Print 
๔ แบบนี้ต่างกันอย่างไร
 
natural
วันที่  30 พ.ย. 2558
หมายเลข  27275
อ่าน  675

เรียนรบกวนถามความแตกต่างของ เจริญวิปัสสนา เจริญสติปัฏฐาน อบรมเจริญปัญญา และการคิดว่าเป็นธรรมะโดยไม่เห็นโทษของอกุศลจากการฟังพระธรรม ค่ะ

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 พ.ย. 2558 21:18 น.

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     เจริญวิปัสสนา เจริญสติปัฏฐาน อบรมเจริญปัญญา  ทั้ง 3 คำนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของปัญญา ความเข้าใจถูกเป็นสำคัญ  ซึ่งก็ไม่พ้นจากการเข้าใจความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการฟัง ศึกษาพระธรรมในเรื่องของสภาพธรรม  ก็คือ ขณะที่เข้าใจขั้นการฟัง ก็เริ่มอบรมเจริญปัญญาในขั้นการฟัง และ จนเกิดสติและปัญญารู้ความจริง ก็เป็นวิปัสสนาและสติปัฏฐานเกิด แม้ไม่เรียกชื่อ  แต่ขณะนั้นกำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนั้น เพราะฉะนั้น ก็เป้นเรื่องของปัญญาทั้งหมดและที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องชื่อ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องของความเข้าใจ ครับ

     การคิดว่าเป็นธรรมะโดยไม่เห็นโทษของอกุศลจากการฟังพระธรรม...การเห็นโทษของอกุศลตามความเป็นจริง คือ การเข้าใจถูกด้วยปัญญา เพราะโทษของอกุศลทั้งหมดมาจากความไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ผู้ที่เห็นโทษตามความเป็นจริง คือ เห็นโทษของอกุศล คือ ความไม่รู้ ไม่รู้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น เห็นโทษด้วยความเป็นตัวตน อกุศลไม่ดี  ใครไม่ดี เราไม่ดี ก็ไม่ใช่หนทางการดับกิเลส จนกว่าจะเดินในหนทางที่ถูกว่าหนทางการเจริญอบรมปัญญาที่เป็นทางสายกลางคือ การรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใชเ่รา ซึ่งเริ่มจากความมั่นคงในขั้นการฟังว่าเป็นแต่เพียงธรรม ขณะที่คิดถูก เข้าใจถูกว่าเป็นธรรมในขั้นการฟัง ขณะนั้นเห็นโทษของอกุศลแล้วโดยเฉพาะความไม่รู้ เพราะปัญญาเกิดตามความเป็นจริงครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 30 พ.ย. 2558 23:43 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกจริงๆ  การที่ปัญญาจะค่อยๆเจริญขึ้นไปตามลำดับ  ต้องอาศัยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ไม่ขาดการฟังพระธรรม  ฟังในสิ่งที่มีจริงๆให้เข้าใจ เพราะการศึกษาธรรมนั้น ไม่พ้นไปจากเพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆในชีวิตประจำวัน และต้องอาศัยกาลเวลาที่ยาวนานในการสะสมอบรมความเข้าใจถูก  ซึ่งแนวทางสำคัญ คือ การตั้งต้นที่การฟังพระธรรม    เมื่อสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ  เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็เป็นเหตุให้สติพร้อมปัญญาและโสภณธรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง  เป็นการเจริญสติปัฏฐานหรือเจริญวิปัสสนา  ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดีที่เจริญ ไม่ใช่ตัวตนที่เจริญ  และเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น และผลของการอบรมเจริญปัญญาสูงสุด คือ สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสตามลำดับขั้น  
   การคิดว่าเป็นธรรม ก็คือ  คิด   ไม่ใช่การระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง  ซึ่งห้ามไม่ได้ จากการได้ยินได้ฟังพระธรรม ก็มีการคิด ไตร่ตรองตามพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง  แม้ไม่ได้ฟังในขณะนั้น  แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้คิดถึงพระธรรมที่ได้ยินได้ฟังได้   ส่วนการเห็นโทษของอกุศลตามความเป็นจริงนั้น  ไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวตนหรือความเป็นเรา  แต่ต้องเป็นปัญญาที่เห็นโทษจริงๆว่า อกุศล เป็นธรรมที่มีจริง  เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี  ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือมาก  ก็ไม่ดีทั้งนั้น  ขึ้นชื่อว่า อกุศลแล้ว จะดีไม่ได้เลย   เป็นสิ่งที่ไม่ควรสะสมให้มีมากขึ้น
   พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทั้งหมด  เป็นไปเพื่อปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด  และเป็นสิ่งที่ละเอียด ลึกซึ้ง ยากเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่เหลือวิสัยที่จะศึกษาและเข้าใจได้   จึงต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ศึกษา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย   ครับ 

  ขอเชิญคลิกศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

แนวทางการศึกษาพระธรรม

จุดประสงค์ในการบรรยาย แนวทางเจริญวิปัสสนา

ความเข้าใจ...เรื่องของการอบรมเจริญปัญญา

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 1 ธ.ค. 2558 10:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 2 ธ.ค. 2558 11:46 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 23 ก.พ. 2559 10:35 น.

ขอกราบขอบพระคุณ และอนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ ครับ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ