เพราะว่ายังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ยั่งยืน

แต่ว่าความจริงแล้ว สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาสำหรับผู้ที่รู้ แต่ไม่ธรรมดาสำหรับผู้ไม่รู้ เพราะไม่เห็นดับ ก็เหมือนกับสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าพอใจอยู่ตลอดเวลา ความจริงไม่มี

(ชอบสิ่งที่คิดว่าเที่ยง แต่จริงๆ สิ่งนั้นไม่เที่ยง)
ค่ะ เดี๋ยวนี้ชอบอะไรล่ะคะ
(ก็ดอกไม้สีชมพู ก็สวยดี)
ดอกไม้สีชมพู ก็ไม่เห็นเกิดดับ
(ไม่เกิดดับ)
เพราะฉะนั้น ก็ยังชอบ คุณอรรณพรู้ไหม แค่พูดคำนี้ ก็ลืมดอกไม้สีชมพูแล้ว
(ลืมเดี๋ยวก็คิดใหม่ได้ครับท่านอาจารย์)
ไม่เห็นอีกก็ลืม
(ครับ แล้วเดี๋ยวก็เห็นอีก)

ค่ะ แล้วเดี๋ยวก็เห็นอีก แต่พอมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ก็ลืมทันที สิ่งนั้นไม่มี แต่ยังเข้าใจว่าแค่ลืมว่ามี จริงๆ ไม่มีตลอดเวลา เพราะเหตุว่าเพียงแค่เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วไม่เหลือเลย ฟังไว้ ฟังไว้ จนกว่าจะถึงขณะที่รู้อย่างนั้น

กิเลสสะสมมานานเท่าไหร่ มากมายมหาศาล ถ้าปัญญาไม่ถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล ไม่มีทางที่จะละความติดข้อง ในสิ่งที่รู้แล้วว่าไม่เที่ยง

(นี่คือความละเอียด)

ค่ะ แม้แต่ขณะที่กำลังบริโภค คำแรกกับคำหลัง หรือคำก่อนกับคำนี้ ความชอบต่างกันไหม นี่ไม่ได้ประจักษ์แจ้งความจริง

แต่จากผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริง ทรงแสดงไว้ จนกว่าบุคคลนั้นจะถึงการประจักษ์แจ้งด้วยตัวเอง ก็ฟังคำพูดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อรู้ว่าความจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยค่ะ เป็นอย่างนี้แหล่ะ คือไม่มี แต่หลงเข้าใจว่ามี

(ยิ่งฟังอย่างนี้ แล้วก็ได้ยินคำว่า มีเมื่อปรากฏ ก็ยิ่งเป็นเหตุให้ได้เข้าใจว่า มีเฉพาะชั่วที่จิตกำลังคิดถึงเท่านั้นเอง)

ถูกต้อง ถูกต้องค่ะ มิฉะนั้นดับกิเลสไม่ได้ เห็นการดับกิเลสไหมคะว่า ต้องเป็นปัญญาจริงๆ ตั้งแต่เข้าใจถูกในขั้นฟัง แล้วก็รู้เลยว่า คำนี้เป็นคำจริง ยังไม่ถึง แต่ก็ฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนประจักษ์แจ้ง คำจริงนั้นไม่เป็นอื่น


  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 4 พ.ย. 2561 10:46 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 4 พ.ย. 2561 21:47 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ