ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๖๖
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  26 ส.ค. 2561
หมายเลข  30026
อ่าน  1,129

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๖




~เห็นโทษของอกุศล ใคร่ที่จะดับอกุศล เพราะฉะนั้น มีทางเดียวที่จะดับอกุศลได้ โดยการที่เริ่มอบรมเจริญปัญญา เพื่อที่จะได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้กุศลจิตเกิดและสามารถที่จะดับกิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) ได้ในอนาคต

~
ผู้ที่พูดคำหยาบ จิตที่พูดในขณะนั้น ต้องเป็นจิตที่ประทุษร้ายบุคคลที่ตนกล่าวคำหยาบด้วย และถ้ามีโทสะเกิดมีกำลังแรงกล้าขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่จะกล่าววาจาที่เป็นผรุสวาจาเท่านั้น ก็ยังจะถึงประทุษร้ายร่างกายได้ หรือถึงกับทำลายชีวิตได้อันเนื่องมาจากการพูดคำหยาบนั้นเอง

~
เราสะสมอกุศลไว้มากและสะสมอวิชชา(ความไม่รู้)ไว้มากแล้ว วันนี้เราจะเอาสิ่งที่เราสะสมมาแสนโกฏิกัปป์ออกไปได้อย่างไร นอกจากสะสมใหม่ที่จะค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม แต่ว่าน่าอุ่นใจที่ว่าได้สะสมมาที่จะได้ฟังพระธรรมและพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของเราแม้ทีละเล็กทีละน้อย แต่ก็มีพืชเชื้อที่จะเจริญเติบโตได้ในเมื่อเป็นความเห็นถูก ทุกชาติไปที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมและก็ค่อยๆสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก

~
เราไม่รู้ชีวิตข้างหน้าของเราว่าจะเป็นแบบไหน แต่ว่าถ้ามีปัญญา มีโอกาสได้ฟังพระธรรมไตร่ตรองพระธรรม ถึงกาลที่จะค่อยๆ เข้าใจพระธรรมยิ่งขึ้น ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

~
การดำเนินชีวิตปกติประจำวันเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกคนจะต้องจากโลกนี้ไปโลกหน้าอย่างแน่นอน แต่ว่าจะไปอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตเป็นปกติประจำวันนี่เอง แล้วจะดำเนินไปทางไหน ระหว่างทางถูก กับ ทางผิด

~
พระไตรปิฎกทั้งหมด จะมากไปด้วยบท พยัญชนะ พระธรรมเทศนาหาประมาณมิได้ในเรื่องของอกุศลธรรมและกุศลธรรมโดยละเอียด โดยนัยต่างๆ เพื่อที่จะให้เห็นโทษของอกุศล เพื่อที่จะได้ละอกุศล และก็เพื่อที่จะได้เห็นประโยชน์ของกุศล เพื่อที่จะได้เจริญกุศลประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

~ไปทุกขณะ แต่ไปไหน ไปด้วยความไม่รู้ตลอดแล้วก็ยังคงไปต่อไปอีกชาติต่อๆไปในสังสารวัฏฏ์ ถ้าไม่รู้หนทางว่าหนทางที่จะไปดีไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้องต่างจากกำลังไป ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย  ก็ไปสู่ทางที่ไม่มีวันที่จะเข้าใจสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ได้

~ฟังแต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อไปดี ซึ่งแต่ละคำกำลังเป็นหนทางไปที่ดีจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ว่าทางนี้เป็นทางดีจริงๆ เพราะสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

~คนที่มีเงินทองมากมายมหาศาล พรุ่งนี้ก็ไม่มีแล้ว ด้วยประการใดๆได้หมดเลย โดยการที่จากชาตินี้โลกนี้ไปทรัพย์สมบัติที่เคยมีมากมายมหาศาลจะช่วยอะไรได้ หรือยังเป็นต่อไปหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เลย หมดสิ้นเลย แต่ทั้งๆที่ยังไม่จากโลกนี้ไป  (คนที่มี)ทรัพย์มหาศาลนั้นก็สามารถที่จะถูกฟ้องร้องได้ไหมจนหมดเนื้อหมดตัวได้ไหม ก็ได้ เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเข้าใจจริงๆว่าอะไรประเสริฐสุด ต้องเป็นสิ่งที่ดีและเหนือสิ่งที่ดีทั้งหมดก็คือสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ซึ่งถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่รู้เลย จะไม่รู้จักพระองค์ ไม่เห็นคุณด้วยและไม่รู้หนทางด้วยว่าพระองค์ไปดีตั้งแต่เริ่มที่จะบำเพ็ญบารมี(คุณความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)ที่จะไปในหนทางที่จะทำให้ไปสู่การดับกิเลส

~ไปในการที่จะเป็นผู้ที่มีเหตุผล ไปในการที่จะเป็นผู้ตรง ไปในการที่จะเป็นผู้ว่าง่าย รู้ว่าอะไรไม่ดี ละได้หรือเปล่า ยากไหม เพราะไม่ใช่เรา   อกุศลไม่ว่าง่ายเลย ดื้อด้าน บอกเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง 

~ถ้าขาดการฟังพระธรรมเมื่อไหร่ ก็ค่อยๆถอยห่างจากความจริง แต่ถ้าฟังความจริงเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เราเลย แต่เป็นทางที่จะทำให้รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ขาดสักหนึ่งคำหรือหนึ่งขณะก็ไม่ได้ที่จะปรุงแต่งให้เป็นความเข้าใจที่ค่อยๆมั่นคงขึ้น

~เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจธรรม   มีคนมาก ไม่น้อยเลยที่ไม่เห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรม  แต่ว่าคนที่ได้เคยได้ฟังมาแล้วมากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แค่นี้ก็ต้องสะสมมาที่จะมีการเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีอะไรที่จะมีประโยชน์เท่ากับได้เข้าใจความจริง เพราะอะไร   เพราะจะจากโลกนี้กันไปทุกคน จะเป็นคนนี้อีกไม่ได้แน่นอน  แล้วจะเป็นใคร?

~อกุศล ไม่สามารถที่จะนำไปสู่ทางที่ดีได้เลย

~เมื่อรู้ว่า อกุศล เป็นสิ่งที่ไม่ดี ควรมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมากๆไหม หรือว่าถ้ามีหนทางที่จะทำให้ค่อยๆละ ค่อยๆคลาย นานแสนนานสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่สมควรที่จะละคลายอกุศลไหม เพราะจริงๆไม่มีใครรู้หรอก ว่า เป็นทุกข์ เพราะอกุศล

~ยิ่งพุทธศาสนิกชนได้รู้ความจริง ก็จะได้เข้าใจถูกต้องว่าจริงๆแล้วเดี๋ยวนี้หายนะ(เสื่อม)  แล้วมีพระพุทธศาสนาบ้างไหมที่ยังคงเหลืออยู่ ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม จะไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจธรรมเท่านั้นที่จะดำรงรักษาคำสอนของพระพุทธศาสนาไว้ได้

~เมื่อภิกษุไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทั้งหมด เกือบหมด มากที่สุดแล้วจะทำอย่างไร    คฤหัสถ์ที่รู้  ก็เพ่งโทษผู้ที่กระทำผิด แล้วใครที่ไม่กระทำให้ถูกต้อง ก็กล่าวให้รู้ทั่วๆกัน แต่ว่าเมื่อไม่มีความเข้าใจธรรม จะเอาอะไรไปพูด จะเอาอะไรไปกล่าว เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเข้าใจธรรมที่ถูกต้องจะอยู่เฉยหรือ หรือว่าความเข้าใจนั้นเป็นเหตุที่จะให้คนอื่นได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย เพราะว่า ประโยชน์ใหญ่ยิ่งคือคำสอนซึ่งยากที่จะมีได้ ถ้าไม่มีผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีใครสามารถที่จะได้รับมรดกที่ล้ำค่า ซึ่งไม่ใช่สำหรับผู้นั้นผู้เดียว แต่ใครก็ตามที่มีความเข้าใจธรรมก็ช่วยดำรงรักษาเพื่อคนอื่นต่อไป เพื่อประโยชน์ที่จะให้คนอื่นได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง 

~ถ้าแต่ละคนร่วมกันเป็นส่วนที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง  ความถูกต้องก็เพิ่มขึ้น เพราะมีผู้ที่ช่วยกันทำ ดีกว่าปล่อยปละละเลย ซึ่งก็คงจะร่วมกันคิดร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไป

~ประโยชน์ใหญ่ที่สุดยิ่งกว่าประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น ถ้าสามารถที่จะทำให้คนได้เข้าใจถูกต้องในพระธรรมวินัย   ผู้ที่กระทำผิดก็จะพ้นโทษจากการที่กระทำผิด กลับเนื้อกลับตัวกลับใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ชีวิตข้างหน้ายังอีกยาวไกล เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แก้ไขวันนี้ ยังคงผิด ชาติหน้าก็คิดเอาเองว่าจะเป็นอย่างไร ไม่มีทางที่จะกลับมาถูกได้ มีแต่โทษภัย

~การที่สติไม่เกิด ไม่ระลึกศึกษาลักษณะของสภาพธรรม จะทำให้ยังคงมีความเป็นตัวตน แล้วก็มีอกุศลธรรมที่ความจริงควรรังเกียจ แต่ก็ไม่รังเกียจ แล้วก็ยังไม่คิดที่จะละด้วย เพราะเหตุว่าไม่รู้สภาพธรรม ตามความเป็นจริง ทำให้มีความสำคัญในเรื่องราวต่างๆ    บางคน คนอื่นทำผิดแล้วรับผิด ก็ยังไม่ยอมยกโทษให้   เพียงเท่านี้ สั้นๆอย่างนี้ ก็จะเห็นอำนาจของกิเลส ว่า ทำไมจึงมีกิเลสมาก ถึงแม้ว่าจะยกโทษ ก็ยกโทษไม่ได้ จะเก็บความโกรธไว้ทำไม จะผูกความโกรธไว้ทำไม เพราะเหตุว่า เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับไปเท่านั้น

~บัณฑิตดูจะเป็นไม่ยาก คือ ไม่เก็บความโกรธไว้ และเห็นว่าสิ่งใดเป็นโทษ ก็ไม่ยึดถือสิ่งนั้น  แต่ว่าเวลาที่กำลังโกรธ และก็ไม่ยกโทษให้คนอื่น ลืมว่า การเป็นบัณฑิตแท้ที่จริงก็ไม่ยากอะไร เพียงแต่ว่าไม่โกรธต่อไปอีก และก็ให้อภัยคนอื่น แต่ว่าในขณะที่อกุศลจิตเกิด เป็นบัณฑิตไม่ได้

~ไม่ว่าจะเป็นข้อความในพระไตรปิฎกหรือในอรรถกถา ก็เพื่อที่จะให้ประจักษ์แจ้งสภาพที่เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล) ของธรรมที่กำลังปรากฏ โดยนัยต่างๆ ที่จะให้จิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้น และก็ละคลายความยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล แม้แต่จะเป็นเพียงการสนทนากันในระหว่างสนทนาธรรมถ้าจะเป็นข้อความตอนหนึ่งตอนใด ก็ควรที่จะให้เป็นประโยชน์ โดยการละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

~อะไรก็ตามที่กำลังมีจริงๆ แสดงว่าสิ่งนั้นมีจริงแน่นอน เป็นธรรม

~ได้ลาภ คือ ได้ฟังพระธรรม แล้วก็รู้ว่าคำที่ได้ฟัง สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง

~ความจริง ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น นอกจากมีแต่ธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป

~ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ อบรมเจริญขึ้น จากการที่ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ไม่มีหนทางอื่น

~สิ่งเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสงค์ ก็คือ ให้คนที่ได้ฟังธรรมมีความเข้าใจ, ถ้าทำทุกอย่างแต่ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่ชื่อว่า รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จะไปบูชาคุณด้วยอะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ใช่ด้วยความเข้าใจธรรม ก็ไม่ใช่จุดประสงค์ของการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้เราได้เข้าใจธรรม.

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๕ 



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 26 ส.ค. 2561 20:27 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 26 ส.ค. 2561 21:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 27 ส.ค. 2561 05:57 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jaturong
วันที่ 27 ส.ค. 2561 10:35 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
มกร
มกร
วันที่ 27 ส.ค. 2561 10:57 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 27 ส.ค. 2561 11:29 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Boonyavee
วันที่ 27 ส.ค. 2561 20:33 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ