Print 
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๘
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 ก.ย. 2561
หมายเลข  30064
อ่าน  1,042

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๘



 


~ถ้าไม่มีพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สัตว์โลกไม่มีทางที่จะพ้นจากความมืดบอดเพราะไม่รู้ความจริง คิดเอาเองว่าสบายใจเมื่อไหร่ก็สงบเมื่อนั้น ไม่สบายใจเมื่อไหร่ก็ไม่สงบ แต่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น   สิ่งที่ชาวบ้านคิด ไม่ใช่สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

~ชอบที่จะให้สบายใจ   ชอบที่จะให้สงบ  ขณะนั้นเดือดร้อน เพราะแสวงหาที่จะให้สงบ   ก็ไม่รู้

~สงบจริงๆ คือ ทุกขณะที่จิตผ่องใส    ปราศจากอกุศล

~ต้องการความสงบโดยไม่รู้ว่าความสงบคืออะไร แล้วยังแสวงหา ลำบากไหมตอนแสวงหา จิตใจสงบหรือเปล่า กระวนกระวายเดือดร้อน เกิดความพอใจอย่างยิ่ง ติดข้องอย่างมาก ทั้งหมด คือ ความติดของทั้งนั้น หารู้ไม่ว่า เมื่อปราศจากสิ่งนั้นเมื่อไหร่ เป็นทุกข์ทันที ซึ่งแท้ที่จริง ก็คือ แสวงหาทุกข์ แสวงหาเหตุที่จะให้เกิดทุกข์     แต่เข้าใจผิด ว่า ตลอดเวลานั้นสงบ

~พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง  ทุกคำทำให้เกิดความเข้าใจถูก    ความเข้าใจถูกไม่ได้นำความทุกข์มาให้เลย  เพราะเป็นความถูกต้อง นั่นคือ สงบ

~แสวงหาอย่างอื่นที่คิดว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้สงบ  แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้จักความสงบ   ไม่มีทางที่จะสงบได้    เข้าใจ(ผิด)ว่าสงบ   แต่ไม่ใช่ความสงบ

~ถ้าประกาศหรือกล่าวว่า เป็นการกระทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าสิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือ  ผิด เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่ทำให้มีความเข้าใจถูกอะไรเลย

~ขณะที่สงบ ขณะนั้น ไม่มีโลภะความติดข้อง ไม่มีโทสะความขุ่นเคืองใจ เพราะขณะที่เกิดความติดข้องหรือเกิดความไม่พอใจ ก็เพราะความไม่รู้    ที่จะละความไม่รู้ ก็เพราะรู้   ตราบใดที่ยังไม่รู้ ก็ต้องติดข้อง   ไม่มีหนทางใดเลยที่จะละ ก็ต้องเป็นไปตามกิเลสประการต่างๆ    แต่เพราะรู้(ปัญญา) จึงค่อยๆละลายกิเลสทั้งหลายได้   กิเลสทั้งหลายดับไม่ได้ คลายไม่ได้   ถ้าไม่ใช่เพราะความรู้(ปัญญา)

~ความเคารพเกิดจากใจ แม้ไม่สามารถเคลื่อนไหวกายได้ ก็เคารพได้ แต่ต้องดูว่าเคารพในอะไร    ต้องละเอียดถึงอย่างนั้น ว่า เคารพอะไร

~ใส่เสื้อผ้าสีอื่น ฟังธรรมได้ไหม เข้าใจธรรมได้ไหม    คนที่ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาล   แต่งสีอะไร (ก็ตามควรแก่ความเป็นคฤหัสถ์ นั้นๆ)

~คำใดที่ผิดจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำไปสู่ทางผิดทั้งหมด

~ผิดตั้งแต่ต้น เข้าใจผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะนำไปสู่ความถูกต้องได้อย่างไร

~ปฏิบัติธรรมที่ไหนได้หมด เมื่อมีปัญญา ที่ไหนก็ได้ ในครัวก็ได้ ตามถนนหนทางก็ได้ทุกแห่ง ไฉนจึงมีสำนักปฏิบัติสำหรับจะปฏิบัติ นี่ก็ผิดแล้ว ไม่รู้ความเป็นอนัตตา(ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร) ของสภาพธรรมว่า ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

~ผิดตั้งแต่คำแรกเลยที่บอกว่าให้ลืมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดจึงจะปฏิบัติธรรมได้ ผู้นั้นคือใครที่จะกล่าวอย่างนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่ง เป็นผู้ไม่รู้คุณของพระธรรมแต่ละคำ ถึงกับกล้ากล่าวว่าให้ลืมคำสอนให้หมด แทนที่จะบอกว่าให้จำ(ด้วยความเข้าใจ)ให้มั่นคง ไม่ควรที่จะลืมเลยในทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งกว่าจะ(มีความเข้าใจที่)มั่นคงได้   แต่กลับไปบอกว่าให้ลืมให้หมด     นี่ก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว

~ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  ใครๆก็ทำไม่ได้    นอกจากสิ่งนั้นเกิดเพราะมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไป     ถ้าบอกว่าเดินช้าๆ แล้วเกิดสติ ผู้นั้นไม่รู้จักสติ   และอาจารย์ที่บอก  ก็ไม่รู้จักสติด้วย

~ธรรมคืออะไร (ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงๆ)   ถ้าไม่เริ่มจากตรงนี้ ก็จะไม่รู้อะไร เพราะเหตุว่า ไม่รู้จักธรรม  

~การอบรมเจริญปัญญาจะต้องเป็นผู้ที่ระแวดระวัง ว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ถ้าไม่รู้ว่าสิ่งใด ผิด ก็ละไม่ได้    ความเข้าใจที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะละ    ถ้าไม่มีความรู้ที่ถูกต้องก็ละไม่ได้    ถึงแม้ว่าจะศึกษาธรรมมาก มีบริวารมาก มียศมาก สอนมากด้วย แต่ปฏิบัติผิด เพราะเข้าใจผิด

~จะรู้ว่าสิ่งใดผิดหรือถูก ก็ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

~ปัญญาจะมาจากไหน ถ้าไม่ได้มาจากการอบรมทีละเล็กทีละน้อย จะเอาปัญญาระดับสูงมาจากไหน   ถ้าไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ขั้นต้น

~หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เป็นหนทางแห่งการดับกิเลส

~ทุกสิ่งทุกอย่างสะสมอยู่ในจิต ทำให้แต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่มีทางออกจากสังสารวัฏฏ์ได้เลย

~ใครๆก็ทำลายพระพุทธศาสนาไม่ได้  นอกจากคนที่อ้างตนเองว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย

~ทำไมพระสัมมาสัมพระเจ้าจึงทรงแสดงบารมี(คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)ไว้    เพราะความจริงรู้ได้ยาก     อกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่สามารถรู้ความจริงได้    ต้องเป็นคุณความดีที่เป็นไปพร้อมกับปัญญาเท่านั้น ที่จะรู้ความจริงได้

~ยังไม่รู้    ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมด้วยความเคารพ ด้วยความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

~ขณะใดที่เข้าใจธรรม (ธรรมคือสิ่งที่มีจริง) ขณะนั้น สงบไหม เข้าใจธรรมเมื่อไหร่ ระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม  เพราะถ้าไม่มีการบำเพ็ญพระบารมีและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เราก็จะไม่ได้ยินแม้แต่คำเดียวที่เป็นพระธรรมคำสอนของพระองค์ 

~ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม จะระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร

~ไม่มีคำว่าสำนักปฎิบัติในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสำนักปฏิบัติเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ถ้าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ตั้งแต่ต้น    ประโยชน์ก็ต้องเพิ่มมากยิ่งขึ้น

~ชาวพุทธ ก็จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยและเป็นผู้ตรงต่อพระธรรมวินัย ถ้าสิ่งนั้น ผิด ชาวพุทธ ก็ต้องบอกว่าผิดจะบอกว่าถูก ไม่ได้

~แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีค่า สำหรับผู้ที่เริ่มรู้ว่า "ไม่เคยรู้มาก่อน เห็นผิดมาตลอด" แต่ว่าแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เกิดความเข้าใจถูกซึ่งอะไรจะทำให้เกิดความเข้าใจถูกได้ ถ้าไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ที่สำคัญที่สุด ความจริง ต้องจริง เราจะไม่เอาความจริงมาเปลี่ยนแปร หรือจะไม่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิด  ถ้าสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องไม่ถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย มิฉะนั้น ก็จะดำรงพระศาสนาและความถูกต้องไว้ไม่ได้

~การศึกษาธรรม เป็นการบูชาพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเห็นคุณของทุกคำที่พระองค์ตรัส

~เรื่องของอกุศลในวันหนึ่งๆ เช่นเดียวกับเรื่องของกุศล คือ เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แล้วแต่ละท่านจะไม่เห็นการสะสมของอกุศลแต่ละขณะ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ว่า ค่อยๆเพิ่มขึ้นและก็สะสมปรุงแต่งทำให้มีอกุศลจิตที่วิจิตร ที่ทำให้เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจา ที่ต่างกันออกไปในวันหนึ่งๆ มากสักแค่ไหน แต่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยละเอียด ทรงชี้ให้เห็นอกุศล ซึ่งในขณะที่จิตเป็นอกุศลจะมีการกระทำทางกายและวาจาอย่างไรบ้าง ซึ่งต่างกับขณะที่เป็นกุศล

~
ไม่ควรที่จะประมาทในเรื่องของอกุศล และก็จะเห็นได้ว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ย่อมเป็นประโยชน์ในทุกทางที่จะให้ท่านผู้ฟังผู้ศึกษาได้พิจารณาธรรมโดยละเอียดจริงๆ เพราะเหตุว่าถ้าต้องการที่จะเจริญปัญญาเจริญกุศล ก็ต้องไม่ประมาทที่จะรู้จักอกุศลของตนเองด้วย

~
ความตั้งใจมั่นที่จะอบรมเจริญกุศล ที่จะดับกิเลส นั้นเป็น อธิษฐานบารมี เพราะเห็นโทษของอกุศล ถ้ายังไม่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง แล้วก็คิดว่าตัวเองดีแล้ว หรือว่าดีกว่าคนอีกหลายคน ก็จะมีความพอใจในความดีของตนเอง ทั้งๆที่ความไม่ดีมีมาก ไม่ว่าจะบริโภคอาหาร จะกำลังสนุกสนาน จะกำลังทำกิจการงานต่างๆ ก็เต็มไปด้วยอกุศล ในขณะที่กุศลไม่เกิด เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง คิดว่าเป็นผู้ที่ดีแล้ว ก็จะไม่เจริญกุศล แล้วก็ไม่รู้ตัวว่า อกุศลกำลังชักจูง แล้วก็ทำให้โน้มเอียงขึ้นทุกที

~พิจารณาลักษณะของเมตตาได้จากกายวาจาในชีวิตประจำวัน ถ้าสมมติว่าไม่พูด แต่ว่ามีเมตตาจิต ได้ ใช่ไหม?  หน้าตาก็จะยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่หน้าบึ้ง หน้าขมวด เพราะเหตุว่า ในขณะนั้นมีเมตตา และเมื่อมีเมตตาแล้ว จะพูดอะไรก็จะต้องมีการคิดว่า ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว จะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นไหม จะทำให้เขาเสียใจไหม จะเป็นโทษไหม หรือการกระทำทางกาย ก็โดยนัยเดียวกัน

~
ผู้ที่เห็นโทษของอกุศลว่า ถ้าไม่รีบขัดเกลาบรรเทาในชาตินี้ ในชาติต่อๆไป ก็จะเพิ่มความเป็นบุคคลที่หนาแน่นด้วยอกุศลมากยิ่งขึ้นอีกทุกชาติไป แทนที่จะคิดถึงอานิสงส์หรือผลที่จะได้รับ ก็ควรที่จะคิดถึงว่า อกุศลมากจนเกินกว่าที่จะดับได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ก็จะต้องอบรมเจริญกุศลทุกประการ เพื่อที่จะละอกุศลนั้นได้เป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด)ในวันหนึ่ง

~พบกัน  เป็นมิตรที่หวังดีจริงๆ  ไม่หวังร้ายเลย ไม่ว่าในเรื่องใดๆทั้งสิ้น  เพราะว่า " แล้วก็จากกัน เท่านั้นเอง "  ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลยแต่ละภพแต่ละชาติ

~ไม่เข้าใจธรรม  ไม่ใช่ชาวพุทธ เรียกเองว่าเป็นชาวพุทธ แต่ความจริง ไม่ใช่, เพราะถ้าเป็นชาวพุทธ ก็ต้องฟังพระธรรม และมีความเข้าใจด้วย.


ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๗ 



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 9 ก.ย. 2561 17:39 น.

กราบอนุโมทนากุศลจิตที่เกื้อกูลคำจริงให้ได้เข้าใจถูกเห็นถูกต้องค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
พรชนิตว์
พรชนิตว์
วันที่ 9 ก.ย. 2561 18:02 น.

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 9 ก.ย. 2561 18:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 9 ก.ย. 2561 19:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 9 ก.ย. 2561 20:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
กลิ่นแก้ว
กลิ่นแก้ว
วันที่ 9 ก.ย. 2561 21:06 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
panasda
วันที่ 10 ก.ย. 2561 05:17 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kullawat
วันที่ 10 ก.ย. 2561 07:50 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
siraya
วันที่ 10 ก.ย. 2561 08:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 10 ก.ย. 2561 09:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
jaturong
วันที่ 10 ก.ย. 2561 10:25 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
peem
วันที่ 10 ก.ย. 2561 21:09 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Boonprasitti
Boonprasitti
วันที่ 11 ก.ย. 2561 16:53 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
pulit
วันที่ 12 ก.ย. 2561 15:18 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 14 ก.ย. 2561 18:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 15 ก.ย. 2561 12:16 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ