ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๗
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  2 ก.ย. 2561
หมายเลข  30044
อ่าน  1,231

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๗


 

~ความเข้าใจ(พระปัญญา)ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับคนทุกคนทุกระดับ ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องก็ดำรงพระศาสนาไว้ได้ เพราะฉะนั้น ทุกเสียงของคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สู่ทุกคนที่ควรจะได้ฟัง

~ความเป็นชาวพุทธ คือ เข้าใจพระธรรม

~การที่จะแสดงความเคารพในพระรัตนตรัย ก็ต่อเมื่อได้มีความเข้าใจในพระธรรม ว่า เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงประกาศพระธรรม ตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสได้เข้าใจความลึกซึ้งของธรรม คือ สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น การที่จะเคารพพระรัตนตรัย ก็คือ การที่ได้เข้าใจธรรม

~ไม่คบคนพาล คือ ไม่คบคนที่มีอกุศลมาก โดยเฉพาะมีความเห็นผิดมาก ไม่ได้กล่าวคำที่เป็นความจริงที่จะทำให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องเลย เพราะฉะนั้น ฟังคำพูด ก็พอจะรู้ได้ว่า คำใดเป็นคำของคนพาล และคำใดไม่ใช่คำของคนพาล

~เมื่อมีความเห็นถูกต้อง เราจะไม่ทำสิ่งที่ผิด เพราะเหตุว่าปัญญา ความเห็นถูก จะนำไปในกิจที่ดีงามที่เป็นกุศล ทั้งปวง เท่านั้น

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี(คุณความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) เพื่อให้เราได้ฟังคำจริงด้วย จากการที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ความจริง แล้วให้เราได้เข้าใจด้วย มิฉะนั้น เราจะไม่มีโอกาสได้เข้าใจความจริงเลย

~การเข้าใจธรรมเท่านั้นที่จะทำให้ดำรงคำสอนของพระศาสนาไว้ได้ ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย

~การที่จะฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและดำรงคำสอนไว้ ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ สิ่งใดผิด ก็คือ ผิด ไม่ว่าในกาลสมัยไหน

~ถ้าไม่เข้าใจธรรม ก็ส่งเสริมความไม่รู้ และความเข้าใจผิด

~ความเป็นผู้ตรง ก็ต้องตรง ฟังคำที่ไม่รู้จักแล้วจะได้บุญไหม แล้วจะเป็นบุญหรือเปล่า?

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำที่เป็นเหตุผล ทุกคนรับฟังได้ ไม่ว่าใครทั้งหมดสมควรที่จะเข้าใจถูกต้องแล้วก็ช่วยกันดำรงความถูกต้อง

~ถ้าเราสามารถที่จะทำให้คนได้ฟังความจริง ด้วยความหวังดี ทุกคนก็คิดที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป แต่ลองคิดดู ถ้าไม่มีความเข้าใจพระธรรมวินัย ไม่มีทางที่พระธรรมจะดำรงอยู่ต่อไปได้

~ความถูกต้องและความจริง ตามพระธรรมวินัย ยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง เพราะฉะนั้น ใครจะฟัง ก็คือ ผู้ที่เห็นประโยชน์ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไป ควรจะเป็นประโยชน์

~ผู้ใหญ่ เป็นผู้มีส่วนสำคัญมาก เด็กไม่สามารถที่จะได้ความรู้ความเข้าใจธรรมจากเด็กด้วยกัน แต่ต้องได้ความรู้ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น บ้าน ที่พ่อแม่ฟังธรรม ลูกพลอยได้ยินได้ฟังด้วย แล้วแต่ว่าใครจะสะสมมามากน้อยแค่ไหน

~ใครบวช? ต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยแตกต่างจากคฤหัสถ์ ด้วยเหตุนี้ คฤหัสถ์จึงกราบไหว้เคารพในพระภิกษุ ซึ่งสามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์ สละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในวงศาคณาญาติ ทุกอย่าง ความบันเทิงรื่นเริงทุกอย่าง การเล่นดนตรี การขับร้องฟ้อนรำ ทุกอย่างหมด แม้แต่การพูดเพื่อล้อกันเล่น ก็จะต้องไม่กระทำ เพราะเหตุว่านั่นก็คือทำด้วยกิเลส เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นพระภิกษุ ต้องรู้จักตนเอง และคฤหัสถ์เองก็ต้องรู้จักพระภิกษุซึ่งเป็นภิกษุในธรรมวินัย เพราะว่ามีความเข้าใจธรรมและมีการสละเพศคฤหัสถ์เพื่ออุทิศชีวิตในการขัดเกลากิเลสโดยศึกษาพระธรรมและอบรมเจริญปัญญา เพราะฉะนั้น ก็เป็นเพศที่สูงส่งมาก

~ภิกษุคือใคร? ภิกษุคือผู้สงบ จึงสามารถที่จะเห็นประโยชน์ของการที่จะขัดเกลากิเลสเพื่อที่จะได้สงบจากกิเลส เพราะฉะนั้น ถ้าภิกษุนั้น ไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ได้ทำกิจตามพระธรรมวินัย จะสงบไหม? ก็ไม่สงบ เพราะฉะนั้น การปรากฏของความไม่สงบทั้งหลาย ก็มาจากการไม่เข้าใจพระธรรม

~ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย ทำผิดหลายอย่าง ไม่เข้าใจธรรมด้วย ไม่ศึกษาธรรมด้วย   ผู้นั้น ในพระไตรปิฎก มีข้อความว่า เป็นมหาโจร เพราะเหตุว่า ปล้นสิ่งซึ่งเขาไม่มี มาเป็นของตนในการเป็นเพศบรรพชิตที่อาศัยอาหารของชาวบ้าน ถ้าอาศัยมากกว่านั้นอีก คือ เงินและทอง จะไม่เป็นมหาโจรหรือ

~คนที่จะเป็นพระภิกษุ ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจธรรม ไม่ได้ขัดเกลากิเลส แต่ว่าบวช เพราะอยากบวช อย่างนั้น ไม่มีความจริงใจ แต่ถ้าเป็นคนที่จริงใจที่จะขัดเกลากิเลส ย่อมรู้ตนเอง ว่า สามารถที่จะดำรงเพศบรรพชิตได้หรือไม่?

~ถ้าเรารู้ว่าพระภิกษุตามพระธรรมวินัยเป็นอย่างไร พุทธบริษัทก็จะต้องอนุเคราะห์โดยการที่ว่าไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้พระภิกษุล่วงพระวินัยบัญญัติ

~พระภิกษุไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะรับเงินทอง เพราะนำมาซึ่งกิเลส ไม่ใช่การขัดเกลากิเลส แต่เป็นการเพิ่มพูนกิเลส คฤหัสถ์ที่เข้าใจธรรมก็ไม่ให้เงินแก่พระภิกษุ คือ ทำเท่าที่เราเองสามารถที่จะกระทำได้ แล้วก็ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วยว่าพระภิกษุคือใคร (ภิกษุคือผู้ละอายต่ออกุศลยิ่งกว่าคฤหัสถ์)

~พุทธบริษัทต้องรู้ว่าเราจะทำอะไร? ไม่ส่งเสริมสิ่งที่ผิดทั้งหมดที่ทั้งบรรพชิต(พระภิกษุ) และคฤหัสถ์ ทำ เช่น คฤหัสถ์ที่ให้เงินให้ทองกับพระภิกษุก็ควรที่จะชี้แจงให้ทราบว่า เงินทองควรแก่คฤหัสถ์เท่านั้น เพราะเหตุว่า พระภิกษุสละแล้วซึ่งวงศาคณาญาติทรัพย์สินเงินทอง เพื่อที่จะศึกษาธรรมและขัดเกลากิเลสด้วยความเข้าใจธรรมและประพฤติตามพระธรรมวินัย ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็ไม่ได้ขัดเกลากิเลสและไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย

~มีวัด มีพระภิกษุที่ไม่เข้าใจพระธรรมแล้วทำลายคำสอนของพระศาสนา สมควรหรือ?

~ภิกษุใดที่รับเงินและทอง ก็คือ ภิกษุรูปนั้นไม่รู้จักภิกษุในพระธรรมวินัย คฤหัสถ์ใดที่สนับสนุน คฤหัสถ์นั้นก็ไม่รู้จักภิกษุ, คฤหัสถ์ก็ไม่รู้จักภิกษุ ภิกษุก็ไม่รู้จักภิกษุ เพราะฉะนั้น พระศาสนาจะดำรงอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ได้เข้าใจถูกต้องตามพระธรรมวินัย

~พระพุทธศาสนา ยิ่งเปิดเผย ยิ่งรุ่งเรือง ไม่ได้จำกัดว่าใครจะเปิดเผยเลย ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ควรฟัง เป็นคำที่ควรจะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่ว่าใครจะพูด

~ค่อยๆ ศึกษาไป ก็จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา?  เพื่อให้รู้ว่าเป็นธรรมทั้งหมดเลย ละเอียดขึ้นๆ จนหาความเป็นเราไม่ได้ แล้วไม่เดือดร้อนแน่เลยถ้าไม่มีเรา แต่ที่กำลังเดือดร้อน เพราะเป็นเรา

~อกุศล มีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะเจริญกุศล กุศลอะไรก็ได้ ถ้าคนอื่นทำกุศล แล้วเราอนุโมทนา ก็ได้

~เห็นผิดมาตลอดในสังสารวัฏฏ์ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประมาณไม่ได้เลย

~การเข้าใจธรรม ประโยชน์ยิ่งใหญ่คือถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าธรรมเป็นธรรมไม่ใช่เรา

~ฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และความเข้าใจนี้ ก็จะค่อยๆ ละความไม่เข้าใจ ทำให้เป็นผู้ตรงที่จะไม่หลงทาง

~แค่คำว่าธรรมเป็นธรรม เก็บไว้ในหทัยหรือเปล่า? สมควรที่จะเก็บไว้อย่างมั่นคงที่สุด ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา มีแต่ธรรม ทั้งหมดที่มี เป็นธรรม นั่นแหละเป็นคำที่ควรจะเก็บไว้ในหทัย เพราะเหตุว่าเป็นจริงอย่างนั้นโดยตลอด

~คำจริงทุกคำมีค่า แล้วจะเก็บไว้ที่ไหน? เก็บไว้ในหทัย ซึ่งหทัย คือสิ่งที่เป็นภายในที่สุด(สิ่งที่เป็นภายในที่สุด คือ จิต)

~ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงจริงๆ ในความถูกต้อง กายก็ถูกต้อง วาจาก็ถูกต้อง ใจก็ตรงต่อความถูกต้อง นั่นถึงจะเป็นประโยชน์ที่แสดงถึงความมั่นคงจริงๆ จะเดือดร้อนทำไม ก็ในเมื่อเราพูดสิ่งที่จริง ใครจะไม่ชอบใครจะว่าอย่างไร แต่คำจริงนั้น ก็เป็นคำจริงที่เราได้กล่าวเพื่อประโยชน์ เพื่อความถูกต้อง

~ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่ง ให้ทราบได้เลยว่า ความไม่ถูกต้องทั้งหมด มาจากความไม่รู้แน่นอน

~ถ้ามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทางกายทางวาจา ก็ต้องถูกต้องไปด้วย

~ถ้าเราให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  ผู้ที่เริ่มเข้าใจจะสำนึก แล้วก็จะเป็นประโยชน์สำหรับตัวเอง ไม่เป็นโทษแก่ตนเอง เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย ก็เป็นโจรหรือว่าเป็นอลัชชี(ผู้ที่ไม่ละอาย) เป็นผู้ที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~พระธรรมวินัยยังมีอยู่ครบถ้วน ที่จะทำให้แต่ละคนได้ศึกษาได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่คำของเรา แต่ว่าเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง เพราะได้ทรงตรัสรู้ความจริง

~ชวนมาฟังธรรม  เป็นผู้ที่หวังดีมาก  ชวนมาฟังธรรมให้เข้าเข้าใจว่าธรรมคืออะไร  เป็นประโยชน์ของคนที่ฟัง  ถ้าจะชวนใครให้มาฟังธรรม ก็เพื่อประโยชน์ของคนที่เราชวน  เพื่อเขาจะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง   ไม่ใช่ชวนเขาไปผิดๆ

~ข้อสำคัญ คือ  ไม่หวังว่าจะมีเพื่อนดี   แต่เรานั่นแหละเป็นเพื่อนดีหรือเปล่า   ถ้ามีเพื่อนที่ดี ก็ดี  แต่ในขณะเดียวกันเพื่อนคนนั้นเขาก็ต้องการเพื่อนที่ดีด้วย  เพราะฉะนั้น เราก็เป็นเพื่อนที่ดีกับคนอื่น  ยิ่งเป็นเพื่อนที่ดีกับใครมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งดีเท่านั้น   เพราะฉะนั้น คนดี นั่นแหละ จะเป็นเพื่อนที่ดีได้

~
เพื่อนดี คือ กัลยาณมิตร  มิตรที่ดีงาม ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  ไม่ทำร้าย ไม่ริษยา ไม่แข่งดี   เพื่อนก็มีความสำคัญ  เป็นผู้ที่หวังดี เกื้อกูล พร้อมที่จะทำประโยชน์ให้  นั่นแหละคือเพื่อน ตรงกันข้ามกับศัตรู   ศัตรูไม่เป็นอย่างนี้เลย แต่ถ้าเป็นมิตรเป็นเพื่อน ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือกัน

~
สัตว์โลก ไม่เข้าใจธรรม  แต่เมื่อมีผู้ที่หวังดี รู้ว่าสัตว์โลกไม่รู้ ก็กล่าวคำที่จะทำให้เขารู้ได้  คนนั้น หวังดี เพราะฉะนั้น จากความไม่รู้เลย ก็มีผู้ที่หวังดี กล่าวแต่ละคำเพื่อที่จะให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง  คนนั้นได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น  คนนั้นก็เป็นมิตรและเป็นมิตรที่ดีด้วย   ถ้าดีที่สุดนอกจากจะช่วยในเรื่องอื่นแล้ว ก็ยังช่วยสิ่งที่สูงสุด คือ  ให้มีความเข้าใจความจริง   เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตรที่สูงสุด.

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๖๕ 




...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 2 ก.ย. 2561

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์วิทยากรทุกท่าน

อนุโมทนาขอบคุณสมาชิกมศพ.และเจ้าหน้ามศพ.ทุกท่าน

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 2 ก.ย. 2561

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนากุศลจิตของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และอาจารย์วิทยากรทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 2 ก.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 2 ก.ย. 2561

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kullawat
วันที่ 2 ก.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 3 ก.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 3 ก.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
siraya
วันที่ 4 ก.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 4 ก.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ