ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  29 ก.ค. 2561
หมายเลข  29957
อ่าน  1,221

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๒


 

 ~ความโกรธ รวมไปถึง กิเลสทั้งหลายประการต่าง ๆ   อุปมาเหมือนต้นไม้มีพิษ คิดจะเพิ่มอาหารให้ต้นไม้มีพิษ ให้ฝังรากลึกลงไปอีก และให้งอกงามเพิ่มพูนขึ้น จะเก็บบำรุงรักษาต้นไม้มีพิษนั้นไว้ หรือจะตัดโค่นต้นไม้มีพิษนั้น?

~ประโยชน์ที่สุดในชีวิต  คือ การฟังพระธรรม ที่พระสัมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง    พระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงพระธรรมไว้เป็นอันมาก  ก็เพื่อที่จะ ให้เห็นโทษของอกุศลของตนเอง และจะได้เจริญกุศลยิ่งขึ้น 

~เมื่อรู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดควร ก็กระทำ แล้วก็จะไม่กระทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร

~การคบหาสมาคมก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้กุศลธรรมเจริญ หรืออกุศลธรรมเจริญ จะทำให้ความเห็นผิดเจริญ(เพิ่มขึ้น) หรือว่าจะทำให้ความเห็นถูกเจริญ จะทำให้ปัญญาเจริญ หรือว่าจะทำให้อวิชชาเจริญ

~คำของพระสัมมาสัมสัมพุทธเจ้า ควรค่าแก่การเคารพอย่างยิ่ง

~เพราะรู้ว่า ไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดอกุศลอื่นๆจึงฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น ยาที่ประเสริฐที่สุด ก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่สามารถที่จะกำจัดโรคไม่รู้ได้

~ขณะใดที่พูดคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วขณะนั้น เป็นผู้เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทุกคำที่กล่าวถึงคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วก็แสดงว่าผู้นั้นประกาศคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ไม่คด ไม่งอ อะไรถูกก็ถูก อะไรผิดก็ผิด เพราะว่าธรรมตรงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะได้สาระจากพระธรรม ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อ แต่ฟังแต่ละคำละเอียดขึ้นๆ เพื่อที่จะรู้ว่า ถูกต้องตรงอย่างไร ซึ่งขณะนั้น ก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญาทที่สำคัญที่สุดก็คือ ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา(ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น)

~ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าพระองค์ไม่ได้ทรงแสดงพระธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ ใครจะรู้ได้ ก็มืด แล้วก็ยิ่งทับถมความมืดมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้น ทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายอะไรจะประเสริฐที่สุด?

~อยู่ในโลกตลอดกี่ภพกี่ชาติ ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงรู้ว่าสิ่งที่มีค่าที่สุด คือ ความเข้าใจ จากความมืดสนิทเพราะความไม่รู้ ก็ได้เข้าใจ

~ทุกอย่างแสนสั้นชั่วคราว  แล้วประโยชน์อยู่ที่ไหน  ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็มีแต่ความไม่รู้และความติดข้อง จนกว่าจะค่อยๆเข้าใจขึ้น, เมื่อเห็นค่าของสิ่งที่มีค่าที่สุด ใครจะละทิ้ง?   

~ทุกเวลาทุกนาที ควรจะเป็นสิ่งที่ทำประโยชน์มาให้กับตนเองและชาวโลก สหายทั้งหลายที่เกิดมาร่วมกันในโลก ซึ่งเขาไม่รู้  เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า ต้องให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง นี่เป็นความหวังดีที่สุด  ให้อะไรแก่ใครก็ตามแต่  สิ่งนั้นก็ต้องหมดไป แต่ถ้าให้ความรู้ให้ความเห็นที่ถูกต้อง  มีแต่จะเพิ่มขึ้น

~ผู้ใดก็ตามที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็มีความเข้าใจและเห็นประโยชน์ แล้วก็ด้วยความหวังดี ก็แสดงความจริงความถูกต้องของพระธรรมวินัย ให้คนอื่นได้รู้ตามความเป็นจริง นี่คือ จุดประสงค์ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เพราะเหตุว่า เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนโลก ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่สามารถเป็นมิตรหวังดีที่จะให้เขาได้เข้าใจถูก เพื่อ...เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าตราบใดยังไม่รู้ ไม่มีทางที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องได้เลย

~คำจริงทุกคำที่กล่าวให้คนอื่นได้เข้าใจ เป็นการประกาศความรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระรัตนตรัย

~ทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยความหวังดี ใครจะรัก ใครจะชัง จะไม่พอใจอย่างไร  ก็ห้ามไม่ได้

~ถ้าไม่มีใครกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วใครล่ะจะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะเหตุว่า พระพุทธศาสนา  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ฝากไว้กับคนใดคนหนึ่ง หรือ บริษัทหนึ่งบริษัทใดเลย และข้อความในพระไตรปิฎก ก็มีว่า ยิ่งเปิดเผย คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระพุทธศาสนา ยิ่งรุ่งเรือง  คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกปกปิดด้วยคำของบุคคลอื่นนานแสนนาน ถึงเวลาแล้วที่เมื่อมีใครก็ตามที่เข้าใจถูกต้อง ก็ช่วยกันแสดงความจริง เพื่อประโยชน์ และเพื่อพระพุทธศาสนาจะได้รุ่งเรืองเปิดเผยทุกคำ ทั้งพระสูตร พระวินัยและพระอภิธรรม เมื่อกล่าวรวมแล้ว ก็คือ พระธรรมวินัย

~ประโยชน์ที่สำคัญที่สุด ก็คือ กว่าใครจะมีโอกาสได้ฟังคำจริงที่ถูกต้อง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นโอกาสที่หายาก เพราะฉะนั้น ต้องช่วยกันเปิดเผย(คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) เพื่อพระธรรมจะได้รุ่งเรืองและกระจ่าง  ไม่ต้องหวั่นเกรงอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

~ทุกท่านที่มีความสุขในปัจจุบันชาตินี้ คงจะระลึกถึงอดีตกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วไม่ได้ก็จริง แต่ขณะใดที่เป็นกุศลวิบาก มีการได้รับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ดี ขณะนั้นก็เป็นผู้ที่สามารถจะพิจารณาได้ว่า ต้องเกิดขึ้นเป็นผลของกุศลเหตุที่ได้กระทำไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้ว คือ ไม่สูญหาย เมื่อเหตุได้กระทำไว้แล้ว สะสมไว้แล้ว ก็เป็นเหตุให้ผลเกิดขึ้น

~การศึกษาพระธรรม ต้องรู้ว่าเพื่อประโยชน์อะไร ถ้าศึกษาเรื่องของอวิชชา(ความไม่รู้) ก็เพื่อเห็นโทษ และเมื่อเห็นโทษของอวิชชาแล้ว ก็จะได้หาทางที่จะอบรมเจริญปัญญา ความรู้ เพื่อที่จะละความไม่รู้  

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้คนได้เข้าใจถูกต้องทั้งเหตุและผลทุกประการโดยละเอียดยิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล นั่น ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าใครจะพูด

~ถ้าไม่เข้าใจธรรม บวชทำไม เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมแล้วมีการบวชโดยไม่เข้าใจธรรม เป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม ไม่ว่าจะบวชเป็นภิกษุหรือบวชเป็นสามเณรก็ตาม   จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อที่จะให้เข้าไปสู่พระธรรมวินัยโดยไม่เข้าใจธรรมวินัยและไม่ขัดเกลากิเลสด้วย   ด้วยเหตุนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีความเคารพอย่างยิ่งว่า ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟัง เพื่อที่จะได้เกิดปัญญาซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน แล้วก็สามารถที่จะค่อยๆเข้าใจมั่นคงขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆละคลายกิเลสได้

~ถ้าจะรู้ว่า อะไรคืออะไร  มีหนทางเดียวคือพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ทั้งพระวินัย พระสูตรและพระอภิธรรม เพราะฉะนั้น แม้ว่าใครจะกล่าวว่าเป็นภิกษุณี ก็ควรที่จะได้ตรวจสอบกับพระธรรมวินัย ว่า เป็นได้ หรือเป็นไม่ได้ หรือเข้าใจเอาเองว่าเป็นภิกษุณี   (เพราะเหตุว่า ยุคนี้ไม่มีภิกษุณี)

~ภิกษุ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องแต่งกาย แต่ว่าจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมที่ถูกต้อง แล้วขัดเกลากิเลส  ด้วยการศึกษาพระธรรม เพราะเหตุว่า ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่มีอะไรที่จะขัดเกลากิเลสได้เลย เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมแล้วก็ขัดเกลากิเลสตามพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ นั่น จึงจะเป็นภิกษุในธรรมวินัย

~ใครก็ตามที่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นผู้กตัญญู เพราะรู้คุณของพระองค์ จึงกล่าวคุณของพระองค์

~คฤหัสถ์ที่เข้าใจพระธรรมมวินัย รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์หน้าที่ใดๆที่จะไปตักเตือนใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้กตัญญู กล่าวคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วนั่นแหละ ให้คนอื่นได้ฟัง ได้พิจารณาได้เข้าใจ เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร  ไม่ใช่ไปคิดเอง

~ถ้าพูดผิด รู้คุณหรือเปล่า? ความผิด สิ่งที่ผิด ไม่มีคุณเลย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่รู้คุณ  แต่สิ่งที่ดี ที่ถูกที่ควร ที่ตรง เป็นคุณ  เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถูก พูดตรง ตามความเป็นจริง ก็คือว่า เป็นผู้ที่รู้คุณของความจริง.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๑ 

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 29 ก.ค. 2561 20:56 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
peem
วันที่ 29 ก.ค. 2561 21:01 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 29 ก.ค. 2561 21:26 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มกร
มกร
วันที่ 29 ก.ค. 2561 22:24 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
thilda
thilda
วันที่ 29 ก.ค. 2561 23:05 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 31 ก.ค. 2561 08:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 5 ส.ค. 2561 16:00 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
jaturong
วันที่ 6 ส.ค. 2561 14:59 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kullawat
วันที่ 6 ก.ย. 2561 08:39 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ